พระอาจารย์
16/7 (570829A)
29 สิงหาคม 2557
(ช่วง 1)
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
ผู้ถาม – เมื่อคืนเดินจงกรม ๖ ชั่วโมงติดต่อกันครับ
ปกติเดินแค่วันละชั่วโมงเดียว แล้วก็ยังฝึกอิริยาบถ ๓ เหมือนเดิม ...ไม่มีอะไรมาฝากอาจารย์ ก็เลยตั้งใจว่าเดิน ๖ ชั่วโมงถวาย
พระอาจารย์ – เดินไป ให้มันรู้ตัว
ผู้ถาม – มันก็ยากเหมือนกันอาจารย์
พระอาจารย์ – จับจิตไม่อยู่ มันกระฉอกออก
ผู้ถาม – มันยิ่งเดินยิ่งบ่น
พระอาจารย์ – อือ กว่าจิตมันจะราบเรียบ
อยู่ในกำมือของสติศีลสมาธิปัญญา อยู่ด้วยความพรักพร้อม ...เหมือนเป็นความพรักพร้อมอยู่ในที่อันเดียว
ก็ค่อยๆ อบรมไป ทำอยู่ที่เดียว
กายเดียวใจเดียว เวลาจิตมันจะยอม มันทวน ...แต่เราไม่ได้ประคับประคองไว้ให้มันเกิดความรู้ตัวทั่วพร้อมสม่ำเสมอ
ผู้ถาม – ตอนแรกตั้งอธิษฐาน กะว่ามันทำไม่ได้
ปกติทำได้อย่างมากก็แค่สองชั่วโมง ก็ลองดูว่ามันจะทำได้มั้ย ถ้าเกิดทำได้ก็จะเอามาถวาย
พระอาจารย์ – มันอยู่ที่ความตั้งใจ ...ถ้าตั้งใจจริงๆ มันทำได้หมดน่ะ ...ถ้ามันไม่ตั้งใจขึ้นมา มันก็กลายเป็นของยากไปหมด
ผู้ถาม – แต่ทำจริงๆ มันยากอาจารย์ ขามันไม่อยากจะเดินเลยครับ
พระอาจารย์ – ขามันไม่ว่าหรอก (หัวเราะกัน)
ผู้ถาม – ขามันไม่ว่า แต่กายมันบ่นครับอาจารย์ เวทนาก็เยอะ
พระอาจารย์ – จิตเรามันว่า ตัวนั้นแหละที่มันไม่ยอม ...กายใจนี่ไม่เคยว่าอะไรนะ เขาก็เป็นของเขาตามปกติ
ผู้ถาม – คือมันจะหยุดตั้งแต่ชั่วโมงที่ห้าแล้วครับ
มันไม่ไหวครับ ก็นึกถึงตอนที่..คือสี่ชั่วโมงแรกนี่นึกถึงอาจารย์ตลอดว่าต้องทำให้สำเร็จ
ชั่วโมงสุดท้าย
ชั่วโมงที่หกคือแบบมันจะหยุดแล้ว
ก็เลยนึกตอนที่พระพุทธเจ้าท่านเดินที่ต้นโพธิ์เจ็ดวันไม่หยุดเดิน
มันก็เกิดปีติขึ้นมา ก็เลยมีแรงเดินต่อ
ก็สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ฝึกอิริยาบถสาม
มันมีโทสะแทรก แล้วก็เวทนามันเยอะขึ้น แล้วมันเริ่มแบบมีโทสะแทรก
ทีนี้จิตมันก็เลยสั่นคลอนขึ้นมา ก็เลยดูจิตบ้าง
เมื่อคืน คืนวันพุธก็จะได้พัก เป็นคืนที่จะเป็นอิริยาบถสี่แล้ว
แล้วก็คืนวันพฤหัส เมื่อคืนนี้ก็เลยเดินจงกรมต่อ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ เดินให้มากแหละดี กายเคลื่อนไหว ...ยิ่งกายมันไม่อยู่นิ่งๆ
มันเคลื่อนไหว ทำให้ความรู้สึกในตัวมันปรากฏชัดกว่าอิริยาบถอื่น
ผู้ถาม – มันชัดของมันเอง
พระอาจารย์ – ถ้านั่งถ้านอนนี่ มันชัดได้แค่ชั่วขณะเดียว
เดี๋ยวมันก็โมหะปกคลุมหมดแล้ว ลืม หาย ...หายแล้วก็ไปหลงอารมณ์
อารมณ์ ระหว่างอารมณ์อะไรบ้างก็ว่าไป
ว่าง เบาบ้าง อะไรบ้าง ...พอมีอารมณ์ ความเข้มข้นในอารมณ์มันปรากฏขึ้น มันก็ทิ้งกายหมดแล้ว บังกายหมด
เพราะนั้นถ้าใครดูกาย จับกายได้จริงๆ น่ะ
มันจะไม่มีอารมณ์เข้ามาสอดแทรกได้เลย มันจะมีแต่รู้กับกาย...กับรู้ สองอย่าง
เป็นเอกอยู่อย่างนั้น
ผู้ถาม – เป็นหนึ่ง-หนึ่งอยู่อย่างนี้หรือครับ
พระอาจารย์ – คู่กันอยู่ เป็นธรรมคู่กันอยู่อย่างนั้น ...แล้วก็รักษาธรรมคู่นี้ไว้ กาย-ใจเป็นหนึ่ง ไม่ให้มันเคลื่อน ...เพราะจิตมันจะคอยเคลื่อนออก
จิตนี่ ธรรมชาติของจิต มันจะเป็นตัวที่แสวงหา
มันมีตัวผลักดันออกมาคือตัณหานั่นน่ะ มันก็แสวงหาภพอยู่ตลอดเวลา ...สติสมาธิมันก็ต้องเท่าทัน
แล้วก็ตั้งมั่นอยู่ในที่อันเดียวคือกายเดียว
อยู่อย่างนั้นน่ะ ให้มันซ้ำๆ ซ้ำลงไป ...ไม่เอาอะไรที่เป็นจิตบอกกล่าวเล่าว่าออกมา ...นี่ มันก็เหมือนกับจิตมันไปสร้างภพไม่ได้ มันไปสร้างรูปนามไม่ได้
เพราะว่าธรรมชาติของจิตนี่ อวิชชา
ตัณหา อุปาทานนี่ มันไม่สามารถไปทำอะไรกับกายนี้ได้
มันไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขกายได้
เพราะธรรมชาติของกายนี่
เป็นธรรมชาติที่อาศัยและตั้งและดับ...โดยเหตุและปัจจัย ...มันไม่ได้โดยจิตโดยกิเลสที่จะเข้าไปบงการหรือว่าไปบังคับปรับเปลี่ยนมันได้
เพราะนั้นเมื่อจิตมันเห็นกายนี่ ...มันจะเข้าไปพยายามควบคุมให้ได้ เปลี่ยนแปลงให้ได้อย่างที่มันปรารถนา
แล้วเมื่อมันทำไม่ได้โดยตรงกับกาย
จิตมันจะปรุงรูปขึ้นมา มันจำลองรูปกายขึ้น มันสร้างรูปกายขึ้นมา
เรียกว่าอุปาทานรูป แล้วมันก็ไปสำคัญมั่นหมายว่าอุปาทานรูปนั้นคือกาย
พอมันสร้างอุปาทานรูปขึ้นมาปั๊บ
มันก็จะใส่สมมุติบัญญัติลงไปเรียกว่านามบ้าง อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น นี่เจ็บ
นี่ปวด นี่มาก นี่น้อย
เนี่ย มันอุปาทานรูปขึ้นมา แล้วมันก็มีสีสัน
วรรณะ ทรวดทรง รูปร่าง รูปกาย ...มันสร้างรูปกายขึ้นมา แล้วมันก็ใส่ชื่อลงไปในรูป แล้วมันก็จะสร้างรูปและเป็นเวทนาในรูป
เวทนาในรูปที่มันสร้างขึ้นมาใหม่
คือเวทนาที่มันพอใจ แล้วมันก็คลุกเคล้ากันอยู่อย่างนั้น ...ตรงนี้ที่เรียกว่าเกิดปรุงแต่งภพขึ้นมาโดยอาศัยรูปนาม
แต่มันจะปรุงแต่งขนาดไหนก็ตามนี่
มันยังไม่สามารถมาทำอะไรกับกายได้เลย
ผู้ถาม – อ๋อ มันจะมาหลอกให้จิตเข้าไปนั่นเอง
พระอาจารย์ – มันเข้าไปอยู่แล้ว จิต มันเป็นตัวเข้า ตัวสร้าง
แล้วมันก็จะมีความเป็นเราอยู่ในจิตเกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อมันคลุกเคล้ารูปนามขึ้นมา
เป็นอดีต-เป็นอนาคตของกายขึ้นมา ...มันจำลอง
มันจำลองสภาวะกายนี้ขึ้นมาใหม่
เรียกว่ารูปนาม มันสร้างรูปสร้างนามขึ้นมา แล้วก็เข้าไปผูกพันมั่นหมายในมันเรื่อยๆ
เรื่อยๆ ...นี่ ก็เรียกว่าไปหลงวนเวียนอยู่ในรูปนามนั้นน่ะ
นั่นแหละที่เรียกว่ามันเข้าไปก่อภพ
แล้วก็ความจริงจังในภพ ความเที่ยงของภพนั้นน่ะ ...มันก็เป็นตัวเป็นตนขึ้น แข็งแรงขึ้น
มีน้ำหนักขึ้น
เนี่ย มันอาศัยตรงนี้
มันจึงเกิดเจตนาแห่งเราที่เข้าไปประกอบกระทำต่อกายจริงๆ ขึ้นมาใหม่ เพื่อจะเปลี่ยน...เปลี่ยนสภาพกายนี่ให้เป็นไปเหมือนดั่งที่รูปมันสร้างไว้
เนี่ย แล้วสมมุติพอมันเปลี่ยน ...เช่นเอาขาออก หรือเริ่มเดินกำลังเมื่อย หยุดปุ๊บนี่ เวทนามันหาย ใช่ไหม เวทนาในกาย
ปวดจากการนั่งหรือเดินนานนี่มันหาย
เมื่อมันทำสำเร็จผลอย่างนี้
มันจึงเข้าไปยึด ไปหมาย ไปสำคัญผิดว่ากายนี้เป็นของมัน เพราะว่ามันสามารถทำได้ ควบคุมได้
บังคับบัญชาได้ สามารถทำให้เวทนาเกิดได้ ตั้งได้ ดับได้ เข้าใจมั้ย
แต่จริงๆ มันทำไม่ได้ เข้าใจมั้ย ...ถ้ามีปัญญาแล้วมันแยกแยะออก มันจะเข้าใจ
เนี่ย สมมุติว่าเรานั่งอย่างนี้
แล้วที่แข็ง...รู้สึกใช่ไหม ...แล้วลองเอาจิตบงการ หรือเราเอาความปรารถนาหรือไม่ปรารถนา...ไปทำให้แข็งนี่หายสิ
ผู้ถาม – ไม่ได้
พระอาจารย์ – เข้าใจใช่ไหม กายนี้มันไม่ได้อยู่ในอำนาจ
มันจะไม่อยู่ในอำนาจของใคร ไม่ได้อยู่ในอำนาจของกิเลสเลย
มันไม่ได้อยู่ในอำนาจของความอยาก-ความไม่อยากเลย
มันเป็นลักษณะที่มันตั้งอยู่เฉพาะกิจ
แล้วมันเป็นการตั้งการรวมตัวกันเฉพาะเหตุปัจจัยของมันแท้ๆ ...จะไม่มีอะไรมาเปลี่ยน
มาทำให้สภาพนี้หายได้เลย
บอกมัน ด่ามันขนาดไหน บอกให้มันนุ่ม หรือบอกให้แข็งขึ้น มันก็ไม่เป็น ...เห็นมั้ยว่าจิตนี่มันเข้าไปทำอะไรไม่ได้
มันเข้าไปมีอำนาจไม่ได้ ...จริงๆ แล้วจิตนี่เข้าไปมีอำนาจเหนือกายไม่ได้เลย
เมื่อมันทำไม่ได้มันจะทำยังไง ...มันจะสร้างรูปนามขึ้นมาในความคิด ...นี่ ตอนนี้เมื่อมันเห็นอย่างนี้ แล้วมันมีมโนสัญเจตนาลึกๆ ว่ามันไม่ชอบอาการอย่างนี้
มันชอบนุ่มกว่านี้ มันก็เริ่มปรุงแต่ง
พอเริ่มปรุงแต่งปุ๊บนี่
นามขันธ์นี่เกิด ...เห็นมั้ยว่านามขันธ์นี่มันจะเกิดตอนไหน ...นามขันธ์มันจะเกิดต่อเมื่อกิเลสต้องทำงาน
หรือ “เรา” ต้องปรารถนาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา
มันจะอาศัยนามขันธ์ สัญญา สังขาร
เวทนา แล้วมาปรุงรวมขึ้นมาเป็นภพ ...นี่ ล่อแล้ว ล่อหลอก ถ้ายิ่งปรุงเท่าไหร่
วนเวียนอยู่ในความปรุงแต่งเท่าไหร่ ความน่าจะจริง น่าจะเป็น...เริ่มมากขึ้นเท่านั้น
ทีนี้มันก็จะเกิดอาการที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงโดยกายภาพ
แล้วมันเปลี่ยนอย่างนี้บ่อยๆ
โดยที่ไม่แยบคายเลย ...มันก็เลยเกิดความสำคัญมั่นหมาย ยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้เป็นของเราจริงๆ
สามารถสั่งให้มันยืนก็ได้ เดินก็ได้ แล้วเปลี่ยนการเจ็บไข้ได้ป่วยก็ได้ ให้มันทุเลาลง ให้มันน้อยลงก็ได้
ให้มันหายไปก็ได้ ...นี่ มันก็เลยเกิดความอหังการ...เพราะความโง่ เข้าใจมั้ย
แต่ถ้าดูไปด้วยความลึกซึ้ง
และอดทนดูมัน...โดยที่ไม่ไปทำตามอำนาจความปรุงแต่ง ...มันก็จะเห็นความเป็นจริงว่า...กายจริงๆ
นี่คืออะไร จิตจริงๆ คืออะไร
ผู้ถาม – ผมก็เดินไม่ยอมหยุดครับ พอเวทนามันกล้าขึ้นๆ
อย่างนี้ ก็เลยใช้วิธีไม่ยอมหยุด แล้วไอ้เวทนาที่กล้านั้น
มันก็เหี่ยวแฟบลงไปเองได้ แสดงว่ากายมันไม่ได้เจ็บจริงๆ หรอก
พระอาจารย์ – กายมันไม่มีเจ็บ กายมันไม่มีปวด ...กายมันเป็นแค่อาการที่ปรากฏเท่านั้นเอง
ผู้ถาม – กลายเป็นว่าเวทนาที่มากหรือน้อยนี่
การเดินมากไม่ใช่ คำตอบมันก็เลย...อ้าว
เวทนาจริงๆ แล้วมันมาแค่หลอกเฉยๆ
ตอนที่มันเยอะ มันก็เหมือนจะดึงจิตเข้าไปว่าให้หยุดก่อน แต่เราไม่หยุด เราก็เดินต่ออีก แล้วไอ้เวทนาที่มากก็กลายเป็นน้อยลง
เหมือนกับมันเบี่ยงไปมา
พระอาจารย์ – ตัวที่มันดึงเข้าไปนี่ คือตัวที่ว่ามากและน้อย ...นั่นน่ะจิตมันส่งออกแล้ว
ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย
แค่มันบอกว่าไอ้นั่นมาก ไอ้นี่น้อย ...หมายความว่าจิตมันออกจากฐานแล้ว
จิตมันออกจากฐานรู้แล้ว
แต่ถ้ามันรู้...รู้กายจริงๆ
รู้เวทนาในกายจริงๆ นี่ มันจะไม่มี...จะไม่มีความหมายเลยว่ามากหรือน้อย ในหรือนอก ...มีแต่อาการที่ตั้งอยู่ แล้วก็แปรปรวนไปมา
แค่นั้นเอง
ผู้ถาม – ตอนมากแสดงว่ามันดึงไปแล้ว
พระอาจารย์ – มากนี่หมายความว่าจิตออกไปให้ค่าแล้ว
ผู้ถาม – แต่เราก็อดทนเอา
พระอาจารย์ – อดทนก่อน
อดทนแล้วก็หยั่งลงไปที่ความเป็นกายจริงๆ ความเป็นเวทนาจริงๆ ...ทาง physical ทางกายภาพ ความรู้สึกทางกายภาพจริงๆ มันแค่ไหน
แล้วก็คอยน้อมคอยหยั่ง
เรียกว่าแน่วแน่...แน่วแน่ลงที่กาย แน่วแน่ลงที่เวทนากายล้วนๆ ล้วนๆ ...อย่างนั้นน่ะ
ไอ้ตัวที่จะออกมาบอกว่ามาก ว่าน้อย มันก็จะเริ่มหด ...จิตมันหด
จิตมันจะหดมาอยู่แค่รู้ พอรู้ปุ๊บ มันก็จะเฉยๆ
...มันก็จะรู้เฉยๆ ได้พักหนึ่ง แต่กิเลสมันยังไม่ยอม
ผู้ถาม – เดี๋ยวมันก็ถูกดึงไปอีก
พระอาจารย์ – เออ มันจะออกไปให้ค่าอีก
ผู้ถาม – มันก็ดึงกันไป ดึงกันมา
แต่เราเดินไม่หยุดเท่านั้นเอง มันก็เคลื่อนไปเคลื่อนมา
พระอาจารย์ – จะยึดมาก จะยึดน้อย จะไม่ยึดเลย...เวทนาก็คือเวทนาวันยังค่ำ ...จะยึด-จะไม่ยึด
จะมากจะน้อย...กายคือกายวันยังค่ำ
มันจะเป็นอยู่ของมันอย่างนั้น มันเป็นธาตุ
มันไม่มีความรู้สึกรู้สมอะไรหรอก เข้าใจมั้ย ...มีแต่จิตเท่านั้นแหละ
ที่มันออกมาคอยให้ค่ามากค่าน้อย
ผู้ถาม – แต่ว่าอิริยาบถสาม ไม่ค่อยอยู่ อาจารย์
มันตั้งไม่ค่อยอยู่
พระอาจารย์ – เพราะฉะนั้น หนึ่ง...ปัญญาเบื้องต้นเบื้องแรกเลย
จะต้องแยกกายนี่ ...จะต้องแยกกายจากจิต เข้าใจมั้ย
ผู้ถาม – เข้าใจ (หัวเราะ) จิตมันต้องมีกำลัง อาจารย์
พระอาจารย์ – จะต้องแยกให้ออกว่าอันนี้เป็นกายจริงๆ
อันนี้เป็นจิตไม่ใช่กาย ...แล้วเมื่อใดที่มันเห็นว่าอะไรที่เป็นจิต
หรือเนื่องมาจากจิตนี่ ...ทิ้งเลย
อย่าไปดูนะ อย่าไปแตะต้องนะ
อย่าไปให้กำลัง อย่าไปเจตนากับมันเลยนะ ...ถอย ถอน ถอนออกมา ไม่ว่ามันจะบอกว่า
“เดิน” ...ไม่เอา
เอาแต่ความรู้สึก ...ไม่เอา “เดิน” …ถ้า “เดิน” หมายความว่ามันยังมีจิตนี่มาแอบ
มันยังมาแอบอยู่กับกายอยู่ ...แต่ว่ากายจริงๆ ไม่มี “เดิน” นะ ...ไม่มี “นั่ง” นะ
อย่างกายตอนนี้...ไม่มี “นั่ง” นะ ...มันเป็นแค่การกดทับ
เป็นความรู้สึกอย่างนี้ ไม่มีภาษา ไม่มีคำพูดนะ ...เพราะนั้นอะไรที่มันเกินจากตรงนี้อย่างนี้...ตรงนี้คัดออกเลย
ให้คัดออก
เพราะนั้นการคัดออกนี่
ภาษาท่านเรียกว่าถอดรูปนาม...ถอดรูปนามออกจากขันธ์ ถอดรูปนามออกจากกาย ...สติสมาธิปัญญาจะแยก
จะเฟ้นธรรม
มันจะต้องเข้าไปเฟ้นให้เห็นว่า...กายคือลักษณะอย่างนี้
จิตลักษณะอย่างนี้ อารมณ์ลักษณะอย่างนี้ ความรู้สึก ความอยาก
ความไม่อยาก...ลักษณะอย่างนี้
มันจะเห็นเลยว่า
นอกจากความรู้สึกที่เป็นอย่างนี้ของกายนี่ ...ทุกอย่างนี่ต้องทิ้งหมดเลย
จะต้องไม่เอามาปนเปื้อน ...เรียกว่าคัดกรองออก
(ต่อแทร็ก 16/7 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น