พระอาจารย์
16/3 (570815C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2557
พระอาจารย์ – เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเราได้ยินได้ฟังอย่างนี้แล้วนี่ ...อย่ามัวแต่ไปประมาทเผลอเพลิน
ให้กิเลสมันทับถมพอกพูน ให้ความรู้เห็นภายนอกจากคนอื่นที่ไม่รู้จริงแล้วแอบอ้างธรรมนี่
มาเป็นตัวชี้นำ...ให้ออกนอกองค์มรรค ให้ออกนอกศีลสมาธิปัญญา
ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ด้วยผลต่างๆ นานา ที่เอามาล่อ...ล่อความอยากแห่งเรา เขาเรียกว่าเอาธรรมมาล่อ เอามาหลอก เอามาล่อ
ให้เกิดความลุ่มหลงมัวเมา กระทำไปตามวิธีการต่างๆ นานา
มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าเนิ่นช้า
พัวพัน ติดข้อง แล้วก็ลังเลในศีลสมาธิปัญญาอยู่ตลอดเวลา หาความจริง
เข้าถึงความเป็นจริงแห่งศีลสมาธิปัญญาไม่ได้ ...จะเสียเวลาไปอีกหลายๆ ชาติเลย
เพราะนั้นการที่จะเข้าถึงศีลได้นี่
หมายความว่า ต้องหยุดจิต ต้องหยุดความคิด ต้องไม่ตามจิต ต้องไม่ตามความคิด ต้องหยุดอารมณ์ ต้องไม่ตามอารมณ์ ...นี่ที่ท่านเรียกว่าระงับให้ได้เสียก่อน
ถ้าไม่หยุด ...ถ้าจิตไม่หยุด
ถ้าจิตไม่สงบจากความคิดนึกปรุงแต่งแล้ว จะเข้าไม่ถึงศีล
จะไม่เห็นเนื้อแท้ธรรมแท้ของกาย จะไม่เห็นเนื้อแท้ธรรมแท้ของศีล
แล้วมันจะไม่บังเกิดความเชื่อมั่นในศีล
แล้วมันจะไม่เกิดความเห็นคุณค่าแก่ศีล ไม่เกิดการเห็นความสำคัญของศีล ...แต่มันกลับไปให้ความสำคัญกับที่อื่นแทน
บางคนบางท่านน่ะ นั่งภาวนาจนรากงอก...ยังไม่ถึงศีลเลย มันไปถึงแต่วิมานในอากาศ
มันไปอยู่กับวิมานในอากาศ ...พวกนี้จัดอยู่ในประเภทที่ต้องเยียวยา
เพราะมันเป็นเหมือนพวกติดสารระเหยน่ะ
เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง ...เพราะนั้นวิธีการแก้พวกติดสารระเหยคือต้องเอาไม้ตะพดนี่หวดกลางกะโหลกมันเลย
แล้วถามว่าเจ็บมั้ย
ที่เจ็บน่ะใช่เลย ...นั่น ปัจจุบัน
ตื่นขึ้นมาจากฝันทันทีเลย ตื่นขึ้นมาอยู่กับปัจจุบันทันทีเลย ...แล้วจะเห็นวิมานลวง
ทั้งหมดลวงหมดเลย สภาวะบ้าบอคอแตกอะไรนี่...หายหมดเลย
แต่สันดานยังมี ก็กำเริบใหม่ พอหายเจ็บ...ไม่จำ ...ไปทำต่อ ไปสร้างวิมาน หาสารระเหยมาเสพต่อ ...แล้วก็อ้างเป็นตุเป็นตะว่านั้นน่ะธรรมอันสูง
ก็สูงจริง...เพราะมันเป็นวิมาน อยู่ไกล
คว้าไม่ถึงสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติ ...วิมานในอากาศนี่เป็นหนังเขาเรียกว่า "วิมานลอย" ไง แล้ว "วิมานลอย" ภาษาอังกฤษมันเรียกว่าอะไรรู้รึเปล่า
รู้จักชื่อเรื่องมั้ย ... "Gone with the wind" น่ะ (หัวเราะกัน) ...ภาษาไทยมันก็เลยแปลหนังเรื่อง Gone with the wind ว่า
“วิมานลอย” ...นี่ พวกนักภาวนาแบบ...Gone with the wind
เพราะนั้นการที่มีคนมาหรือมีพระมากราบเรานี่ แล้วเราพูดเรื่องศีลสมาธิปัญญา ...อย่าเบื่อ ที่เราจะพูดซ้ำซากว่า...กายนี้ ใจนี้ ที่นี้ เดี๋ยวนี้ ...มันไม่มีอะไร
ระหว่างที่ตั้งมั่นอยู่กับกายนี้
ใจนี้ ที่นี้ เดี๋ยวนี้...จะไม่มีอะไร ...ไม่มีแม้กระทั่ง "เรา" ไม่มีแม้กระทั่งอารมณ์ ไม่มีแม้กระทั่งสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ไม่มีแม้กระทั่งภูมิธรรมใด ภูมิธรรมหนึ่ง
เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่ายิ่งภาวนาแล้วยิ่งมี
อย่าคิดว่าภาวนาอยู่ในศีลสมาธิปัญญาแล้วยิ่งได้
ให้เข้าใจว่ายิ่งอยู่ในศีลสมาธิปัญญาเท่าไหร่
ยิ่งงอกงามในศีลสมาธิปัญญามากเท่าไหร่...ยิ่งไม่มี ยิ่งหมดสิ้นไป แม้กระทั่งขันธ์ ...อย่าว่าแต่
“ขันธ์เรา” นะ แม้กระทั่ง "ขันธ์" ยังไม่มีเลย
นี่ มันตรงข้ามนะ
ตรงข้ามกับนักภาวนาที่ต้องมี ต้องเป็น ต้องถึง ... ถึงไหน...ถึงสารระเหยไง ...ถึงกี่ครั้งๆ
ก็...Gone with the wind
เมื่อใดที่ไม่เหยียบหยั่ง
ด้วยการเอาจิต ดึงจิต ให้มันมาเหยียบหยั่งอยู่บนฐานศีล ฐานกาย ฐานปัจจุบัน นี่ ...มันจะอยู่ในสภาวะที่จะไปติดสารระเหย
แล้วฤทธิ์ของสารระเหยมันก็จะต่างกัน เหมือนเช่นถ้าฤทธิ์ยาบ้าก็อย่างหนึ่ง ยาไอซ์ฤทธิ์อย่างหนึ่ง ยาเคฤทธิ์อย่างหนึ่ง
เฮโรอีนฤทธิ์อย่างหนึ่ง เห็นมั้ย มันสุขไม่เหมือนกันนะ
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแข่งกันสุขหรอก ไม่ต้องแข่งผลในธรรมกันหรอก
...มันเป็นสารระเหยทั้งนั้นน่ะ
เพราะนั้นต้องยินยอม ยอมรับ เข้าใจ
ในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ...เมื่อใดที่รู้อยู่กับตัวนี่ จะไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรหรอก ...มีแค่รู้
มีแค่เห็นกับสิ่งที่มันเป็นอะไรยิบๆ ยับๆ วูบๆ วาบๆ
แล้วก็เห็นอาการยิบๆ ยับๆ วูบๆ วาบๆ
กึกๆ กักๆ นั่นหมดความหมายในตัวมันเองไปเรื่อยๆ ...ถ้ามันรู้สึกได้อย่างนั้นน่ะ
เรียกว่ารู้เห็นตามความเป็นจริงแล้วตามลำดับ หรือเกิดปัญญาขึ้นตามลำดับ
รู้กับกายนี้ไปเรื่อยๆ
อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าความรู้ที่เกิดจากจิตมันหมดสิ้นไป ...ถึงจุดนั้นน่ะเรียกว่าไม่รู้อะไรเลย
ไม่รู้อะไรเลยที่เนื่องด้วยจิตค้นหา
ดูเหมือนมันลบความรู้
ดูเหมือนมันล้างความรู้ทั้งหมดที่เคยรู้โดยสิ้นเชิงเลย ไม่มีความรู้อะไรที่มาจากจิตหลงเหลืออยู่เลย...ทั้งที่เคยรู้
ทั้งที่จะรู้ ทั้งที่ยังไม่รู้แล้วจะรู้
นั่นแหละสบายแล้ว สบายเนื้อสบายตัว
สบายขันธ์ ...เพราะจะไม่มีขันธ์แห่งเราสอดแทรกขึ้นมา จะมีก็แต่ขันธ์อย่างที่มันเป็น
เท่าที่มันเป็น อย่างที่มันมี เท่าที่มันมี ...ด้วยความยอมรับ
ไม่เฉพาะเพียงภายนอก ไม่เฉพาะเพียงขันธ์ ...ตลอดทั่วสามโลกนี่ ก็สามารถยอมรับในสภาพอย่างที่มันมี อย่างที่มันเป็น เท่าที่มันมี เท่าที่มันเป็น
ตรงนั้นน่ะ
ไม่เรียกว่าเป็นภาวะที่ติดสารระเหย ...แต่เรียกว่าเป็นบรมสุข คือสุขอย่างยิ่งจากความที่ปกติกายใจ แล้วก็คืนสู่ความปกติกายอย่างยิ่ง
คืนสู่ความเป็นปกติใจอย่างยิ่ง
เพราะมันไร้มลทิน...ที่มาทำให้ดูเหมือนไม่ปกติขึ้นมา ...นั่นน่ะท่านเรียกว่าบรมสุข
ธรรมชาติของกายนี่ปกติอย่างยิ่ง
ธรรมชาติของใจนี้เป็นปกติอย่างยิ่ง ...ไม่เคยเลยที่ใจนี้จะผิดปกติ
ตั้งแต่ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดิน ตั้งขันธ์ตั้งโลกขึ้นมา ใจนี้ไม่เคยผิดปกติเลย
ที่มันดูเหมือน...นี่
ใช้คำว่าดูเหมือน...ผิดปกติไป ไม่ใช่เพราะใจ...แต่เพราะอำนาจแห่งกิเลส
อำนาจแห่งจิตปรุงแต่ง ซึ่งมาจากกิเลสอวิชชาเท่านั้น
เมื่อคืนสู่ธรรมชาติของใจอันบริสุทธิ์
ปกติ เป็นธรรมดา นั่นน่ะ ...แล้วคงสภาพนั้นโดยที่ไม่มีกิเลสมาแผ้วพานเป็นมลทินให้ผิดปกติไป
ท่านเรียกว่า นิพพานัง ปรมัง
สุขขัง ... นิพพานัง ปรมัง สุญญัง ...คือสูญสิ้นซึ่งมลทินใดก็ตามที่มาทำให้กายใจนี้ผิดปกติไปจากความเป็นจริงของมัน
นี่ หนึ่งในมงคล ๓๘ ประการ
ก็คือทำนิพพานให้แจ้ง ...ที่สุดของมงคล ๓๘ คือปราศจากธุลีมลทิน
ทุกวันนี้ สภาพกาย สภาพขันธ์
สภาพใจของพวกเรานี่ เต็มไปด้วยธุลีและมลทิน ห่อหุ้ม ปกคลุม ปิดบัง จนมืดมิดในธรรม
จนมืดบอดในขันธ์ จนมืดบอดจากความเป็นจริงของขันธ์และโลก
เดิน...ก็แบกกิเลสตามมัน
นั่ง...ก็นั่งอยู่กับกิเลสตามมัน นอน...ก็นอนไปกับกิเลสทับถมอยู่กับมัน ...ตลอดเวลา
นาที วินาที ปัจจุบันทุกปัจจุบัน ก็อยู่กับกิเลส
ก็อยู่กับความครอบงำแห่งกิเลสตลอดเวลา
การประกอบกระทำด้วยการทำ พูด คิด
ก็เป็นการประกอบกระทำด้วยอำนาจแห่งกิเลส ชักนำกิเลสความคิด ความเห็นผิด มาทับ มาถม
มาซ้อน ให้เกิดความมืดมนอนธการเพิ่มขึ้นๆ
เพราะตลอดเวลาแห่งการดำรงชีวิต ด้วยการทำ พูด คิด ก็ตาม ...มันล้วนปราศจากซึ่งความรู้ตัว หรือล้วนปราศจากซึ่งศีลสมาธิปัญญา
เพราะนั้นอย่าปล่อยให้การทำพูดคิด
การดำเนินไปของชีวิตอยู่ด้วยการที่ทิ้งศีลสมาธิปัญญา ห่างศีลสมาธิปัญญา
หรือไม่มีซึ่งศีลสมาธิปัญญาภายในกำกับ ...ไม่เช่นนั้นน่ะ กิเลสจะงอกงาม
เพิ่มพูน แบบทวีคูณทับถม
การบอกกล่าวเล่าสอนถึงว่า
ศีลอยู่ที่ไหน..คืออะไร สมาธิอยู่ที่ไหน..คืออะไร ปัญญาอยู่ที่ไหน..คืออะไร
และวิธีการอย่างไร ประกอบอย่างไร...จึงเรียกว่าศีล
เข้าถึงศีล วิธีการอย่างไร จึงเรียกว่าการประกอบให้เข้าถึงสมาธิ ให้เข้าถึงปัญญา ...นี่คือคำสั่งสอน
แล้วไม่ใช่แค่สั่ง
ไม่ใช่แค่สอน...แล้วก็พอ ฟังแล้วเข้าใจแล้ว...แล้วก็พอ
... มันต้องเอาไปทำให้บังเกิดขึ้น ให้เข้าถึง ให้อยู่กับศีล อยู่กับสมาธิให้ได้
อยู่กับปัญญาให้ได้
เรียกว่าอยู่กับศีลสมาธิปัญญาโดยพรักพร้อมกันให้ได้...ตลอดเวลา
...มันจึงบังเกิดผลแห่งมรรค
ซึ่งถ้ามันบังเกิดผลแห่งมรรค
มันจะไม่บังเกิดผลแห่ง "เรา" ...แต่ถ้าผลแห่ง "เรา" มันจะบังเกิด คือกระทำไปตามความอยากและความไม่อยากแห่ง "เรา" นี่...จะไม่บังเกิดผลแห่งมรรค
แต่ถ้าประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญา ...ยังไงๆ ก็จะบังเกิดผลแห่งมรรค คือหมด คือน้อย คือสิ้นไปซึ่งความหมายมั่นยึดถือความเป็นตัวเป็นตน
เป็นหน้าเป็นตา เป็นเรา เป็นเขา...กับขันธ์ กับโลก
นั้นแลคือผลแห่งมรรค ...ซึ่งไม่ใช่ไปเห็นวิมานลอยในอากาศ
ในระหว่างที่นั่งสมาธิเดินจงกรมอะไรก็ตาม...นั่นไม่ใช่ผลแห่งมรรค
นั่นคือผลแห่งความปรุงแต่งของกิเลส
เมื่อรู้แล้ว เข้าใจแล้วว่า...อะไรก็ตามที่เป็นผลแห่งการปรุงแต่งของกิเลส อย่าเอามาถือครอง อย่าไปจริงจังมั่นหมาย อย่าไปให้ค่าให้สาระความสำคัญกับมัน
คอยกลั่น คอยกรอง คอยตรวจสอบ คอยทบทวน คอยเข้มงวดต่อศีลสมาธิปัญญา เป็นฐาน เป็นจุดยึดโยง ...เป็นจุดที่ให้จิตมันคอยยึด คอยเหนี่ยว
คอยรั้งไว้
ไม่งั้นมันจะไปสร้างวิมานลอย
วิมานในอดีต วิมานในอนาคต...ตลอดเวลาที่เกิดความเผลอเพลินหรือไม่รู้สึกตัว
หรือแม้กระทั่งรู้สึกตัวแล้วมันก็ยังปรากฏเป็นวิมานหราอยู่อย่างนั้นก็ตาม
ก็ใจแข็งเข้าไว้ ...ให้ยึดมั่น ให้ยึดถือศีลสมาธิปัญญา เป็นที่ป้อง เป็นที่คุ้ม เป็นที่อยู่
เป็นที่อาศัย เป็นหลักแหล่งที่สำคัญไว้ ...อย่าทิ้ง อย่าห่าง
ไม่เช่นนั้นมันจะดึงดูดให้เข้าไปมี เข้าไปเป็น ในวิมานนั้นๆ ...ซึ่งก็คือความปรุงแต่งอย่างที่เราต้องการนั่นแหละ
(ต่อแทร็ก 16/4)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น