พระอาจารย์
16/9 (570829C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 สิงหาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
ผู้ถาม – เมื่อหลายปีก่อน
ผมเคยถามเรื่องยิบๆ กับอาจารย์ ที่พออยู่ในความมืดแล้วเราเดินไปมา
มันก็จะมีความยิบๆ ยิบๆ เราก็เดินไปเดินกลับไปเรื่อยๆ
คือผมยังไม่แจ้งตรงที่ว่า ไอ้ความยิบ...มันคือความฟุ้งซ่านของจิต หรือว่ามันเป็นสภาพจิตที่ยิบๆ
ไปเองอย่างนั้นเอง คือผู้รู้มันก็ดับไปเรื่อยๆ
พระอาจารย์ – ไอ้ผู้รู้ที่ดับไปเรื่อยๆ นั่นไม่ใช่
ผู้ถาม – อ๋อ
ต้องทรงอยู่ใช่มั้ยอาจารย์
พระอาจารย์ – ไอ้ผู้รู้ที่ดับไปนั่นไม่ใช่ผู้รู้ ...ท่านเรียกว่าวิญญาณ เรียกว่ามโนวิญญาณ
ผู้ถาม – อ๋อ มันยิบๆ ยิบๆ ...เราก็ไม่สนใจมันมากนะอาจารย์ ก็ยังดูกายอยู่
พระอาจารย์ – ก็ไอ้ตัวที่ดูนั่นแหละ คือ...ตัวที่เห็นอยู่น่ะ เห็นทุกอาการเลยใช่มั้ย
ผู้ถาม – ยังเห็นอยู่อาจารย์
พระอาจารย์ – แล้วไอ้ตัวเห็นมันยิบยับไหมเล่า
ผู้ถาม – ไม่
พระอาจารย์ – เออ
ผู้ถาม – แต่มันมีอีกตัวยิบๆๆๆ
พระอาจารย์ – นั่นน่ะวิญญาณ
ผู้ถาม – แต่ไอ้ยิบนี่ทำอะไรไม่ได้นะ มันยิบอย่างเดียว เพราะมันปรุงอะไรต่อไม่ได้แล้ว
พระอาจารย์ – มโนวิญญาณ ...แล้วถ้ามันปรุงเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา...
ผู้ถาม – มันไม่เป็นแล้วอาจารย์
พระอาจารย์ – ถ้าไม่เป็นมันก็ดับแค่มโนวิญญาณ
นั่นแหละจิตเกิดดับ ...ยังไม่ใส่ภาษา แปลว่ายังไม่สร้างสัญญาขันธ์ขึ้นมา
ผู้ถาม – กำลังมันติดปึ้บ ไอ้ยิบๆ
นั่นเหลือแค่ยิบแล้วมันจบเลย มันทำอะไรไม่ได้แล้ว
พระอาจารย์ – เพราะว่ามันไม่สามารถรวมขันธ์ขึ้นมา
ไม่สามารถจะยืดออกมาถึงสร้างสัญญาขันธ์ เวทนาขันธ์
ผู้ถาม – อ๋อ
มันเหมือนแค่เป็นส่วนประกอบ แต่ว่าเหลือแต่รู้กับกายที่เดินไปมา
พระอาจารย์ – เนี่ย มันเป็นแค่มโนวิญญาณ มโนวิญญาณเกิด-ดับ
ผู้ถาม – แต่อาจารย์ก็บอกว่า จะดูมันก็ได้ หรือไม่ต้องสนใจก็ได้ ...ให้รู้แค่สองสิ่งพอ
พระอาจารย์ – เมน (main)...คือตัวที่เห็น กับตัวกายที่เดิน ตัวกายรู้สึก ...แค่นั้นน่ะคือเมน
ผู้ถาม – ไอ้ยิบนี่มันแทรกเข้ามาบ้าง
แล้วก็ปล่อยมัน เพราะว่าจิตมันก็มั่นคงอยู่แล้วอาจารย์ ไม่นั้นมันไม่ยิบหรอก
พระอาจารย์ – อือ ถ้ามันไม่ตั้งมั่น มันก็ไม่เห็นอย่างนี้ ...มันจะเห็นเป็นเรื่องราว
ถ้ามันเห็นเป็นเรื่องขึ้นมา
แปลว่าจิตเริ่มไม่ตั้งมั่นแล้ว มันจะเริ่มไหลแล้ว
เพราะว่าสามารถสร้างนามขันธ์ขึ้นมาได้แล้ว ...แล้วถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ
แล้วก็ไปจดจ่อกับมันไปนะ...
ผู้ถาม – ถ้าเราสนใจยิบ เดี๋ยวยิบจะแทรกเป็นโมหะแทนครับ เราก็เลย...เอ๊ะ ถ้าสนใจยิบเมื่อไหร่ ยิบจะเริ่มแทรก
พระอาจารย์ – เข้าใจว่าดูมันห่างๆ มั้ย
ผู้ถาม – ครับ คราวนี้ก็เลยปล่อยมัน ก็มั่นคงกับกายดีกว่า
พระอาจารย์ – นั่นแหละ เรียกว่าดูมันห่างๆ อย่าไปชิดมัน
นี่เรียกว่าห่าง มันก็จะห่างออกไป ...พอห่างออกไปปุ๊บ มันก็สลาย
ผู้ถาม – อาจารย์เคยสอนว่าอย่าจมเข้าไปในยิบนี้
พระอาจารย์ – อย่าไหลเข้าไป เพราะมันจะดึงความสนใจ
ผู้ถาม – ก็ดูมัน จากที่ยิบ
ก็เริ่มแทรก สร้างนู่นนี่
พระอาจารย์ – มันก็มีอารมณ์ สร้างเป็นอารมณ์ เริ่มสร้างอารมณ์แล้วก็เริ่มเข้าไปมีบัญญัติสมมุติในอารมณ์ขึ้นมา ...ทีนี้สัญญามาแล้ว กายหายไปเรื่อยๆ แล้ว ...มันจะมาแทนที่กัน
ผู้ถาม – มันครอบ
พระอาจารย์ – แต่ถ้าพวกนี้หายไปเมื่อไหร่ กาย-ใจนี่จะโดดเด่น ...มันจะโดดเด่น
ผู้ถาม – ก็วนไปวนมาอยู่อย่างนี้
ก็หลายปีแล้ว ก็วนเวียนอยู่เท่านี้
พระอาจารย์ – แล้วก็ทรง ต้องทรงให้ได้ ...เพราะนั้นก็จะรู้เองด้วยผู้ปฏิบัตินั้นเองว่า
อย่างไร ที่ใด สถานไหน การประกอบกริยาอาการใดที่มันสามารถจะทรงได้ดี
ผู้ถาม – ต้องพยายาม มันค่อยๆ ถูกสะสมไป
พระอาจารย์ – มันจะรู้น่ะ ใช่มั้ย
มันไม่ต้องไปบอกว่าต้องทำยังไงดีน่ะ ...มันรู้ได้ด้วยตัวเองเลยว่าต้องอยู่คนเดียว
ต้องพูดให้น้อย ต้องฟังเสียงคนนั้นคนนี้ให้น้อย ต้องคลุกคลีให้น้อย
ถ้าลักษณะอย่างนี้มันสามารถจะทรงได้
ทรงความละเอียดของกายใจนี้ได้...ด้วยความที่ไม่ยากเย็น
ผู้ถาม – เหมือนตัวเองเริ่มสร้างกำลังได้บ้างแล้วครับ ...เมื่อก่อนนี้คือพอกำลังอ่อนก็มาหาอาจารย์เลย เดือน-สองเดือนครั้ง ...เดี๋ยวนี้เหมือนกับว่า พึ่งตัวเองให้มากขึ้น
พระอาจารย์ – เหมือนเด็กที่ล้มลุกคลุกคลาน แล้วมันก็ค่อยๆ
สามารถยืนหยัดขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง ...ทีนี้ว่าพอมันยืนหยัดได้ มันก็ก้าวเดิน
ผู้ถาม – กำลังครับ
พระอาจารย์ – การก้าวเดินหมายความว่าการทรงศีลสมาธิปัญญา
คือการทรงไว้ด้วยความต่อเนื่อง …เพราะนั้นตัวที่จะอุ้มชูศีลสมาธิปัญญาให้ต่อเนื่องคือสติและสัมปชัญญะ
ไม่มีวิธีอื่นเลย …อย่ามาบอกว่าสมถะจะมาช่วย...ไม่มี ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวนะ …สติกับสัมปชัญญะเท่านั้น
ที่จะอุ้มชูหล่อเลี้ยงศีลสมาธิปัญญาให้ต่อเนื่อง
อย่าบอกต้องเอาความสงบมาหล่อเลี้ยง
อย่าบอกว่าจะต้องไปทำความอุกฤษฏ์ในวิธีการปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยการอดหลับอดนอน...ไม่ใช่ นั่นเป็นอุบายหมด เพื่อดำรงความรู้ตัวให้ได้ด้วยความต่อเนื่อง
ผู้ถาม – ครับ เป็นอุบายเสริมสติอย่างเดียว ผมก็ทำอันนั้นเพื่อเสริมสติขึ้นมาให้ต่อเนื่อง ไม่หลับไม่นอน อาจารย์ก็อนุญาตแล้ว
พระอาจารย์ – คือถ้าภาวนาด้วยความเข้าใจ เรียกว่าฉลาดในอุบาย ...มันจะไม่หลง มันจะไม่ติดเป็นสีลัพพตปรามาส
แต่ถ้าทำไปแบบตามๆ กันนี่ โดยที่ไม่รู้ ...เห็นเขาทำกันแล้วว่าดี ก็ทำตามอย่างนี้
ทำเอาความที่ว่าจะเอาผลที่คนอื่นเขาบอกว่าทำแล้วได้ผลดี แล้วก็ทำไป...เรียกว่าทำด้วยความโง่เขลา ไม่ฉลาดในอุบาย
แต่ถ้ามีปัญญา ฉลาดในอุบายว่าทำไปทำไม
จุดประสงค์การทำเพื่ออะไร
ผู้ถาม – มันเป็นเหตุให้เจริญก็เลยทำ
พระอาจารย์ – มันสามารถน้อมนำอยู่ในศีลสมาธิปัญญาได้
นั่นแหละทำไปเถอะ ...ไม่ได้ผูกพันกับรูปแบบการภาวนา
เอ้า มีอะไรอีกมั้ย ...(ถามโยม) นี่ล่ะ
ภาวนาบ้างรึเปล่า ...ไม่ต้องไปห่วงคนอื่น ใครจะเป็นยังไง ...ห่วงตัวเอง ดูตัวเอง
คอยน้อมคอยดึงกลับมาที่ตัวเอง
ไล่กลับมาเลย ว่าเดี๋ยวนี้...มันมีอะไรบ้างตรงนี้ ในกองกาย กองขันธ์ มีอะไรบ้าง แล้วไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ...ให้เห็นก่อนโดยรวม...ภาพใหญ่
ให้เห็นภาพใหญ่ก่อน ทั้งความคิด
ทั้งความจำ ทั้งอารมณ์ ทั้งความสงสัยลังเล ...ให้เห็นว่ามันมีอะไรในภาพใหญ่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้
แล้วก็ค่อยๆ น้อมหยั่งลงมา
ทิ้งดิ่งลงที่ความรู้สึกในกาย ที่มันอยู่ตรงนี้เหมือนกัน ...แล้วก็วางเรื่องราวที่มันนอกเหนือจากกาย
ไม่ต้องไปเอามาเป็นธุระขบคิด ดีร้ายถูกผิดกับมัน
ซึ่งตรงนี้
มันจะดึงให้เข้าไปด้วยความคุ้นเคย ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนะ เป็นเรื่องจำเป็นนะ ...คือถ้าไม่จำเป็น...ก็สำคัญ มันมีอยู่สองเงื่อนไข ...นั่นก็ลูก
นี่ก็คนที่ดี คนที่ควรจะช่วยเหลือ อะไรอย่างนี้
เนี่ย มันจะสร้างเงื่อนไข
แล้วมันจะทิ้งกาย ...พอไปผสมโรงกับอารมณ์ กับความคิดนั้นๆ ทีนี้ก็หากายใจยากขึ้นเรื่อยๆ ยากขึ้นเรื่อยๆ ห่างกายใจขึ้นไปเรื่อยๆ
นี่ก็คือหมายความว่าห่างศีลสมาธิปัญญาขึ้นไปเท่านั้นน่ะ
…เพราะนั้น ถ้าได้สติแล้วรีบกลับมา กลับมาทบทวนตรงนี้เลย
มันกำลังอยู่ในอาการอะไร
สำรวจ แล้วก็ไล่กลับมาที่กาย ต้องไล่ลงมา...ต้องมาสรุปลงที่กาย
อย่าไปสรุปที่อื่นนะ ...ต้องสรุปจนกว่าจะเจอที่กาย
แล้วค่อยตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่กับมันไป
แต่ถ้าไปสรุปแล้วไปลงที่อื่น...แล้วไปตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่ตรงนั้น ...เรียกว่าผิดนะ ออกนอกมรรคนะ
(ต่อแทร็ก 16/9 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น