วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/9 (2)


พระอาจารย์
16/9 (570829C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 สิงหาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/9  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เมื่อรวมปัจจุบันธรรมทั้งหมด จนเหลือกองใหญ่ๆ แล้วนี่ ...ต้องมาทวนจนถึงกาย จนถึงศีลก่อน ถึงความตั้งอยู่ของกาย การปรากฏขึ้นของกาย การดำรงอยู่ของกาย ที่เป็นลักษณะทาง physical

ไม่ใช่กายความคิดนะ ไม่ใช่กายที่เป็นกระดูกหรือกายลำไส้ตับไต เน่าหนอนอะไร...ไม่ใช่ ...แต่คือกายภาพ ทาง physical ที่มีความตึง เกร็ง หนา หนัก ทึบ ไหว ยืดหยุ่น กระเพื่อม ร้อน อุ่น พวกนี้

นี่คือกายทางกายภาพ ความรู้สึกทางกายภาพที่มันมีอยู่แล้วนี่ ...แต่โดยแรกๆ ที่มันจะรู้สึกว่าไอ้ความรู้สึกเหล่านี้มันหาได้ยาก ...ก็เห็นอยู่ แต่มันเหมือนกับว่าเป็นของที่อ่อนไหว

เหมือนเป็นของอ่อนไหวคืออะไร ...คือจับได้ไม่ค่อยนาน  มันจะเป็นแบบ...เดี๋ยวก็ละลายหายแล้วๆ ...มันจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะว่ากิเลสเรามันจะคอยกลบทับอยู่เรื่อย 

อารมณ์ ความคิด มันจะกลบทับ ...ก็ให้รู้ว่า ไม่เป็นไร หลงอีกแล้ว อารมณ์มากลบทับอีกแล้ว ...ก็ทวนใหม่ ทวนลงไปในความรู้สึก

เราถึงบอกว่า ถ้ามันไปเบลอ หากายไม่เจอเลย...ก็เดิน เคลื่อนไหว ลงส้นแรงๆ  ให้มันรู้สึกถึงการเกร็งที่ขา ที่น่อง ...จับไปเลย จับความรู้สึกตรงนั้นเลย หมุนไปหมุนมาอยู่อย่างนั้น

เดิน...ท่านเรียกว่าเดินจงกรม หรือไม่ต้องเดินจงกรมเป็นท่าทางก็ได้ แค่เคลื่อนไหว หยิบจับ เอี้ยว หมุนตัว ให้มันมีความรู้สึกปรากฏทางกายอย่างชัด ...แล้วก็จับความรู้สึกนั้น

พอจับได้ อยู่ได้สักระยะนึง สักพักนึง แล้วลองนั่งอยู่เฉยๆ ...ความรู้สึกในกายก็จะชัดขึ้น มากขึ้นกว่าเดิม ...แล้วก็เน้นตรง มุ่งตรงลงที่ความรู้สึกในกาย

เดี๋ยวๆ มันก็จะมีความคิดว่า เคยได้ยินมาว่า เขาเคยบอกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ...อย่าไปฟังนะ อย่าไปหลงกับมันนะ วิธีนั้น วิธีนี้ ที่สัญญาความจำเราเคยผ่านการรับรู้มาเยอะ

แล้วเรายังไม่มั่นใจในวิถีแห่งมรรคโดยตรง นี่ มันจะมาล่อหลอกอยู่ตลอด ...จิตจะปรุงอยู่ตลอดให้ไปจับตรงนี้แทน ให้ไปดูตรงนั้นแทน ให้ไปจริงจังกับวิธีการนั้นวิธีการนี้แทน

เดี๋ยวเละเทะหมด ทำไปสักพักเดี๋ยวเละเทะหมดเลย ...จะรู้เลยว่า เหมือนกับคนสิ้นเนื้อประดาตัวเลย  ทำไปสักพักมันจะรู้เลย เหมือนคนที่สิ้นเนื้อประดาตัว ...คือไม่มีรากมีฐานเหลือเลย

แต่ถ้าจับกายใจไว้ อย่างน้อย...ไม่ได้อะไร แต่มันรู้สึกว่าหนักแน่น มีความหนักแน่น

อาจจะไม่ได้สภาวะจิต อาจจะไม่ได้สภาวธรรม อาจจะไม่มีความรู้ความเห็นอย่างคนอื่น ความเข้าใจอย่างคนอื่นที่เขาพูดได้เป็นคุ้งเป็นแควอะไรออกมา ...แต่มันมีความหนักแน่นมั่นคงอยู่ภายใน 

ให้ถือเลยว่านั่นน่ะคือที่ต้องการ ...คือต้องการความหนักแน่นของจิตที่อยู่กับปัจจุบัน ความหนักแน่นของจิตที่มันไม่ไหวเคลื่อนเลื่อนไปมากับสิ่งต่างๆ

ความหนักแน่นของจิตที่มันอยู่แนบแน่นอยู่กับปัจจุบันกายปัจจุบันขันธ์ ...ตรงเนี้ยสำคัญ  นี่คือรากฐานของปัญญา คือสมาธิ คือปัญญาญาณ

เพราะว่าเมื่อมันไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งอื่น สิ่งละอันพันละน้อยที่มันเกาะๆ แกะๆ ทางอายตนะนี่ ...มันก็จะจดจ่ออยู่กับกาย...ซึ่งมันมีอยู่จริงในปัจจุบันทุกปัจจุบันอย่างนี้

แล้วก็ทำความชัดเจนในตัวของมันเองขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ...ปัญญามันก็จะเกิดความชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ในความเป็นกายที่แท้จริง

ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ของใคร ไม่มีรูปไม่มีนามในตัวของมันเอง ...มันเป็นอะไรที่ปรากฏขึ้นเปล่าๆ เปล่าๆ แล้วก็ดับไปเปล่าๆ

ไม่มีอะไรตกค้างในการดับไปแต่ละขณะที่มันเกิดความรู้สึกใดขึ้นมา ...แล้วมันก็ดับไป มันก็ดับไปทั้งอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ไม่เหลืออะไรเลย

เนี่ย ดับสิ้น ดับโดยสิ้นเชิงเลย...ทุกอาการของกายที่เกิดในปัจจุบัน แล้วก็ดับลงในปัจจุบัน ...มันจะดับไปแบบสิ้นเชิงเลยทั้งอดีต-อนาคต

นี่ มันก็เรียนรู้อยู่แค่นี้ ...ต้องการให้จิตมันเรียนรู้อยู่แค่นี้ ต้องการให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงเพียงแค่นี้แหละ  ไม่ได้ไปเห็นอะไรมากมายก่ายกองหรอก

ผลก็จะประจักษ์แก่ผู้นั้นเองว่า...ทุกข์ข้างหน้าน้อย ทุกข์ข้างหลังน้อย ทุกข์ของเราน้อย ... จนในที่สุด... “เรา” ก็น้อย  จนไม่มี "เรา" เลย...ในที่ทั้งปวง

ไม่มี "เรา" ในที่ทั้งปวงเมื่อไหร่...ก็จบแล้ว ไม่ต้องภาวนาแล้ว ไม่ต้องมาตั้งรู้ตั้งเห็นกับอะไรอีกแล้ว ...นั่นแหละคือเป้าหมายสูงสุด ทำนิพพานให้แจ้ง ...มันก็แจ้งตรงนั้นแหละ

แจ้งอะไร ...แจ้งตรงไม่มีอะไรเป็น “เรา” เลย...ในสามโลกธาตุนี้  ตั้งแต่ขันธ์ห้าเป็นต้นไปนี่ ไม่มีอะไรเป็นเราของเราเลย ...นั่นแหละเรียกว่าแจ้งในนิพพาน ทำนิพพานให้แจ้ง

เพราะทุกอย่าง...เกิดขึ้น ดับ ว่าง ไม่มีอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ...ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้ง ดับ ว่าง ไม่มีอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ...มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ ที่คงอยู่ ทรงอยู่ ดำรงอยู่

นิพพานก็ปรากฏ ...นี่ กิเลสไม่รู้จะไปสอดแทรกที่ไหน ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน มันเป็นอนันตมหาสุญญตา

ถามว่ากิเลสมันจะไปเกิดตั้งอยู่ที่ไหนเล่า ...“เรา” จะไปเกิดได้ยังไง จิตจะไปแปะกับอะไรดี จิตเราน่ะ ...มันก็หมดหน้าที่ในการภาวนาไป

แต่ถ้าทิ้งกาย ลืมกาย ออกนอกกายเมื่อไหร่นี่ ปวดหัวเลยแหละ  มันจะมีเรื่องสุม...ทั้งเรื่องโลก เรื่องธรรม ...คดีโลก คดีธรรม

ไม่ใช่คดีโลกอย่างเดียวนะ คดีธรรมด้วย เช่นว่า...อย่างนั้นถูกมั้ย อย่างนี้ดีกว่ามั้ย คนนั้นเขาทำอย่างนี้ คนนี้เขาทำอย่างนั้น อาจารย์องค์นั้นอย่างนี้ อาจารย์องค์นี้อย่างนั้น ...นี่ คดีธรรมทั้งนั้น

จิตทั้งนั้นน่ะเป็นตัวพาออกมา ...ถ้าไม่ละไม่เลิก ไม่ถอดไม่ถอนมันซะ ไม่ทำลาย ไม่หยุดยั้งมัน ...ไม่หมดเรื่องหรอก ไม่มีวันหมดเรื่อง

ให้มันมีเรื่องเดียว เรื่องศีลสมาธิปัญญา ...จนกว่ามันจะแจ้งในศีล แจ้งในสมาธิ แจ้งในปัญญา ...ทุกอย่างมันมีอยู่ที่นี้ที่เดียว รวมในที่นี้ที่เดียว ...แต่ต้องหา “นี้” ให้เจอ แล้วค่อยปักแน่นลงไป

อย่างพวกเรานี่เหมือนเรือลอยอยู่ในมหาสมุทร มันก็ถูกพัดโดยคลื่นลม แล้วแต่มันจะพัดพาไปไหน ...ทำยังไงล่ะถึงจะไม่ให้มันถูกพัดพาไปไหน เรือที่อยู่กลางมหาสมุทรน่ะ...ก็ต้องทิ้งสมอ

แล้วทิ้งสมอนี่ ถ้าสมอมันไม่ถึงดินล่ะ เป็นยังไง...ก็ยังลอยอยู่ดี  แบบว่า...ก็ทิ้งแล้ว ไอ้โซ่ของสมอมันก็ไปถูกกับรอกดังกึก ก็ว่าถึงแล้วโว้ย ...ถึงไหนวะ มันแค่ไปติดบนสายรอกดังกึก ก็ตายใจแล้ว 

เอ้า มาลืมตาตื่นอีกที ไปอยู่เมืองจีนแล้วอย่างนี้ เข้าใจมั้ย ...สมอมันจะต้องถึงดิน ถึงราก ถึงแผ่นดิน  และต้องถึงจริงๆ ด้วยนะ ไม่ใช่ไปถึงตึ้กแค่สุดสายโซ่แล้วก็ว่าถึงนี่...ไม่ได้

ถึง...แล้วปักลงไปให้แน่น  ปักลงไป ย้ำลงไป นี่แหละรากฐาน ...เข้าใจคำว่าสมาธิ และเข้าใจคำว่าศีลเป็นฐานมั้ย  ถ้ามันแน่นอยู่อย่างนั้นน่ะ เอาสิ มันจะไปไหนหือ ...ก็ไม่ไป เรือไม่ไปไหน หยุดอยู่กับที่  

แล้วคลื่นลมมันมาจากไหน ...นี่ กิเลส อาคันตุกะ ...อาคันตุกะนะนั่นน่ะ สภาวะแวดล้อมทุกอย่างนี่ เป็นปัจจัยแวดล้อม นี่คือปัจจัยแวดล้อมเท่านั้น

แต่ถ้าปักหลักลงไป แนบแน่นลงไปในศีลนี่ ไม่ถอนสมอออกมา ...กิเลสก็ไม่สามารถพัดพาไปไหนหรอก

จิตมันไม่สามารถจะชักลาก ชักนำออกไปนอกลู่นอกทางได้ หรือไปสร้างทางขึ้นมาใหม่ให้มันเป็นทางเดินเรือหาขุมทรัพย์ของมันได้

แต่ถ้าถอนสมอปุ๊บนี่ มันก็จะสร้างทางเดินเรือขึ้นมาใหม่ ว่าตรงนั้นน่ะไปขุมทรัพย์ ระดับนั้นระดับนี้ ...มันผิดหมดน่ะ ถ้าไม่หยุดอยู่ในปัจจุบัน ผิดหมดน่ะ

ถ้าไม่รู้เห็นความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่รู้เห็นอะไรหรอก ก็ได้แต่รู้เห็นตามความหลอกเท่าที่จิตจะสร้างให้ดูนี่ ...เออ แล้วจะไปรู้เห็นมันทำไม

ก็รู้ไปให้เกิดสุข-ทุกข์ไง  รู้ไปทำไม...รู้ให้เป็นอำนาจหน้าตาตัวตนของเราไง นั่นน่ะ รู้ไปเพื่ออย่างนั้นเอง

แต่ไม่รู้ความจริงหรอก...ของขันธ์ ของธรรมชาติที่มีอยู่แวดล้อมอยู่คืออะไร  ที่สุดของความจริงอยู่ตรงไหน ที่ไหน  ต้นตอของความเป็นจริงคืออะไร ต้นตอของความไม่จริงคืออะไร

ไม่รู้ที่มา ที่ตั้ง ที่เกิดของความไม่จริงมาจากไหน ...แล้ววิธีการละ การเลิก การเพิก การถอน จากความไม่จริงมาอยู่กับความเป็นจริงคืออย่างไร ...นี่ ไม่รู้อะไรสักอย่าง

แต่ถ้าปักลงในฐานศีลสมาธิปัญญานี่...รู้หมด เข้าใจหมด ที่มาที่ไป แยกแยะได้เป็นฉากๆๆ เป็นขั้นเป็นตอนเลย  อันไหนเป็นกายก็รู้ อันไหนเป็นจิตก็รู้ อันไหนเป็นจิตประกอบกายก็รู้

อันไหนเป็นรูปประกอบมากับกาย อันไหนเป็นกายล้วนๆ ก็รู้  อันไหนเป็นกิเลสล้วนๆ ก็รู้  …แล้วมันก็จะรู้ได้เองไหมว่า กูจะทิ้งอันไหนดีวะนี่ ...ใช่ไหม


ผู้ถาม –  ถ้าตั้งมั่นแล้วมันรู้ได้

พระอาจารย์ –  มันรู้ได้เลยว่าอันไหนจริงกว่า อันไหนไม่จริงกว่า ...แล้วมันจะโง่ถึงขนาดที่ว่าไปเอาของไม่จริงมากินหรือ ใช่ไหม ...ปัจจัตตังไง ก็ปัจจัตตังน่ะ

ทิ้งตำราได้ไหมนี่ ...ทิ้งได้เลย ใช่มั้ยๆ  ไม่ต้องพึ่งอะไรแล้วนี่ ไม่จำเป็นแล้ว ไม่เกี่ยวเลย ...มันปัจจัตตัง มันรู้เห็นประจักษ์แจ้งแก่ผู้นั้นๆ ไป คือผู้อยู่ในศีลสมาธิปัญญานั่นเอง

มันก็เกิดความมั่นใจขึ้นๆ มันก็เห็นว่าที่ทำมาทั้งหมดนี่เลอะเทอะ...นึกว่าได้นั้นได้นี้ นึกว่าไปไกลแล้ว  ที่ไหนได้ ไปหาขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าอยู่

สุดท้ายก็สูญเปล่า แล้วก็มีแต่ความไม่สมประสงค์แห่งเราเป็นที่สุดท้าย ...นั่นคือทุกข์น่ะ นั่นล่ะที่ว่าทำแล้วมันไม่ถึงที่เราต้องการเลยน่ะ ...นั่นล่ะคือทุกข์เป็นที่หมายสุดท้าย

เอ้า เท่านี้แหละพอ ...ให้ไปทำความชัดเจนว่ากายจริงๆ อยู่ที่ไหน ...นอกจากนี้ ทิ้งได้...ทิ้งเลย ...ถ้ายังทิ้งไม่ได้...อย่าไปยุ่งกับมัน อย่าเอามันมาเป็นธุระแค่นั้นเอง

แล้วมันจะเกิดความมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ไป ...แล้วก็ทำอยู่อย่างนี้ ไม่มีวิธีอื่น  จะยืนก็ทำอย่างนี้ จะนั่งก็ทำอย่างนี้ จะอยู่คนเดียวก็ทำอย่างนี้ จะอยู่หลายคนก็ทำอย่างนี้

ไม่มีว่าเปลี่ยนไปตามฤดูกาลนะ เข้าใจมั้ย ไม่เปลี่ยนตามสถานการณ์นะ...ไม่มี  ถ้าอย่างนั้นเรียกว่าอุบาย นะ ...ถ้าหลักนี่จะไม่มีเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ หรือบุคคลเลย

เป็นอย่างเดิม ...หลับตาก็อย่างนี้ ลืมตาก็อย่างนี้  ทำความชัดเจนในรูปนาม ทำความชัดเจนในศีลสมาธิปัญญา

จนมันประจักษ์เลยว่า...มันคนละเรื่องกันจริงๆ "กูเชื่อมึงไม่ได้แล้ว กูไม่เชื่อมึงอีกแล้ว กูไม่ยอมให้มึงมาหลอกกูอีกแล้ว" ...นั่นแหละคือกำลังของปัญญา

เอ้าไป ไปพากเพียรกันต่อ


ผู้ถาม –  (กล่าวคำขอขมา)


................................



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น