วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/2 (2)


พระอาจารย์
16/2 (570815B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/2  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  พอมันหมดสิ้นซึ่งความหมายมั่นในกายเรา หมดความรู้สึกของ “เรา” ต่อกาย ...ผลลัพธ์คืออะไร ...คือมันจะหมดสิ้นไปพร้อมกับจิตปรุงแต่งด้วยนามขันธ์ทั้งหมดเลย

จิตจะดำรงคงไว้แต่ดวงจิตผู้รู้ ...คือใจมันหยุดคิด หยุดปรุงแล้ว...อะไรที่เนื่องด้วยกาย อะไรที่เนื่องด้วยกายเรา...จิตหยุด อะไรที่เนื่องด้วยวัตถุธาตุ...จิตหยุด

ไม่มีนามขันธ์ปรากฏแล้ว สัญญาก็ดับ สังขารก็ดับ วิญญาณการรับรู้ทางหูทางตาก็ดับ ดับยังไง ...คือดับจากจิตที่มันไปปรุงแต่งต่อเติม ไม่มีความหมายหมด

เพราะนั้นจึงถึงภาวะที่เรียกว่า...สักแต่รู้ สักแต่เห็น สักแต่กาย สักแต่ฟัง สักแต่ลิ้มรส สักแต่ได้กลิ่น

ไอ้ที่มันสักแต่ๆ อย่างนี้ เพราะมันไม่มีนามขันธ์จากจิตกิเลสออกมา สัญญาก็ไม่มีต่อรูป อารมณ์ก็ไม่มีต่อรูปที่เห็น ต่อเสียงที่ได้ยิน ...มันจึงเป็นสักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าเห็น

แล้วก็ผ่านไปๆ ...ทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส...นี่ภายนอก ...ส่วนภายในนี่หยุดแล้ว สนิทแล้ว ไม่มีคิด ไม่มีอารมณ์  สัญญาภายในไม่มี ว่างจากจิต ว่างจากอารมณ์

นั่นแหละที่ท่านเรียกว่าอรูปารมณ์ ...เพราะนั้นอรูปารมณ์คืออารมณ์พื้นฐานของพระอนาคามี...ยืนพื้นเลย  ไม่มีรูปารมณ์แล้ว ไม่มีอารมณ์จากรูป จากวัตถุแล้ว 

อารมณ์คือยินดี-ยินร้ายนั่นเอง ...เพราะนั้นท่านจึงละเสียซึ่งปฏิฆะและราคะ หรือรูปราคะ สามอย่างนะ

แล้วใครมันเก่งมาจากไหน...ที่ผ่านเข้าสู่นิพพานโดยไม่พิจารณากาย หือ มันจะเป็นไปได้ยังไง หรือว่าเอากายไว้ทีหลังนี่ ...มันจะเป็นได้อย่างไร

ไปเอานามมาพิจารณาก่อน ไปเอาจิตมาพิจารณาก่อน ไปเอาอารมณ์มาพิจารณาก่อน  ละอารมณ์ ละกิเลสก่อน ...เป็นไปได้อย่างไร มันผิดขั้นตอนศีลสมาธิปัญญาอย่างชัดเจนเลย

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าให้แสดงธรรมไปตามกาล พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าให้แสดงธรรมไปตามลำดับขั้น

แม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าท่านยังสอน แสดงธรรมตามลำดับขั้นเลย  ท่านไม่เคยสอนข้ามขั้นตอนเลย แล้วท่านไม่ให้ปฏิบัติผิดขั้นตอนเลย

แล้วใครมันอวดดี อวดเก่ง อวดรู้มาจากไหนกัน ว่าได้สภาวธรรมใหญ่โตมโหฬารกันขึ้นมา แอบอ้างกันอีกว่ารู้นั่นเห็นนี่ ได้ธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ขึ้นมา

เอาอะไรมาอ้าง เอาศีลสมาธิปัญญาตัวไหนมาเป็นตัวรองรับธรรมนั้นน่ะ หือ  เอาขั้นตอนศีลสมาธิปัญญาอันไหนมารองรับธรรม ภูมิธรรม ผลแห่งธรรมนั้นเล่า ...ตอบได้มั้ย

แต่ที่เราสอนให้เน้นกันๆ อยู่ที่กายนี่ ...อย่ามาผิด อย่ามาเถียงนะ อย่าไปหาแหล่งความรู้จากที่อื่นแล้วจะคิดว่ามันได้ความรู้ที่ดีกว่าเร็วกว่านะ ...ไม่มีทางนะ เพราะมันออกนอกทาง

ถ้ามันออกนอกทาง ออกนอกมรรคเมื่อไหร่  บอกให้เลย ไม่มีทางแล้ว ...เพราะมันออกนอกทางไปแล้ว ไม่มีทางที่จะเจอทางได้อีกแล้ว

เพราะทางอยู่ตรงนี้ ...ตรงที่ศีลปรากฏอยู่ตรงนี้ ตรงที่สมาธิตั้งมั่นอยู่กับศีลนี้ ตรงที่ปัญญารู้เห็นความเป็นจริงของปัจจุบันกายปัจจุบันศีลนี้

ถ้ามันออกนอกนี้ ก็หมายความว่าออกนอกทางแห่งมรรค ...ถ้าไปค้นหาที่อื่นนอกเหนือจากนี้ ก็เรียกว่าค้นหาในผลที่นอกองค์มรรค

ยังไงๆ เราก็ยืนยันในเรื่องนี้ว่า...รู้อยู่ที่เดียวกายเดียวนี่แหละ วนอยู่นี่แหละ ตั้งแต่หัวจรดตีนน่ะ  ...ซึ่งไม่ใช่คิดๆ นึกๆ เอานะ  ...แต่รู้ไปตามกายภาพแห่งมัน

ความรู้สึกทางกายภาพ ทาง physical ...ไม่ใช่ทางความคิดนึก ...กายนี่  ไม่ใช่นึกเป็นรูปกระดูก นึกเป็นรูปซากศพอะไร ...แต่มันจะเป็นความรู้สึก 

นี่เรียนรู้ physical ...เป็นกายอย่างที่เป็น อย่างที่แข็งกำลังแข็ง อย่างที่เย็นกำลังเย็น อย่างที่การกลืนการกระเดือกนี่ แล้วมันมีความรู้สึกกระเพื่อมๆ นั่นน่ะ

นั่นน่ะกาย ...ให้กายตัวนี้เป็นรากฐานแห่งการมุ่งลงไประลึกรู้อยู่กับมัน...ทุกอาการไป ...แล้วก็วนเวียนซ้ำซากอยู่ในอาการกายเหล่านี้...เดิมๆ ซ้ำๆ

จนไม่ห่าง จนไม่ขาด จนไม่เว้นวรรค จนไม่ลืม จนไม่หายน่ะ ...เพราะกายจริงๆ ไม่เคยหาย  จะปรากฏอยู่เช่นนี้ อย่างนี้ แบบนี้ จนวันตาย...ไม่เป็นอื่น ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ...นี่คือความจริงล้วนๆ 

อย่าไปหาความจริงอย่างอื่น แบบอื่น ที่อื่นนะ ...มีแต่จิตนั่นน่ะที่จะมาคอยให้ไม่จริงอยู่ตลอด ...ไม่ใช่ขา ก็บอกว่าเรียกว่าขา  เนี่ย ไม่ใช่นั่ง มันก็เรียกว่านั่ง 

เห็นมั้ย ขนาดรู้ว่านั่งอยู่ในปัจจุบันนี่ ยังรู้ไม่ตรงต่อกายเลย เพราะยังมีจิตแอบอิงอยู่ ...ใช่ไหม

เข้าใจคำว่าจำเพาะกาย...รู้จำเพาะกายไหม ... "นั่ง" ไม่ใช่กาย  ตอนแรกก็ว่านั่งน่ะเป็นกายนะ เพราะกำลังนั่งอยู่จริงน่ะ ...ก็คัดกรองสิ สติ-สมาธินี่คัดกรองจิตออกสิ ว่านั่งจริงๆ น่ะคืออะไร

คือความรู้สึกทางกายภาพ physical  ที่กระด้าง แข็ง นี่ เป็นความรู้สึกกระด้าง แข็ง ตึง ...เนี่ย เป็นกายล้วนๆ กายล้วนๆ ใช่ไหม นี่...ที่เรียกว่าจำเพาะกาย

จิตมันก็จะแยกออกมา ...แล้วมันอาจจะดับบ้าง ไม่ดับบ้าง ...ไม่เป็นไร แต่ให้มันแยกออกมา ...ทีนี้กายก็จะชัดขึ้นใช่ไหม ...ชัดขึ้นใช่มั้ย 

ถ้าจิตมันแยกออกมา ...เอา “นั่ง” แยกออกมา...อ้อ "นั่ง" นี่เป็นจิตว่าเป็นภาษา ...มันมาจากไหน ...ไม่ใช่มาจากกาย ใช่มั้ย มาจากกายรึเปล่า ....มาจากจิตปรุงแต่งใช่มั้ย

เออ ตอนแรกก็นึกว่า “นั่ง” เป็นกาย  ...ดูไปดูมา  “นั่ง” ก็ยังไม่ใช่กาย ...นี่คัดกรองแล้ว ...เห็นไหม นี่ปัญญามั้ย นี่กลั่นกรองความไม่จริงออกจากความจริงมั้ย

แล้วก็เมื่อแยกแยะความเป็นจริงออกจากความไม่จริงแล้ว ทีนี้ก็มุ่งตรงลงไป...จรดไว้ จ่อไว้  คัดกรองอยู่เสมอ เฟ้นธรรม เฟ้นศีล เอามลทินออก ...ชำระมลทินออกจากกาย 

นี่ ยังคงไว้ ยังคงเหลือแต่กายอันบริสุทธิ์ ...เนี่ย ที่ท่านเรียกว่าศีลวิสุทธิ  ทำศีลวิสุทธิให้บังเกิดด้วยสติสมาธิปัญญา ...จนบริสุทธิ์ขนาดที่เรียกว่า...หาความเป็นเราไม่ได้น่ะ 

มันไม่ต้องไปถามใครเลยว่านี่ใช่เรารึเปล่า หือ ...เออ นั่นน่ะปัจจัตตัง มันยอมรับโดยไม่มีข้อแม้เลย ...ก็มันเป็นอย่างนี้จริงๆ น่ะ กายเน็ทๆ กายล้วนๆ กายบริสุทธิ์น่ะ...เป็นอย่างนี้ 

"นั่ง" ก็ไม่ใช่  "เรา" ก็ไม่ใช่ หญิงชายก็ไม่ใช่ ไอ้พวกนี้เป็นภาษา มาจากจิตหมด ...นี่ มันก็ไม่โง่ที่จะไปถือความไม่จริงยิ่งกว่าความจริงหรอก 

ถ้ามันเห็นแยกออกอย่างนี้เสมอนะ แล้วก็มุ่งมั่นทำงานอย่างนี้ๆ นี่เรียกว่างานในองค์มรรค ค้นคว้าภายใน นี่เรียกว่าวิจยธรรม นี่เรียกว่าค้นคว้าหาเป็นจริง...ในกายในขันธ์

งานภายนอกก็ทำไป อย่างเป็นหมอเป็นพยาบาลก็ฉีดยารักษาคนไข้ไป ...ไอ้งานภายในคืองานนี้ ใช้ธรรมรักษา แยกแยะกิเลสออกจากขันธ์ แยกมลทินออกจากขันธ์

แล้วก็เมื่อแยกออกแล้วยังไง ...ก็ต้องดำรงความบริสุทธิขันธ์ บริสุทธิศีลนี้ไว้...ด้วยความต่อเนื่อง ด้วยสัมปชัญญะ ...กิเลสที่ไหนมันจะมาแปดเปื้อนได้สำหรับผู้ที่มุ่งมั่นจะรักษาศีลน่ะหือ 

ถึงมา...แต่มันเข้าไม่ถึง ก็จะอยู่ได้แค่ห่างๆ ...นี่ เห็นมั้ย เคยได้ยินคำว่าเป็นผู้ห่างไกลกิเลสมั้ย กิเลสมันจับไม่ติดนะ จิตมันจะจับมาไม่ติด

เพราะมันมีสติ...ศีลสมาธิปัญญาเป็นตัวขวาง กางกั้นระหว่างกิเลสกับขันธ์ กิเลสกับกาย ...กิเลสคือจิตปรุงแต่งนั่นเอง

ที่เคยได้ยินแต่ชื่อว่าเป็นผู้ห่างไกลกิเลสนี่...“แล้วมันห่างไกลยังไงวะนี่ กูยังงง” ...พอมันเริ่มทำอย่างนี้ ตรงต่อศีลอย่างนี้  มันก็เริ่มเข้าใจแล้วว่ายังไง "อ๋อ ท่านห่างไกลกันอย่างนี้กับกิเลส"

แล้วกิเลสภายนอกก็จับไม่ได้ กิเลสของตัวมันเองก็จับไม่ได้ ...ใครจะมาบอกว่ากูสวย-กูไม่สวย นี่กิเลสภายนอก  ใครจะมาบอกว่านั่นเป็นคนนั้นคนนี้ คนดีคนเลว นี่ภายนอกก็จับไม่ได้ ...ไม่เอา

กิเลสภายในก็...เราดี เราไม่ดี เราสวย เราไม่สวย เราเป็นผู้หญิง เราเป็นผู้ชาย...นี่มันก็จิต ...นี่แยกออก คอยคัดออก คอยกรองออก มลทินทั้งนั้นน่ะ มลทินทั้งนั้น

จนช่องว่างช่องห่างระหว่างกิเลสกับขันธ์นี่ มันห่างกันจนสุดลิ่มทิ่มประตู ...มันห่างขนาดไหน ...ห่างขนาดที่ว่ามันหมดเยื่อใยแก่กันและกัน...เออ นั่นน่ะ ขาดสิ้น ขาดโดยสิ้นเชิง

ไอ้ที่แค่ห่างนี่...ยังมีโอกาสมาติดใหม่ ถ้าความเพียรอ่อนล้า ถ้าศีลสมาธิอ่อนแอ ถ้าขี้เกียจขี้คร้าน ...มันยังหวน...มาเป็นเรา มาเป็นสวย มาเป็นชาย มาเป็นหญิง มาเป็นดีเป็นเลว เป็นชื่อนั้นชื่อนี้

นี่มันยังหวน ...ยังเป็น...ยังมีอารมณ์เกิดกับกายได้ ยังมีอารมณ์เกิดจากคำพูดแห่งกายได้ ...เรียกว่าถ้าต่ำกว่าพระอนาคามีลงมา...ยังหวน...ยังหวน

แล้วยังไงล่ะ ...จะงอมืองอตีนอยู่กับกิเลสอย่างนี้เหรอ  แล้วยังไง...จะไปค้นหาวิธีการ วิธีแก้ ด้วยวิธีอื่นเหรอ เราถึงบอก มันไม่เห็นทางเลยนะ

ไม่เห็นทางที่จะแก้กิเลสออกจากกาย ไม่เห็นทางที่จะแก้กิเลสออกจากขันธ์ได้เลยนะ...ด้วยวิธีการอื่นที่นอกเหนือไปจาก...ศีลสมาธิปัญญา

ถึงบอกเลย...อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ หรือเป็นพระอรหันต์แต่งตั้งมาพูดก็ไม่เชื่อ ถ้าพูดอะไรที่มันนอกเหนือจากวิถีแห่งศีลสมาธิปัญญาอย่างนี้นะ

เพราะท่านพูดกันมา ท่านสอนกันมาตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี ท่านทำตามแบบแผนแห่งศีลสมาธิปัญญากันมาสองพันห้าร้อยกว่าปี สำเร็จกันมานับไม่ถ้วนแล้วเพราะวิถีแห่งมรรคนี่

แล้วจะมาสร้างวิถีอะไรใหม่ขึ้นมาล่ะ ...ซึ่งหลังกึ่งพุทธกาลมานี่ จะมีวิถีต่างๆ ที่แอบอ้างศีลสมาธิปัญญา หรือกล่าวตู่พระธรรมขึ้นมานี่เยอะแยะมากมาย

อย่างนี้...อีกกี่ชาติมันจะลงให้ศีลสมาธิปัญญา หือ เราถามดู...ถ้าสมมุติให้เอาพวกยึดวิถีหนึ่งแบบสุดลิ่มทิ่มประตูนะ มาฟังเรา ...ถามว่า จิตดวงนั้นน่ะจะลงให้ศีลในชาตินี้ได้มั้ย มีโอกาสมั้ย

แล้วอีกกี่ชาติกว่าจิตน่ะมันจะลงให้ศีล ลงให้กาย ลงให้กับการรู้กับกายที่เดียวแล้วจะถึงมรรคผลนิพพานนี่ จิตมันจะยอมให้มั้ย ...มันจะต้องระหกระเหินไปอีกเท่าไหร่

อีกกี่ชาติ อีกกี่แสนชาติ กว่าที่มันจะมาลงให้ศีลสมาธิปัญญาที่เป็นทางเดียวเท่านั้นแห่งมรรค ...มันก็จะไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าอยู่ในไหนก็ไม่รู้ ถ่ายเดียวนั่นแหละ...มุ่งไปตรงนั้นน่ะ 

กว่าจิตที่มันจะลง กว่าจิตที่มันจะยอม กว่าจิตที่มันจะนอบน้อมต่อศีลสมาธิปัญญา ...ไม่ใช่เล็กน้อย นะ


(ต่อแทร็ก 16/3)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น