พระอาจารย์
16/14 (570920C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
20 กันยายน 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 16/14 ช่วง 1
จับประเด็นได้มั้ย ...ถ้าจับประเด็นได้
รู้ว่าจะเอาไปทำยังไงจากที่ฟังนี่ ก็แปลว่าฟังพอรู้เรื่อง ...ถ้าจับประเด็นไม่ได้ว่า ตลอดที่ฟังมาสองชั่วโมงนี่ ไม่รู้มันพูดเรื่องอะไร ...ก็ฟังไม่รู้เรื่อง
แต่ถ้าฟังแล้วรู้เรื่องนี่
หมายความว่า...เออ จะเอาไปทำยังไงในการปฏิบัติดี อย่างนี้เขาเรียกว่าฟังแล้วเข้าใจ ...และที่เคยทำมานี่
จะแก้ไขยังไง แล้วจะเอาอะไรเป็นหลักดี
นี่ถือว่าฟังรู้เรื่อง ...คือเข้าใจว่าเป้าประสงค์ที่แท้จริงของการภาวนาคืออะไร เป้าประสงค์ของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงที่ท่านสอนคืออะไร
การละการเลิก
การเพิกการถอนจากขันธ์ห้าคืออะไร ทำไมจะต้องเพิกถอนจากขันธ์ห้า ทำไมจะต้องมาทำความแจ้งในขันธ์ห้า
ทำไปทำไม ...นี่ ถ้าฟังแล้วเข้าใจในแง่มุมเหล่านี้ ก็เรียกว่าฟังรู้เรื่อง
และเมื่อฟังรู้เรื่อง
ที่ต่อไปก็คือต้องทำให้ถึงจุดที่มันฟังแล้วรู้เรื่อง ...นี่ มันคนละเรื่องนะ
ฟังรู้เรื่อง...กับทำไปให้ถึงจุดที่มันรู้เรื่อง …เพราะนั้นการภาวนามันอยู่ที่ทำ
แต่ถ้ามันฟังไม่รู้เรื่อง
มันไม่รู้จะทำยังไง เข้าใจมั้ย มันทำไปมันก็จะผิดเป้าประสงค์
หรือไม่ตรงตามเป้าประสงค์ของพระพุทธเจ้า หรือเป้าประสงค์ที่แท้จริงของมรรค ...มันก็จะผิดวัตถุประสงค์ไป
เพราะนั้นมันจึงต้องอาศัยการฟัง
แล้วการเข้าใจจากการฟัง...ที่ว่าให้เห็นเป้าหมาย วิธีการหลัก ...แล้วมันจึงจะต้องทำต่อไปให้เข้าถึงเป้าหมายอย่างนั้นๆ
เพื่อไม่ให้เกิดการคลาดเคลื่อนในองค์มรรค
ไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนไปจากศีลสมาธิปัญญา
เพราะนั้นการที่มันคลาดเคลื่อนไปจากศีลสมาธิปัญญานี่
มันจะทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนไปจากเป้าประสงค์ที่แท้จริง ...คือผลลัพธ์ที่ได้นี่มันจะบิดเบือนไป
เพราะนั้นถ้าฟังโดยสรุป...จริงๆ
ถ้าเราไม่ได้อธิบายยาวเหยียดอะไรนะ ก็คือแค่นี้...ตรงไหนก็ได้ที่เป็นตัวกาย รู้ลงไป ตรงไหนก็ได้
ส่วนไหนก็ได้ที่มันเป็นความรู้สึกในกาย รู้ลงไป แค่นั้นแหละ
แล้วจิตมันจะอยากรู้อยากเห็นที่อื่น อดไว้ๆๆ
อดไว้...ไม่เอา ให้มันมารู้จำเพาะเนื้อจำเพาะตัว ...นี่คือการสู้กับกิเลส
ถ้าทำอย่างนี้เรียกว่าสู้กับกิเลส
แต่ถ้ามันจะอยากได้อย่างนั้น มันอยากจะทำอย่างนี้
มันคิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วปล่อยไปตามความคิดนั้น กระทำไปตามความคิดนี้ ...ลักษณะนี้แปลว่าตามกิเลส
เพราะนั้น ถ้าสู้กับกิเลส...ผลก็คือระงับ ดับกิเลสและทุกข์ในกิเลส ...แต่ถ้าตามกิเลส
หมายความว่าผลที่ได้ก็คือจะมีแต่ทุกข์ จะมีแต่ความสงสัย จะมีแต่ความไม่จบสิ้น
จะมีแต่ความพัวพัน
เพราะฉะนั้นให้เข้าใจ...ว่าเราจะสู้
หรือเราจะตามกิเลส ...เมื่อใดที่มีความรู้สึก
หรือประมวลทบทวนได้ว่า อยู่ด้วยการสู้กิเลสมากกว่าตามกิเลสแล้ว เมื่อนั้นน่ะจะค่อยๆ บังเกิดผลอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
ถึงแม้ว่าจะยังไม่บังเกิดผลอย่างถึงที่สุดนะ แต่จะบังเกิดผลที่รับรู้ได้ด้วยตัวเอง ...ทำไปเถอะ มันจะบังเกิดผลที่รับรู้ได้ด้วยตัวเอง รองรับได้ด้วยตัวเอง
ไม่ใช่ต้องอาศัยตำรารองรับ
ไม่ใช่ต้องคำพูดของอาจารย์รองรับ ไม่ต้องอาศัยคำพูดของผู้ปฏิบัติอื่นรองรับเลย ...มันจะรองรับได้ด้วยตัวของมันเอง แบบตรงๆ แบบไม่โกงไปโกงมา
เนี่ย ท่านเรียกว่าปัจจัตตัง
มันจะรองรับได้ด้วยตัวของมันเอง ...เพราะนั้นความเชื่อมั่นในการปฏิบัติในองค์มรรค
ก็จะเกิดการเชื่อมั่นมากขึ้นในตัวของมันเองขึ้นมาอีกเหมือนกัน
ทีนี้การพึ่งพาอาศัยตำรา คำพูดคนอื่น มันก็เริ่มไม่จำเป็นแล้ว ไม่สำคัญแล้ว ...ไม่มีอะไรสำคัญมากกว่ารู้ตัว
ไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าการตั้งจิตตั้งกายอยู่กับที่อยู่ด้วยกัน
ทุกอย่างจะหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ
ตัวกายตัวใจ ตัวรู้ตัวกายปัจจุบันนี่
จะสำคัญที่สุดขึ้นมาทดแทนสิ่งต่างๆ ที่จิตกล่าวอ้าง...โดยมีขันธ์เป็นเครื่องรองรับในคำกล่าวอ้าง
ความอยาก ความมี ความเป็น
มันจะมีตัวขันธ์นี่เป็นตัวรองรับ มันจะสร้างตัวขันธ์นี่เป็นเรา...เป็นตัวรองรับคำกล่าวอ้างนั้นๆ
แล้วให้ความสำคัญกว่า …ซึ่งพวกนี้จะไม่สำคัญกว่าต่อไปแล้ว มันจะด้อยค่าลงๆๆ
แต่คุณค่าของกายใจจะสูงส่งขึ้นๆ
มาแทน นี่เรียกว่าความชัดเจนในองค์มรรค นี่เรียกว่าเกิดความมั่นคงในมรรค
นี่เรียกว่าจะทำให้เกิดความไม่ท้อถอยในศีลสมาธิปัญญา
ไม่ท้อถอยในการเดินไปในองค์มรรค
ทุกอย่างจะอยู่ในขอบข่ายอย่างนี้ ...ถ้าปฏิบัติตามแบบแนวทางแบบแผนที่เราอธิบาย มันจะไม่หนีจากลักษณะอาการเหล่านี้
แต่ถ้ามันมีอาการอะไรที่มันนอกเหนือจากเราอธิบายไว้นี่ ...ให้รู้เลยว่านั่นเกิดจากการปรุงแต่งของจิตหรือกิเลส
ต่อให้มันสร้างหน้าแปลงกายมาเป็นพระพุทธเจ้า
มาเป็นพระองค์ปฐมก็ตาม ...ก็ให้รู้ว่านั่นน่ะไม่ใช่ ไม่จริง ...ซึ่งบางทีเหล่านี้ก็ละได้ยากนะ บางทีมันก็รู้สึก...แหมดั่งเป้าประสงค์แห่ง "เรา" เลย
เพราะยังไงลึกๆ
มันยังมี “เรา” เป็นตัวยืนพื้นอยู่แล้ว ยังไม่หมดสิ้นซึ่ง "เรา" หรอก ...มันก็จะหาอะไรที่ตรงเป้าประสงค์ของ "เรา" เลยนี่มาเป็นตัวหลอก
มันตามล้างตามล่าไม่เลิกหรอก
กิเลสน่ะ ไม่ใช่จะขว้างมันออกจากใจได้ง่ายๆ หรอก ...ดูเหมือนไม่มีๆ ดูเหมือนๆ ไม่มี...เดี๋ยวมาแล้ว ...แล้วมันจะมาตรงใจ "เรา" เลย
เสร็จ...แรกๆ จะเสร็จมันก่อน ...คือถ้ายังไม่ยอมเสร็จกับมัน เดี๋ยวมาเสร็จกับเรานี่ เดี๋ยวมาเจออาจารย์
เดี๋ยวอาจารย์จัดการสำเร็จโทษให้ ...ไปไม่รอดหรอก
หรือไม่ก็จะเสร็จด้วยตัวของมันเองได้...ในผู้พากเพียร
ก็จะเห็นเค้าลางว่ามันเอาตัวรอด ...จนความบริสุทธิ์ วิสุทธิของกายใจนี่
มันเกินกว่ากิเลสจะมาแทรกแซงได้ ...ขันธ์ห้าแทรกแซงไม่ได้
ทีนี้มันก็จะมาแทรกแซงในระดับที่ละเอียดมาก
ละเอียดจนจับต้องเป็นตัวตน เป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย ...นี่ ก้าวเข้าสู่อรูป อรูปขันธ์
อรูปภพ อรูปธาตุ
มันก้าวข้ามรูปธรรมนามธรรม รูปธาตุนามธาตุ มันจะก้าวไปสู่อรูปธาตุ ...มันตามล่าตามหลอก
จนที่สุดขององค์มรรคเลยแหละ ...เพราะนั้นให้เข้าใจ
เอ้า เท่านี้แหละ
โยม – เวลานั่งสมาธิเดินจงกรม อาจารย์บอกว่าถ้าเราไล่ในกาย
นี่เป็นวิหารธรรมให้มันอยู่ ...แต่ถ้าเราไม่ชินกับการไล่ล่ะพระอาจารย์
พระอาจารย์ – ถ้าไม่ไล่แล้วมันอยู่กับที่ใดที่หนึ่งก็อยู่ได้ เข้าใจมั้ย
โยม – มันเหมือนกับเราไปเพ่งน่ะ ก็ไปตรงนั้นตรงนี้อย่างนั้นค่ะ
พระอาจารย์ – คือที่ไหนก็ได้
ถ้ามันอยู่น่ะ ...คือยังไงก็ต้องเพ่งนะ ถ้าไม่เพ่งนี่มันไม่อยู่นะ จิตน่ะ ...ถ้าไม่เพ่งไว้
ถ้าไม่เอากายไว้ด้วยการเพ่ง คือเพ่งไว้ จิตมันจะเลื่อนลอยออกหมดเลย
โยม – แบบมันไล่ทีละส่วนๆ
แล้วมันเหมือนกับเราไปติดแต่ละส่วนๆ อย่างนี้
พระอาจารย์ – มันยังไม่ชำนาญ ทำไปเหอะ
เบาๆ เคลื่อนไปเบาๆ เคลื่อนจิตไปเบาๆ อย่าไปเกาะกุม อย่าไปกำ...กำก็แตก ...เข้าใจคำว่าลูบไล้มั้ย เนี่ย ลักษณะแค่นี้ ในการให้น้ำหนักนี่ เหมือนลูบไล้
อย่าไปกำอย่างนี้ๆ
โยม – ถ้าเราเอาความรู้สึกไปนี่
มันรู้สึกแบบเยอะๆ หน่อย
พระอาจารย์ – แล้วมันจะรู้น้ำหนักเองน่ะ ค่อยๆ ทำไป ...แต่ว่าถ้ามันคร่ำเครียด เพียรเพ่งมาก
ก็สูดลมหายใจ แล้วก็ดูทั้งก้อนเลย รู้รวมลงไปสิว่ากำลังรู้สึกว่านั่ง นั่งกับพื้น
นั่งกับเก้าอี้ เนี่ย ให้มันเป็นอันเดียวกัน
โยม – รู้สึกอย่างนั้นดีกว่า พออย่างนี้แล้วเหมือนกับมันเพ่งไปอย่างนี้
พระอาจารย์ – คือไม่จำเป็นจะต้องไล่ตลอดเวลา
เข้าใจรึเปล่า อย่างเวลาฟุ้งซ่าน
โยม – ถ้าเกิดเราไม่ฟุ้งซ่าน
เราก็ไม่ต้องไล่
พระอาจารย์ – ก็นั่งไปเลย มันอยู่ก็อยู่สิ ...ไอ้ที่ให้ไล่เพราะอะไร เพราะจิตมันคุ้นเคยกับการคิดนึก
โยม – มันไม่นึกแล้ว
พระอาจารย์ – ไม่นึกก็อยู่สิ ...แต่ถ้าอยู่แล้วนี่ๆ อย่างโยมนี่ ไปอยู่อย่างนี้ ก็หาย ...เหมือนเอ๋อ เข้าใจมั้ย อีเอ๋อ
เกิดสภาวะอีเอ๋อ อย่างนี้
โยม – แต่มันรู้นะ
พระอาจารย์ – รู้ก็รู้สิ
แต่กายมันหายน่ะ เข้าใจรึเปล่า
โยม – แต่มันก็รู้ว่าเรารู้สึกอย่างนี้
พระอาจารย์ – ถ้ารู้แต่จำเพาะรู้นี่
ถือว่ากายหาย ...แต่ถ้ารู้จริงๆ นี่...ถ้ารู้จริงๆ จะต้องรู้คู่กับกาย มันจะต้องเป็นธรรมคู่นะ
ถ้าไม่เป็นธรรมคู่ เรียกว่าเอ๋อ ...ไอ้อย่างนี้นี่...กายหาย แล้วมันรู้กายแบบ...เอ๊
รู้รึเปล่าวะ มันมีหรือไม่มีวะ อย่างนี้เอ๋อ...เอ๋อเริ่มกำเริบ หรือจะรู้ชัดๆ รู้แต่รู้ ไม่มีอะไรเลย ...ไอ้นี้ก็เอ๋อเต็มที่เลย เอาป่าว
เข้าใจมั้ย คือมันจะรู้ยังไงก็ได้ แต่ว่ากายนี่จะต้องเป็นเครื่องยืนยัน
...เหมือนกับเบื้องหน้ามันนี่ต้องมีกายเป็นเครื่องยืนยัน
โยม – รู้สึกว่ามีกายอยู่ด้วย
พระอาจารย์ – ใช่ ...เพราะนั้นเวลาเกิดนั่งแล้วมันอยู่เฉย
มันจะเป็นอีเอ๋อน่ะ ...เราถึงบอกให้จิตน่ะน้อม ควานกายขึ้นมาใหม่...ซึ่งมันไม่ชอบ
เข้าใจมั้ย
โยม – (หัวเราะ) มันกลัวจะเพ่ง
พระอาจารย์ – เออ นั่นแหละ ...เพราะกูจะชอบเอ๋อน่ะ มันชอบว่างๆ ลอยๆ เข้าใจมั้ย ...นั่นน่ะคือภพ นั่นน่ะคือขันธ์
โยม – แล้วมันไม่ชินอย่างนี้ค่ะ
พระอาจารย์ – ก็บอก...การสู้กับกิเลสน่ะ
บอกแล้ว มันจะสร้างทุกรูปแบบมาเพื่อให้ทิ้งกายทิ้งใจ
แล้วก็ไปอยู่กับตรงขันธ์ห้าที่มันสร้างขึ้นมาใหม่
เห็นมั้ยว่าภาวะเลื่อนลอยนี่ หรือภาวะว่างๆ
เปล่าๆ นี่...ดูเหมือนไม่เป็นขันธ์ห้าเลยนะ ...บอกให้ นั่นน่ะขันธ์ห้าส่วนหนึ่ง
ลักษณะหนึ่ง รูปแบบหนึ่งของขันธ์ห้า
ที่ใดมีขันธ์ห้า...ที่นั่นมีทุกข์
เชื่อเถอะ...ไม่ใช่เชื่อเรา เชื่อพระพุทธเจ้าเถอะ …แต่พวกเรายังมองไม่ออกว่ามันเป็นขันธ์ห้ายังไง ก็ว่า “ดีออก ดีออกจะตาย”
นี่คือกิเลสว่าความมา กล่าวอ้างมา
เพราะนั้นจะเอาอะไรมาลบล้างกิเลสตัวนี้...ก็ต้องสร้างกายขึ้นมา สร้างศีลขึ้นมา ...เพราะตรงกายตรงศีลนี่ ตรงกายธาตุ
มหาภูตรูป ตรงนี้เป็นที่ที่ปราศจากกิเลส
แล้วมันก็เกิดการชิงดีชิงเด่นกันน่ะ...มึงจะมาดีกว่ากูได้ยังไง แน่ะ ตัวกิเลสมันจะว่านะ ตัวอารมณ์มันจะว่านะ ....เพื่ออะไร
เพื่อให้สมยอมไปกับมัน
คือความเข้าไปเสวยในภพ เข้าใจมั้ย คือการสมยอมกับกิเลส
คือการเข้าไปเสวยในภพที่มันสร้าง...ที่ “เรา” สร้างนั่นแหละ ไม่ใช่ใครหรอก
แต่มันมีอยู่อย่างหนึ่ง...ตัวกายนี่มันไม่มีคำเชื้อเชิญ นี่คือปัญหา ...ตัวกายเองจริงๆ นี่ ตัวความรู้สึกนี่
มันไม่สามารถจะเชื้อเชิญใคร
เพราะนั้นเมื่อตัวกายตัวศีลนี่ไม่สามารถเชื้อเชิญใคร
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าการที่จะเข้าอยู่กับศีลได้นี่ จะต้องเป็นไปด้วยการว่า...โอปนยิโก
ต้องน้อมจิตเข้าไปเอง
เพราะนั้นตัวกายเขาจะไม่เชื้อเชิญใครเลย...แต่กิเลสนี่จะเป็นตัวเชื้อเชิญ ...ตัวหนึ่งเชื้อเชิญ อีกตัวหนึ่งไม่เชื้อเชิญน่ะ
มันจะเลือกอันไหนเล่า ใช่ไหม ...มันก็ง่ายต่อการเชื้อเชิญอยู่แล้ว
แล้วมันเชื้อเชิญแล้ว เข้าไปอยู่แล้ว
มันยังเถียงอีก...ว่าดีกว่า ใช่กว่า ก็อย่างงั้นน่ะ ก็อย่างงี้น่ะ ...เนี่ย เข้าใจมั้ย มันสร้างข้ออ้างเงื่อนไขขึ้นมาทุกวิถีทาง
เพื่ออะไร ...เพื่อจะไม่ให้เกิดจิตที่เกิดโอปนยิกธรรม หรือน้อมลงไปที่ธรรม น้อมลงไปที่ศีล ...อย่างเช่น เสียดายอารมณ์ “สภาวะอย่างนี้...ไม่น่าเลย”
อย่างเนี้ย
มันจึงอยู่ข้างเป็นอารมณ์ที่อึดอัดคับข้อง
แล้วแต่จะใส่ชื่อ ...แล้วมันไปตรงกับคำพูดใครว่า “อย่าเพ่ง อย่าจ้อง” นั่น เสร็จเลยกู
“อย่าเพ่งอย่าจ้อง” ...มีธรรมมารองรับ มีคำพูดมารองรับ มีตำรามารองรับ
แล้วมันสมยอมกับกิเลส
คือมันเห็นพ้องต้องกันกับตรงกิเลสเรา...ก็เสร็จมัน ...บอกแล้วไง
นี่คือข้อยากอย่างหนึ่งที่ว่าตัวศีลตัวกายไม่เคยเชื้อเชิญใครเลย
ด้วยความเป็นธรรมกลางๆ ที่ไม่มีกิเลส ทรงไว้
ดำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ ปราศจากตัวตนเราเขา มันจึงไม่มีอำนาจเชื้อเชิญใครนะ ...จึงเรียกว่าเป็นธรรมกลางๆ
พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า
ต้องโอปนยิโกเท่านั้น จึงจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า...ปัจจัตตัง เวทิตตัพโพ วิญญูหิติ ...เราก็เคยบอกแล้ว
บทสวดธรรมคุณน่ะ นั่นน่ะวิถีแห่งการปฏิบัติอยู่ในนั้นเลย
เอ้า สงสัยมั้ย ...อย่าสงสัย (ถามโยม)
แล้วเราเป็นไงบ้าง สนุกเพลิดเพลิน ล่องลอย ลืมเนื้อลืมตัว
บอกแล้วว่า
แต่ละวันต้องตั้งสัจจะกับตัวเอง ห้านาที สิบนาที ต้องมาสืบค้นในกาย สืบค้นกับความรู้ตัว
ต้องตั้งจิตผูกจิตไว้ให้ได้ ...มันไม่ดึงเวลาสนุกไปนานเท่าไหร่หรอก
แล้วจากนั้นไปจะเผลอเพลิน ไม่เป็นไร
คอยรู้คอยเก็บเกี่ยวทีละเล็กทีละน้อยไป ...แต่ต้องเป็นชิ้นเป็นอันในระดับหนึ่ง...ในรูปแบบด้วย
ก็ไม่ต้องถึงกับนั่งสมาธิเป็นตัวเป็นตนหรอก ...นั่งเฉยๆ อยู่เฉยๆ ยังไงก็ได้ แต่ว่ากำหนดเวลาไว้...ระหว่างนี้หยุดหมดเลย
หยุดการกระทำภายนอกหมดเลย ตาหูจมูกไม่ต้องไขว่คว้าหาค้น
แล้วก็ทำความรู้ภายใน
นั่งดูความรู้สึกตรงนี้ๆๆ หรือว่าความรู้สึกทั้งกาย ทั้งตัว อะไรก็ได้ ...ให้มันมีจำกัดเวลาลงไป จำกัดเวลาของจิตให้มันอยู่
ต้องสร้างเหล่านี้ขึ้นมา ...จะไปทำเอาตอนใกล้ตายไม่ได้หรอก
ต้องทำตั้งแต่ปัจจุบันนี้...สะสมไป
..................................

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น