วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/5 (1)


พระอาจารย์
16/5 (570815E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  รักษากายตัวเดียวนี่ให้อยู่ ให้จิตมันอยู่กับกายให้ได้...ในทุกที่ ทุกสถาน ทุกกาล ทุกเมื่อ

ผู้ใดที่ตั้งปรารถนาอย่างนี้ ...และไม่ใช่แค่ตั้งปรารถนาอย่างนี้อย่างเดียว  ยังประกาศตนหรือกระทำตนให้ได้อย่างที่ตั้งปรารถนานี้ ...บุคคลนั้นเรียกว่าเป็นผู้ที่ปรารภความเพียร

แล้วไม่ใช่เป็นความเพียรธรรมดา นี่ถือว่าหรือเรียกว่าเป็นผู้ปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวด ...เพราะอะไร ...เพราะผู้ที่ปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวดอย่างนี้...ไม่ใช่ของง่ายเลย

ไม่ใช่ของง่าย...กับการที่จะคอยต้านทานอำนาจแห่ง “เรา”  อำนาจแห่งความนึกคิดปรุงแต่งแห่ง “เรา”  อำนาจแห่งความอยากความทะยานของตัณหาแห่ง “เรา”

เพราะนั้น อย่าไปตั้งปรารถนาไว้ต่ำกว่า...“ทำนิพพานให้แจ้ง” นี้ไป ... เห็นมั้ย มงคล ๓๘ ท่านยังบอกเลยนะ ให้ปรารภถึงการทำนิพพานให้แจ้ง ...จัดว่าเป็นมงคลหนึ่ง

การประพฤติพรหมจรรย์ การประพฤติธรรม ก็เป็นมงคลอันหนึ่ง ...การประพฤติการประกอบธรรมคืออะไร ก็คือการประพฤติ การดำเนินชีวิตอยู่ด้วยหลักศีลสมาธิปัญญา อยู่ในหลักศีลสมาธิปัญญา

นั่นท่านเรียกว่าเป็นผู้ประพฤติธรรมแล้วยังไงอีก ประพฤติธรรมด้วยความนอบน้อมถ่อมตนด้วยนะ ก็เป็นมงคลอีกเหมือนกัน

เคยอ่านดูมั้ย รู้จักมั้ย มงคล ๓๘ นี่ ท่านพูดไว้หมดเลย ...การฟังธรรม การเสวนาธรรม ก็เป็นมงคล การทำนุบำรุงบิดามารดา ก็เป็นมงคล

นี่ทางโลกท่านก็ว่า ทางธรรมท่านก็พูด ท่านว่าตามลำดับไปเลย ...ถึงสุดท้าย การทำให้หมดธุลีเป็นที่สุด ก็เป็นมงคล นี่ไม่ใช่ว่าพวกเรามนุษย์ปุถุชน...แหม มันหวังสูง หวังไกล

พระพุทธเจ้าท่านพูดไว้เลย ไล่มาตั้งแต่ อเสวนา จ พาลานัง ...ปณฑิตานญฺจ เสวนา ... ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา การเกิดมาในที่อันควร อยู่ในสถานที่อันควร

เนี่ย ถ้าประกอบเหตุตามมงคล ๓๘ มาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ทุกประการนี่ ยังไงก็ไม่หนีพ้นนิพพานเลย ...ไปดูเลยมันมีกี่มงคล รวมหมดสัมมาวาจา การไม่พูดวาจาที่เป็นทุจริต ก็เป็นอยู่ในมงคล

เพราะนั้นตลอดชีวิตการดำเนินอยู่ การดำรงอยู่ของขันธ์ ก็เป็นไปด้วยความเป็นมงคล โดยที่ไม่ต้องห้อยสายสิญจน์หรือห้อยพระคล้องคอ มงคลก็เกิดอยู่ตลอด

จนถึงที่สุด...จิตนี่เป็นมงคลอย่างยิ่ง คือหลุดพ้นจากกิเลสธุลี ความเศร้าหมองจากอวิชชาตัณหาอุปทาน

นี่ก็เรียกว่ารอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช...ในภพชาติต่อๆ ไป ...ยกเว้นชาตินี้นะ...ไม่พ้น ...แต่จากนั้นไปล่ะพ้นเงื้อมมือมัจจุราช และพญามาร

เพราะนั้นการปรารภความเพียรอยู่เสมอ อย่าให้ถอย อย่าให้ต่ำ ...อย่าอ้างการอ้างงาน อ้างเวลา มาเป็นเครื่องตัดรอนตัวเอง ตัดรอนการปฏิบัติ ตัดรอนศีลสมาธิปัญญา

อย่ายกเรื่องครอบครัวมาเป็นข้ออ้าง อย่ายกเรื่องกรรมวิบากมาเป็นข้ออ้าง อย่ายกเรื่องวาสนาบารมีมาเป็นข้ออ้าง ...ตัดทิ้งให้หมดเลย เหล่านี้มาจากจิตล้วนๆ

ถ้ามาจากจิตล้วนๆ ในตอนนี้ ถือว่ากิเลสล้วนๆ ...ไม่บริสุทธิ์จิตหรอก ไม่เป็นความคิดอันบริสุทธิ์หรอก

เพราะนั้นผู้ที่จะมีจิตอันบริสุทธิ์ มีความคิดอันบริสุทธิ์ มีการกระทำคำพูดอันบริสุทธิ์จากความคิดอันบริสุทธิ์นี่ ...มีผู้เดียวคือพระอรหันต์

เพราะความคิด เพราะจิตที่ท่านปรุงขึ้นมาตามกาล ตามเหตุ  มันมาจากจิตล้วนๆ ที่บริสุทธิ์จากกิเลสครอบงำ ...เพราะกิเลสภายใน อวิชชาที่มันห่อหุ้มใจ...มันหมดสิ้นแล้ว

การปรุงแต่งของจิตตามกาล ตามบุคคล ตามเหตุทั้งในและนอก  จึงเป็นการปรุงที่บริสุทธิ์ จึงเป็นอารมณ์ที่เกิดจากการปรุงอันบริสุทธิ์ ...พูดง่ายๆ...โกรธแบบบริสุทธิ์

เพราะรากเหง้าแห่งกิเลส...ไม่มีเจือปนแอบอิงมากับจิตสังขารนั้นแล้ว ...จึงเป็นแค่กริยาเปล่าๆ ที่ไร้ตัวตนแห่งเรา จึงเป็นแค่กริยาของจิต กริยาอาการ ...เหมือนตัวละครที่ไม่มีชีวิตจิตใจแห่งเราสวมอยู่

แต่ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักหรือยังไม่สามารถทำจิตอันบริสุทธิ์นี้ขึ้นมาได้ ...จะต้องหยุดจิตโดยสิ้นเชิง จะต้องระงับดับส่วนที่เรียกว่าจิต

หรือว่าระงับนามขันธ์...ที่มันเนื่องมาประกอบกับจิตให้เป็นเรื่องราวใดก็ตามไว้ ...และให้สงบอยู่ในที่อันเดียวคือใจรู้และเห็น ...นั่นน่ะท่านเรียกว่าสัมมาสมาธิ

มันจึงจะก่อเกิดดวงตาญาณทัสสนะ...จักขุญาณ  มารู้เห็นขันธ์ มารู้เห็นกายตามสภาพ อย่างตรงไปตรงมา ...ไม่ผ่านกิเลส ไม่ผ่าน "เรา" ไม่ผ่านตัวกลาง...คือกิเลส คือเรา

ซึ่งถ้ามันผ่านตัวกลางคือกิเลสคือเรา มันจะแปลความหมายแห่งธรรมที่มันเห็นนั้นผิดจากความเป็นจริงไป...มากน้อยต่างกันไปตามอำนาจแห่งเราและกิเลสนั้นๆ ขณะนั้นๆ

เพราะนั้น ยืนเดินนั่งนอน...รู้ไว้ อย่าให้ห่าง อย่าให้หายจากยืนเดินนั่งนอน ปัจจุบันนี้ ...ซ้ำซากอยู่ที่ยืนเดินนั่งนอนนี่ ไม่ให้ลืม ตลอดทั้งอิริยาบถย่อย น้อย ภายในกายใหญ่

ทำเป็นหลัก รู้เป็นหลัก รู้กับกายไว้อย่างนี้ ...แล้วก็ทำความละเอียดในกายด้วยการค่อยๆ แยกแยะระหว่างกายกับจิตออกจากกัน ไหนกาย ไหนจิต

แยกจำเพาะจิตที่มันแอบอิงกายนะ ...อย่าไปแยกจิตที่มันคิดนึกเรื่องราว ไม่ต้องไปแยกตรงนั้น ไม่ต้องไปดู ไม่ต้องไปพิจารณาตรงนั้นให้มาจำเพาะหรือวิจยะระหว่างอาการที่...เช่นว่า นั่ง กำลังนั่ง

เนี่ย ให้จำแนกว่า อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นจิต ...ไอ้ที่ว่านั่งๆๆๆ นี่มันกายจริงมั้ย หรือมันปรุงแต่งเป็นภาษาว่านั่ง นั่นน่ะคือจิต แล้วกายจริงๆ คือตรงไหน แค่ไหน เท่าไหร่

เดินเหมือนกัน ...การเหยียด การก้าว การหยั่ง ให้คอยจำแนกว่า อันไหนเป็นเหยียด อันไหนเป็นเหยียดจริง อันไหนเป็นกายที่เกิดจากการเหยียด อันไหนเป็นกายที่เกิดจากคำพูดภาษาหรือจิตว่า

นี่สติสมาธิละเอียด จำแนกขันธ์ จำแนกกาย จำแนกจิตออกจากกัน...บ่อยๆ เป็นหน้าที่การงานภายในอันสำคัญยิ่งที่จะพัฒนาศีลสมาธิปัญญา ให้เหนือชั้นกว่ากิเลสขึ้นไปอีกลำดับลำดาหนึ่ง

ไม่อย่างนั้นการรู้กาย มันจะเป็นการรู้กายที่ยังมีจิตแอบอิงอยู่ ...แล้วมันจะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในความเป็นกายที่ไม่ใช่เรา

แต่ถ้ามีศีลสมาธิปัญญา...เป็นตัวกลั่นกรองกาย กลั่นกรองกิเลสออกจากกาย กลั่นกรองจิตที่มันปรุงแต่งแนบกับกายไว้

ความปรากฏแห่งกายจะชัดเจนซึ่งความเป็นจริงอย่างที่เรียกว่าไม่ใช่เราของเรา ...โดยที่ไม่ต้องบังคับให้เชื่อเลยว่ามันไม่ใช่เราของเรา

พอถึงตรงนั้น พอมันเห็นตรงนั้นบ่อยๆ นานๆ ต่อเนื่องไปในกายที่ไม่ใช่เราแห่งเรา...ด้วยการคัดกรองแห่งสมาธิปัญญาอย่างละเอียดนี่

มันเชื่อแล้วว่าศีลนี้มีจริง เชื่อแล้วว่าศีลนี้มีอยู่จริง เชื่อแล้วว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เข้าถึงศีลด้วยวิธีการอย่างนี้...เป็นวิธีการที่ถูกต้อง มีอยู่จริง ทำได้จริง

ที่เคยศรัทธาพระพุทธเจ้าเท่านั้นเท่านี้มาก่อน ...มาถึงตอนนี้ มันยิ่งกว่าศรัทธาในความเป็นพุทธะ ในความที่เหนือคน ที่สามารถเอาภาษาพูดมาสอนให้เข้าถึงศีลได้

โดยใช้ภาษากับมนุษย์ซึ่งมันมากล้นไปด้วยกิเลส แปลความไปต่างๆ นานา ...แต่ท่านสามารถอธิบายแยกแยะเจาะจงลงจนถึงการเข้าสู่ศีล นี่ ทำได้จริง...ทุกคนไป

ขอให้ทุกคนนี่มุ่งมั่นปฏิบัติตรงต่อศีลสมาธิปัญญาเยี่ยงนี้ไป อย่าปล่อยให้จิตมันล่องลอยเว้นวรรคขาดตอน เผลอเพลินไปในที่ต่างๆ ปล่อยปละละเลยในศีลสมาธิปัญญา

รู้ไปโง่ๆ รู้ไปตรงๆ กับกายนี้นี่แหละ แล้วไม่ต้องไปรู้อะไรมากกว่านี้แล้ว ...ให้ระวังเท่าทันจิตที่มันจะอยากไปรู้ที่นั้น จะไปได้อันนี้...ไม่เอา ไม่เอาอะไรที่มากกว่ากายนี้ เดี๋ยวนี้ ตรงนี้แล้ว

ต้องคอยบอก คอยสั่ง คอยสอน คอยเตือน ไม่ให้ไปอยากดีอยากเด่น ไม่ไปอยากอะไรกับจิตที่มันจะให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เอาอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา

คอยหมั่นขัดเกลาจิตไว้ ระวังควบคุมจิตไว้ อย่าให้มันกำเริบเสิบสานออกมา ...แล้วก็รักษาสภาพ คงสภาพกายอย่างที่ปรากฏจริงๆ ไว้ ด้วยความเหนียวแน่นมั่นคง

ความชัดเจนในกายอย่างที่เขาเป็น ความชัดเจนของใจอย่างที่เขาเป็น  มันก็จะปรากฏในที ในตัวของมันขึ้นมาเอง สำหรับผู้ที่พากเพียรประกอบกระทำอยู่อย่างนี้เสมอๆ

เพราะนั้นผู้ที่ประกอบกระทำอยู่ภายในเสมออย่างนี้นี่ ...การข้องแวะเกาะเกี่ยวกับความเป็นไปในโลก ความข้องแวะเกาะเกี่ยวกับความเป็นไปของสัตว์บุคคลในโลก มันก็จะค่อยๆ น้อยลง

มันก็เกิดความเป็นเอกเทศขึ้นมา ...แล้วมันจะมีอารมณ์ตามมาอย่างหนึ่งก็คือจะเหงาขึ้น ...เพราะมันไม่มีใครคบแล้ว (หัวเราะกัน) 

เพราะกูก็ไม่คบใคร มันก็ไม่มีใครมาคบกูเหมือนกัน เป็นธรรมดา ...เพราะว่ากูกะไว้แล้วว่าจะไม่กลับมาเกิดในโลก แล้วกูจะมาคบมึงทำไม 

มันก็ต้องมีการที่มันเกิดการอาลัยอาวรณ์ หรือความรู้สึกที่ว่าพลัดพรากจากของรักแห่งเรา...อยู่ในทีนะ

จะได้เห็นว่า นี่ ถ้ามี...เราก็จะมีความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพราก  แม้กระทั่งจะละ จะวางจากมัน ก็รู้สึกว่าจะต้องพลัดพรากจากกัน ...มันเป็นทุกข์อยู่เสมอ


(ต่อแทร็ก 16/5  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น