พระอาจารย์
16/2 (570815B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เมื่อจิตมันดำรงคงอยู่ด้วยอำนาจแห่งสมาธิ...สัมมาสมาธิ
อยู่ในที่อันเดียว รู้ในที่อันเดียวกับสิ่งเดียว โดยไม่ได้คิดนึกปรุงแต่งเป็นภาษา เป็นความหมายกำกับกับกาย
กำกับกับศีล หรือเข้าไปครอบงำกาย ครอบงำศีลด้วยความคิด ความปรุงความแต่ง
อย่างที่เคยเป็น
กาย...ลักษณะอาการของกายตามความเป็นจริง มันก็จะโดดเด่นชัดเจนตามความหมายที่แท้จริงของการรวมตัวก่อเกิด
ประชุมรวมกันเป็นลักษณะที่แท้จริงของกาย...ขันธ์
มันก็จะเห็นลักษณะของกายที่มันรวมกัน
ปรากฏขึ้น...อยู่เบื้องหน้าใจ เบื้องหน้าจิตที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง
รวมอยู่ที่ใจนั่นอย่างชัดเจน
นี่มันจะเห็นชัดเจนถึงความไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา …เป็นเพียงลักษณะทางกายภาพ
เป็นเพียงลักษณะของความรู้สึกหนึ่ง ที่ไม่มีชีวิตจิตใจในตัวของมันเอง
ความไม่มีชีวิตจิตใจในตัวของมันเอง
คือความไม่เป็นสัตว์บุคคล ...มันเป็นเสมือนเพียงแค่วัตถุธาตุ วัตถุธรรม ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล
ถ้าพูดเป็นภาษาโดยสมมุติแบบใกล้ชิดติดแนบกับความเป็นจริงของกายก็คือ...เป็นเพียงแค่ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว หนัก เบา ตึง แน่น ยืดหยุ่น กระเทือน กระเพื่อมของลม เหล่านี้
ยิ่งตั้งมั่นอยู่กับกาย
ยิ่งหยุดความปรุงแต่งที่มีต่อกาย เรียกว่าระงับกายสังขารไปเรื่อยๆ ...ความปรากฏชัดเจนแห่งกายตามความเป็นจริงก็จะปรากฏชัดตามความเป็นจริงของเขา
ไม่ใช่ไปทำความเป็นจริงให้ชัด
แต่มันชัดของเขาเองอย่างนั้นตลอดเวลา นี่...ยิ่งตั้งมั่น
ยิ่งรู้ยิ่งเห็นกับมันไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งหาความเป็นเรากับมันไม่ได้
ความรู้สึกจากการรู้และเห็นกับมัน...ที่เคยเป็นเราอย่างยิ่ง ...ก็รู้สึกได้ด้วยตัวเองว่ามันรู้สึกจางคลายลงไป ...ก็ยิ่งเห็นว่ามันก็ยิ่งไม่ใช่เรา ความรู้สึกที่เป็นเรามันก็จางคลายลงไปเอง
ไม่ใช่ไปบังคับให้มันจาง
ไม่ใช่ไปบังคับให้มันหาย ไม่ใช่ไปบังคับให้ “เรา” มันดับ ...แต่มันจางของมันไป เพราะมันเห็นว่า...มันไม่ใช่เรา...อย่างจริงๆ จังๆ
ไม่ใช่ด้วยการเสแสร้ง
ไม่ใช่ด้วยการบังคับกดข่ม
ไม่ใช่ด้วยการวิเคราะห์ด้วยภาษาให้มันเกิดความยอมรับ ความเข้าใจ ...แต่มันเข้าใจด้วยการที่มันเห็นกับตา
เห็นกับใจ
ด้วยตาใจ ด้วยตาปัญญา ...ด้วยตาปัญญาที่มาจากจิตที่มันตั้งมั่น
เป็นหนึ่ง...ปราศจากความคิด ปราศจากอดีต-อนาคต ปราศจากภาษาบัญญัติและสมมุติ
นั่นน่ะ มันเห็นด้วยอำนาจของสัมมาสมาธิ
...มันไม่ได้เห็นโดย “เรา” มันไม่ได้เห็นผ่าน
“เรา” ซึ่งเป็นจิตปรุงแต่ง
แต่มันเห็นด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
คือเห็นผ่านสมาธิ...สัมมาสมาธิ ...คือเห็นด้วยความสงบ จากจิตที่มันสงบ ไม่ได้เห็นระหว่างที่จิตมันไม่สงบ
ถ้าจิตไม่สงบมันจะมีความปรุงแต่ง
มันจะมีความรู้สึกเป็นเรา มันจะมีความหมายจาก “เรา” ขึ้นมาทาบทา...แปรเปลี่ยนไปจากความหมายที่แท้จริง
หากบุคคลที่พากเพียรอยู่ในพื้นฐานของสมาธิโดยไม่ย่อท้อ
ไม่เหลาะแหละ ไม่ถอยหลังกลับคืน...ไปสู่ความคิด ความมีอารมณ์ ความมีสภาวะ ...มันก็เป็นเหตุปัจจัยสนับสนุนให้เกิดปัญญาขึ้น
ปัญญาที่เห็นด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางนี่มันเห็นอะไร
...ก็เห็นกาย เห็นศีลนี่แหละ ไม่ได้ไปเห็นที่อื่นเลย ...เพราะมันตั้งมั่นอยู่กับกายอยู่ที่เดียว มันจะไปเห็นพระแสงที่ไหน ที่อื่น ...ไม่มี
เพราะจิตมันไม่ได้พาออกนอกกายนอกศีลนี้ไป
มันก็เห็นอยู่จำเพาะกายเดียวนั่นแหละ ...ยิ่งรู้ยิ่งเห็นต่อกายเดียวกายนี้เท่าไหร่...ยิ่งชัดเจนชัดแจ้งว่ามันไม่ใช่เราอย่างยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
จนทั่วทุกองคาพยพ ทุกรูขุมขน
ทุกอณูธาตุอณูธรรมแห่งกายที่มันปรากฏผุดโผล่ขึ้นแสดงอยู่ ...ไม่มีที่ใดที่หนึ่ง
อาการใดอาการหนึ่งที่เป็นเราเลย จนมันหมดสิ้นความสงสัยว่ากายนี้ยังเป็นเราอยู่อีกไหม
ถ้าปฏิบัติตามแบบแผนของศีลสมาธิปัญญา...มันจะต้องเป็นอย่างนี้ มันจะไม่เป็นอย่างอื่น ...ถ้าปฏิบัติตามแบบแผนของศีลสมาธิปัญญา
มันจะเห็นผลอย่างเดียวกันหมด
ไม่มีที่ว่าจะเห็นผลแตกต่างกันเลย ...ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา ท่านก็จะเห็นผลอย่างเดียวกัน กับพระอสีติ
กับเหล่าพระอรหันตาขีณาสพที่ไม่ได้เป็นอสีติ
ท่านก็จะเห็นกายอย่างเดียวกัน
มีผลเท่ากัน...คือละความหมายมั่นในกาย ละความจับจองครอบครองเป็นเราของเรากับกาย ...ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างมากน้อยกว่ากัน สูงกว่ากัน ต่ำกว่ากัน
เพราะนั้นเหล่าพระอรหันต์จึงไม่ได้ถกเถียงกันว่า
ใครดีกว่า ใครรู้มากกว่า ใครเข้าใจมากกว่าหรอก
ท่านเข้าใจแบบเดียวกัน
เห็นแบบเดียวกัน ละได้เท่ากัน ...เพราะฉะนั้น ท่านไม่มาเปลืองน้ำลายเถียงกันในแง่มุมของธรรม...ว่าถูกหรือผิดกว่ากัน
แต่พวกที่มันเถียงกัน ทะเลาะกัน
แบ่งแยกการปฏิบัติกัน ก็เพราะมันไม่ได้ดำเนินไปตามครรลองของศีลสมาธิปัญญาเดียวกัน...ตามแบบแผนของพระพุทธเจ้า
บางคนก็ว่า...ถ้ารู้กายอย่างเดียวจะติด
จะเพ่ง แล้วจะรู้ขันธ์ส่วนอื่นได้อย่างไร เพราะขันธ์มันมีตั้ง ๕ อย่างนี้ แล้วขันธ์ส่วนอื่นล่ะ ...นี่มันสงสัยอีก
ก็ไม่ต้องสงสัย ...เพราะนามขันธ์น่ะ รู้ไหม...มันเกิดมาจากไหน
มันเกิดเพราะอะไร แล้วมันเกิดขึ้นมาทำไม
มันเกิดมากับกิเลส
มันเกิดมากับจิต มันเกิดมากับอุปาทาน มันเกิดมากับเรา
มันเกิดมาด้วยอำนาจแห่งตัณหาอุปาทานนั่นเอง
เวลาจิตมันเกิด หรือมันส่งออกนอกศีล นอกกาย
นอกปัจจุบัน ...มันจะเกิดขึ้นมาพร้อมกับสัญญา
ความจำได้หมายรู้ เป็นภาษา เป็นความบัญญัติ เป็นถ้อยคำ เป็นอารมณ์ที่เคยเสพ ข้อง
คุ้น
มันก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับสัญญา
อารมณ์ในสัญญา ...แล้วก็มีการคลุกเคล้าผสมผสานกัน...ในถ้อยคำ ในภาษา
ในความหมายทั้งในอดีต-อนาคต ปัจจุบัน
ก็เรียกว่าสังขารจิตมันคลุกเคล้า อารมณ์สัญญา
ความหมาย ภาษา รูปสัตว์บุคคล นิมิต รูปนิมิต เหล่านี้เกิดจากสัญญากับสังขารคู่กัน
มันปรุงผสมคลุกเคล้าจนเป็นเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งขึ้นมา
เมื่อใดที่เกิดเป็นเรื่องราวใดขึ้นมา
นั่นน่ะ ความปรากฏแห่งภพเริ่มชัดเจน ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นแห่งเรา
เริ่มชัดเจน ...นี่แหละ นามขันธ์ที่เกิดมาพร้อมกับจิตกิเลสจิตสังขาร
แต่เมื่อใดที่รวมอยู่ รู้อยู่
ตั้งมั่นอยู่ ...จิตไม่ก่อเกิด นามขันธ์จะไม่ก่อเกิด เหมือนมันว่างหายไป ...ยังคงแต่กายยังคงแต่รู้ ยังคงแต่กายยังคงแต่ใจเพียงแค่นั้นน่ะ
แต่พวกเรานี่
มันคงกายคงใจถ่ายเดียวไม่ได้อยู่แล้ว
มันคงกายคงใจต่อเนื่องด้วยความเป็นเส้นตรงบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ได้อยู่แล้ว ...มันก็จะมีอาการของจิตนี่แตกตัวออกมาอยู่ตลอดเหมือนกันนั่นแหละ
แล้วตรงนั้นน่ะ
ตรงที่มันแตกตัวออกมา...ด้วยความตั้งใจก็ตาม หรือไม่ตั้งใจก็ตามนั่นแหละ ...เมื่อกลับมาตั้งมั่นอยู่กับกายใจด้วยศีลสมาธิไว้นี่ นั่นแหละเป็นช่วงโอกาสที่มันเรียนรู้เรื่องนามขันธ์
ว่ามันคืออะไร มาจากไหน เพื่อการใด ...มันเป็นไปตามอำนาจแห่งเรา
หรือมันเป็นไปตามอำนาจของธรรม
เราจึงบอกว่า...รู้กาย แจ้งกาย...จึงแจ้งจิต
แต่ถ้ารู้จิตแจ้งจิต...จะไม่แจ้งอะไรเลย
ทั้งกายและขันธ์ทั้งห้า
เมื่อมันกลับมาตั้งมั่น...ทุกครั้งทุกคราวที่มันเผลอเพลินออกไป กลับมาตั้งมั่นอยู่กับกาย ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่กับจิต ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์
ไม่ได้ตั้งมั่นที่จะไปเรียนรู้เรื่องของนามขันธ์นี่ ...แล้วจะเห็นว่ายังไง
ก็เห็นว่าจิตนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา...พร้อมกับนามขันธ์นั่นเอง ไม่มีอะไร ...เห็นมั้ย ว่ารู้เห็นโง่ๆ
นี่มันจะเกิดความเข้าใจทั้งขันธ์ห้าเลย...ขณะที่รู้กายที่เดียวนี่
จนมันลงความเห็นด้วยตัวของมันเองที่เรียกว่าปัจจัตตังว่า...อ๋อ
เนี่ย จิตล้วนแล้วแต่ไร้สาระทั้งสิ้น พร้อมกับนามขันธ์...ไร้สาระทั้งสิ้น
หาความเป็นตัวตน หาความเป็นสัตว์บุคคล หาความเป็นเราเป็นเขา...ไม่ได้
เพราะฉะนั้น เมื่อมันแจ้งในกาย
มันก็จะแจ้งในรูปคือจิต รูปเกิดจากจิต ...รูป-นาม กาย-ใจ มันแจ้งรูป แจ้งนาม แจ้งกาย แจ้งใจ
แจ้งขันธ์
รูปนามนี่คือขันธ์ห้า
ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสอง...มันทั้งห้าเลย รูปนามนี่ …เพราะนามทั้งหมดมันมาจากจิต รวมทั้งรูปด้วยน่ะ
เพราะนั้นอย่าไปมัวสงสัยว่า
รู้กายอย่างเดียวแล้วมันจะแจ้งในขันธ์ห้ายังไง ...ยิ่งเห็นกายไม่ใช่เรา ความรู้สึกเป็นเราน้อยลง จิตที่ทะยานอยากน่ะ อยากคิด
อยากมีอารมณ์ อยากได้นั่นเป็นนี่น่ะ มันจะน้อยลงมั้ย
ก็ในเมื่อเรามันน้อยลงน่ะ
ไอ้จิตที่มันทะยานจะไปคิดเพื่อให้เราได้ ไอ้จิตที่มันจะไปคิดเพื่อให้เราเป็นนี่
มันจะน้อยลงมั้ย ...มันน้อยลงน่ะ มันไม่รู้จะคิดไปให้ใครน่ะ มันไม่รู้จะคิดไปหาให้ใครน่ะ
เพราะนั้นการที่รู้เห็นกายแล้วความรู้สึกเป็นเราน้อยลงไปๆ เพราะว่าเห็นกายไม่ใช่เราเรื่อยไปๆ นี่ ...มันทำให้จิตนี่มันหดลง
การปรุงแต่งเป็นลักษณะนามขันธ์ พร้อมกับจิตคิดนึกปรุงแต่งนี่...ก็จะน้อยลง ...ความปรากฏของนามขันธ์ก็จะไม่ค่อยปรากฏ เพราะมันไม่จำเป็นต้องใช้
แต่กายกับใจนี่ ...ความปรากฏขึ้นของกายและใจนี่ มันจำเป็นต้องใช้ ...และไม่มีใครดับได้ แม้แต่พระอรหันต์
แต่นามขันธ์นี่ดับได้นะ ไม่จำเป็นต้องใช้ ...กายก็อยู่ได้ ใจก็อยู่ได้...ถ้าไม่มีนามขันธ์ ...แต่นามขันธ์อยู่ไม่ได้นะ...ถ้าไม่มีกายกับใจ
เอาดิ ยืนเดินนั่งนอนเงียบๆ ไม่คิดน่ะ อยู่ได้มั้ย...ไม่ตายนะ ...แต่ถ้าไม่มีกาย ไม่มีใจ ...นามขันธ์อยู่ไหน
หือ ...อยู่ไม่ได้นะ
แต่มีกายมีใจอยู่โดยนามขันธ์ไม่มี นี่อยู่ได้นะ ไม่ตายด้วย ...เออ
เอาไงล่ะ
(ต่อแทร็ก 16/2 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น