วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/14 (1)


พระอาจารย์
16/14 (570920C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
20 กันยายน 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  พูดทั้งหมดนี่เพื่อให้เห็นความสำคัญว่า...รู้ตัวนี่...จบ ...แค่รู้ตัว อย่างเดียวนี่ ไม่ต้องทำอะไรเลย ...แล้วรักษาความรู้ตัวกับตัว อยู่กับตัวนี่ให้ได้

ไม่ต้องไปวกวี่วกวนสับสน จะนั้นนี้มั้ย จะโน้นนี้มั้ย จะวิธีนี้มั้ย จะต้องให้จิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มั้ย จะต้องพิจารณาอะไรมั้ย ...ไม่ต้องเลย

ถ้ามันปักใจเชื่อในศีลสมาธิปัญญาในระดับนี้อย่างนี้ ...อย่าถามเลยว่าเมื่อไหร่ จะมีชาติหน้าชาติต่อไปอีกมั้ย...ไม่ต้องถาม ...มันอยู่ที่ว่าศีลสมาธิปัญญามีเท่าไหร่ มีแค่ไหน 

นี่ ตัวนี้เป็นตัวบ่งบอกมรรคและผล ...ไม่ใช่เวลา ...ถ้ามีเวลาหมายความว่าจิตออกแล้ว ออกไปสร้างเวลา มีอนาคตแล้ว ...แต่ถ้าเป็นศีลสมาธิปัญญาล้วนๆ น่ะ...อกาลิโก เหนือกาลเวลา  

เพราะนั้น ตรงนั้น...ตัวมันเองจะไม่ถามเลยว่าเมื่อไหร่ ...มีแต่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ แล้วสลายหมด สลายธาตุขันธ์หมด สลายขันธ์ทั้งที่เป็นรูปขันธ์นามขันธ์อยู่ตลอดเวลา

สลายด้วยวิธีการอย่างไร ...คือรวบรวมจิตอยู่กับรู้ รวบรวมจิตอยู่จำเพาะกาย นั่นน่ะคือการชำระขัดเกลาศีลให้บริสุทธิ์ ชำระขัดเกลาใจให้บริสุทธิ์ ไม่ให้กิเลสมาครอบงำโดยมันสร้างขันธ์ห้ามาครอบงำ

เพราะนั้นการเพิกถอน ถอดถอนรูปนาม...ก็คือเพิกถอน ถอดถอนกิเลสอยู่ตลอดเวลาที่มันคอยจะมาจับ มาห่อ มาหุ้ม มาปกคลุม มาครอบงำ มาบดบัง ศีลสมาธิปัญญาหรือกายใจปัจจุบัน 

นี่ มันทำให้เกิดความขุ่นมัว เศร้าหมอง มืดมน ดำทึบไปด้วยอำนาจกิเลสต่างๆ นานา ...เพราะนั้นก็อย่าประมาทตายใจอยู่กับกิเลส จนละเลยศีลสมาธิปัญญา  

ถ้ายังอาศัยกิเลสอยู่ แต่ใจก็ยังหวังพึ่งใบบุญของศีลสมาธิปัญญาอยู่ แล้วมันยังไม่สามารถจะเลือกข้างแบ่งข้างได้อย่างชัดเจนนี่ ...ก็ให้นั่งสมาธิทุกวัน ทำความรู้ตัวอย่างจริงๆ จังๆ ในระหว่างนั่งสมาธิทุกวัน

เพื่ออะไร ...เพื่อทบทวนศีลสมาธิปัญญาไว้ ไม่ให้กิเลสมันได้ใจจนเกินไป อย่างนี้ ...นี่อยู่ในพวกที่ยังไม่สามารถเลือกข้างแบ่งข้างได้โดยชัดเจน

เพราะฉะนั้นก็อย่าให้กิเลสมันครองกายใจจนเรียกว่า ปิดบังศีลสมาธิปัญญาแบบต้องไปขุดมาจากโลกันตนรก ...คือมันทับจนไม่รู้กี่ชั้น นั่น

ก็พยายามทบทวนทุกวัน วันละห้านาที-สิบนาทีก็ได้  ขอให้...เออ จะตั้งใจรู้ว่านั่งจริงๆ  ไม่คิดไม่นึกอะไรเลย...แค่นี้พอแล้ว ...จะได้ห้านาที สิบนาทีแล้วบอกพอแล้ว ...ก็ช่างมัน ขอให้ทำ

แต่ถ้าผู้ใดที่เลือกข้างแล้ว...คือไม่มีเวลาล่ะทีนี้ ...นี่ หมายความว่าอย่ามาอ้างเวลานั้นเวลานี้  และไม่มีท่าทางด้วย แล้วไม่ต้องเลือกสิ่งแวดล้อมด้วย

นี่ต้องขั้นแอดวานซ์แล้ว …คือเมื่อไหร่เมื่อนั้น...แล้วจับให้อยู่ ...จับได้แล้วต้องจับให้อยู่ ให้จิตมันจับศีลสมาธิปัญญา จับกายจับใจให้อยู่

ให้ศีลสมาธิปัญญามันครองแทนที่ขันธ์ห้า แทนที่จิตปรุงแต่งให้ได้ ...จะยากจะลำบากแค่ไหนก็ต้องฝืน ก็ต้องอดทน ก็ต้องทวน ...นี่เรียกว่าขั้นแอดวานซ์ 

แล้วถ้าแอดวานซ์ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะเป็นไอ้เสือหรืออีเสือนอนกิน ...แต่ถ้ายังไม่แอดวานซ์ ก็จะไปอยู่ในขั้นตอนที่เรียกว่าเสือนอนกินไม่ได้

เพราะนั้น อย่าให้มันห่างหาย อย่าให้มันย่อหย่อน ...อย่าให้ศีลสมาธิปัญญานี้ย่อหย่อนลงไปกว่าเดิม อย่าประมาทตายใจว่าพอแล้วแค่นี้

เห็นมั้ย พอเราปล่อยช่องเปิดช่องเมื่อไหร่นี่ จิตมันจะสร้างอะไรมาลบล้างหรือทำให้เสื่อมถอยในศีลสมาธิปัญญาอยู่ตลอดเวลา...อย่าเผลอแล้วกัน 

อย่ารามือ อย่าวางมือจากศีลสมาธิปัญญาแล้วกัน ...ถ้าวางมือเมื่อไหร่ มันจะเข้ามาสวมรอยทันที ...แล้วไอ้การสวมรอยของกิเลสน่ะ มันง่ายที่จะหลงไปตามมันด้วยน่ะ

เหมือนเรือที่ล่มแล้วนี่กู้ยากนะ กว่าจะกู้ให้มันมาตั้งลำได้ ...กู้ขึ้นมาแล้วยังต้องวิดน้ำ...คือสัญญาออกอีก เอากับมันสิ ก็ต้องวิดน้ำออกแล้วมันถึงจะพายเรือได้ฉิวใช่มั้ยล่ะ

ไอ้นี่กู้ขึ้นมาแล้วยังมีน้ำ มันยังพายไม่ไป ก็อืดๆๆ อยู่อย่างนั้น ต้องคอยวิดน้ำ เสียเวลาวิดน้ำอยู่อย่างนั้น ...การเดินไปในมรรค มันก็เดินไปด้วยความไม่สะดวกดาย 

นี่คือลักษณะของการปฏิบัติที่พวกเราจะต้องเจอกันตลอดทุกคนไป ...ถ้ามุ่งตรงต่อศีลสมาธิปัญญาอย่างที่เราบอกแล้ว มันจะอยู่ในขอบข่ายนี้ อย่างนี้แหละ ไม่หนีจากขอบข่ายนี้

ถ้ามันเกินจากขอบข่ายนี้ก็หมายความว่ามันไปนั่งเฝ้าพระจุฬามณี แล้วไปปะพอดีกับพระนางมายาที่อยู่ดาวดึงส์แล้วมีพระพุทธเจ้าเทศน์ธรรมบทนั้น

ไอ้อย่างเงี้ย มันนอกแล้ว นอกศีลสมาธิปัญญา ...ให้เข้าใจ อย่าเห็นดีเห็นงามอะไรกับมัน อย่าหลงตัวเองว่า เออะ ภาวนาถึงจุดนี้แล้ว เกิดความกระหยิ่มยิ้มย่อง...ภูมิใจๆ

ถ้าเป็นครูบาอาจารย์อยู่ใกล้ๆ ท่านก็จะลากมาแล้วก็กระทืบซ้ำว่าให้ไปตายซะ ให้ไอ้ตัวนั้นน่ะไปตายซะ แล้วไปเกิดเป็นคนใหม่ เกิดอยู่กับคนใหม่ เกิดอยู่กับกายใหม่

ก็รักษาความเป็นไปของกายไว้ ...เพราะในท่ามกลางการเดินมรรค เราจะต้องฝ่าคลื่นลมของกิเลสที่มันจะมาทุกรูปแบบเลย ทั้งภายในและภายนอก

อันนี้ต้องจำใจ ต้องจำยอม...ที่จะต้องยอมรับเลย มันจะต้องเจอสภาพอย่างนี้ เพื่อมันมาประเมินกำลังของศีลสมาธิปัญญาของผู้ปฏิบัตินั้น ...คล้ายๆ อย่างนั้น

จริงๆ เขาไม่ได้มาประเมินลองเชิงอะไรหรอก ...แต่มันเป็นการเลิกละเพิกถอนนั่นเอง มันจึงดูเหมือนมีเรื่องมีราวทั้งภายในภายนอกมาจ้าละหวั่น

จนมันปิดบังครอบงำกายใจไป แล้วมันก็...เออะ สบายใจ ...แล้วก็มานั่งตีอกชกหัวตัวเองว่าเพราะอะไรๆๆ ...เห็นมั้ย กิเลสมันก็ก้าวล้ำไปอีกช่วงหนึ่ง ถือว่าก้าวล้ำไปช่วงหนึ่ง

กว่าจะวิดน้ำออกจากเรือ กว่าจะกู้เรือคืน แล้วก็กว่าจะวิดน้ำออกจากเรือ กว่าจะเหลาไม้พาย...คือไม่มีเครื่องยนต์นี่ ...แล้วก็พายไป ได้สักคืบ วา ศอก ...มาอีกแล้ว

อย่างเนี้ย พวกเราจะต้องเจออยู่แล้ว...ทุกคนไป  กว่าจะพ้นช่วงคลื่นลมมรสุมนี่ แล้วไปอยู่ท่ามกลางทะเลลึกนี่ เขาเรียกว่าหว่างกลางมหาสมุทร

ตรงนั้นน่ะ น้ำทะเลจะหยุดนิ่ง ครรลองแห่งมรรค...ถ้าอย่างนี้ก็เป็นไปด้วยความเรียบง่าย

แต่ไอ้พวกนี้ที่คลื่นลมจะแรง ก็ก่อนจะเข้ามรรคเข้าอะไรนี่ ...เข้าไปในมรรคเบื้องต้นก็แรง เพราะมันยังอยู่ใน...เขาเรียกว่า ทไวไลท์โซนน่ะ ประเภทก้ำๆ กึ่งๆ ลูกผีลูกคน ครึ่งคนครึ่งผี ทไวไลท์ อึมครึม  

กว่ามันจะขึ้นสู่อรุณรุ่ง หรือว่าเที่ยงวัน นี่ องค์มรรค ความสว่างชัดของกายใจนี่ชัดเจน ...มันก็ต้องบ่มศีลสมาธิปัญญา บ่มอินทรีย์ไป

เพราะนั้นในระหว่างนี้มันจะเจออะไรเยอะแยะ มากมาย ...เหมือนกับมันมาต้านทานศีลสมาธิปัญญา ให้มันล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอด พลิกคว่ำพลิกหงายๆ

แต่ถ้ายอมแพ้...มันก็จะคว่ำอยู่ตลอด  จิตตื่นรู้ กายตั้งรู้ตั้งเห็นขึ้นมาไม่มี ก็ไม่ทัน ...แล้วทิ้งไว้ ทิ้งไปๆ ทิ้งไว้ก่อน เอาไว้ก่อน ...อย่างนี้ก็เสียเวลา

กิเลสก็คืบคลานล่วงหน้าทับถมไป...เป็นอารมณ์อดีต-อนาคตไป เป็นเรื่องราวสำคัญมั่นหมายมากขึ้นไปๆ เผลอเพลิดเพลินกับมันไป

ก็ต้องกลับเนื้อกลับตัว กลับกายกลับใจขึ้นมาใหม่ในปัจจุบันอยู่เสมอ ...เพราะนั้นเวลาอย่างนี้ อย่างพวกเราๆ นี่ มันจะมีตัวช่วยอย่างหนึ่งที่มันได้เร็ว ก็คือมาฟังธรรม

ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยหนึ่งที่มันสามารถกู้เรือ...โดยที่บางคนนี่... "กูก็ไม่อยากจะกู้ แต่พอเจอหน้าอาจารย์นี่ กูต้องกู้ว่ะ" อะไรอย่างนี้ ...นี่คือตัวช่วยตัวเร่งในภายนอกอย่างหนึ่ง

แต่คราวนี้ว่ากู้ไปแล้วนี่ มันจะรักษารึเปล่า ...บางทีกู้ตรงนี้เสร็จ ออกนอกธรณีประตูไปนี่ กูก็คว่ำเลยโดยฉับพลัน อย่างเนี้ย ...กิเลสมันไว บอกให้เลย

เพราะการปล่อยให้เผลอเพลินในจิตนี่...มันง่าย ...แต่กับการรักษาที่ไม่ให้จิตมันออกนอกเนื้อนอกตัว ดูแล้วกัน ว่ามันยาก-ง่ายกว่ากันรึเปล่า

แต่ถ้าเป็นระดับพระอริยะขึ้นไปนี่...การรักษาจิตนี่ ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก  เหมือนกับชี้นิ้วปั้บ นี่ มันเหมือนหมาที่ฝึกมาดีแล้วนี่

บอกนั่ง...นั่ง ไหว้...ไหว้ ขอมือ...ยื่นมือให้เลย ...นี่ จิตมันง่ายอย่างนี้เลย จะใช้มันเมื่อไหร่ หรือไม่ใช้มัน บอกให้นอน บอกให้เข้ากรง...ไปทันที ...นี่ คือมันคนละระดับกันเลยน่ะ

แต่ตอนนี้บอกซ้าย...กูจะขวา มีอะไรมั้ย  มันหันมาเยาะเย้ยอีกต่างหาก  บอก...เฮ้ย หยุดๆๆ หยุดคิด หยุดมีอารมณ์อย่างนี้ได้มั้ย ...กูจะมี ทำไม มีปัญหาอะไร ...เนี่ย ดื้อขนาดนั้นเลย ไม่ใช่มันยอมง่ายๆ ด้วยนะ

เพราะอะไร ...เพราะว่าเราให้กำลังมันเยอะมาตลอดเลย มันจึงเกิดภาวะติดเนื้อติดตัว ...กิเลสตัวเรามันอหังการ มันมีความถือมั่นในตัวมันเอง มันไม่ยอมคลาย

เพราะมันสามารถปั้นแต่งสิ่งที่ไม่มีอะไรเลยนี่ ให้มันเป็นตัวตนบุคคล...เหมือนมีชีวิตขึ้นมา ...คิดดูแล้วกัน มันเก่งขนาดไหนล่ะ จากของที่ไม่มีอะไร ว่างๆ ปราศจากอะไรเลย 

มันสามารถผสม แล้วก็ใช้มัน มีมัน เติมให้มัน จนมีความรู้สึกเป็น Alive ขึ้นมา...เป็น “เรา” ขึ้นมาเลย ...จนความเป็นเรานี่มันเกิดความอหังการในตัวของมัน มีชีวิตจิตใจในตัวของมันที่จะทำอะไรก็ได้

จะห้าม จะสั่ง จะบอกมัน ให้มี ให้ไม่มี ...มันไม่ฟัง มันก็ทำของมัน นี่ ดูเหมือนมันดำเนินในวิถีของมันเองได้เลย ...นี่คืออำนาจของกิเลสที่มันสะสมมายาวนาน

กว่าที่จะทำการสลายความเป็นเรา ความรู้สึกเป็นบุคคลที่ขึ้นมาในตัวของมันเองนี่ ...เอากันจนเหนื่อยหอบเลยน่ะ เพื่อให้เกิดความขยันกว่านี้ ตั้งใจใส่ใจกับการรู้ตัวให้มากกว่านี้

ที่พูดนี่ไม่ได้ให้กลัว ให้แหยงกิเลส จนรู้สึกว่า...โอ้โห คงไม่ไหวแล้วถ้าอย่างนี้ แต่ที่บอกเพราะ...ถ้ายังภาวนาแบบลุ่มๆ ดอนๆ สุ่มสี่สุ่มห้าอยู่อย่างนี้ ...ไอ้นี่ยิ่งหนักน่ะ 

อย่าให้เหมือนลิงได้แก้ว แล้วใช้ประโยชน์ไม่เป็น ...เกิดมากับกายกับขันธ์เหมือนลิงได้แก้ว ลิงมันก็เอาแก้วไปเที่ยวปาหัวคนนั้น ปาหัวคนนี้ สนุกไป ...นั่นน่ะลิงได้แก้ว ไม่รู้คุณค่า

หมั่นปัดกวาดเช็ดถูให้มันสุกใสสกาวขึ้นมา ก็จะเห็นความเป็นจริงในนั้น ...รู้อยู่กับมัน เห็นอยู่กับมัน นั่นน่ะคือการปัดกวาดเช็ดถู ให้เกิดความผ่องใสบริสุทธิ์ในกายใจขึ้นมา

แล้วจะเห็นความเป็นจริงของกายใจ ว่ากายใจอันบริสุทธิ์คืออะไร ...ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ได้เป็นของใคร เป็นเพียงแค่สักแต่ว่าอะไรอย่างหนึ่งนั่นแหละ 

ด้วยการขัดถูให้ผ่องใสในกายใจ ในศีลในสมาธิอันวิสุทธิ์ขึ้นมา ก็เห็นกายใจอันวิสุทธิขึ้นมาว่า...โอ เคยหลงโง่งมงายว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเรา มาตั้งนับภพอเนกชาติแล้ว พอขัดไปขัดมาถึงเห็นว่า...เออ ไม่ใช่เราจริงๆ 

นั่นแหละคุณค่าของศีลสมาธิปัญญา คุณค่าของกายใจปัจจุบัน ...เนี่ย คือการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงธรรม เพื่อให้รู้จักกับธรรม เพื่อให้อยู่กับธรรม เพื่อให้แจ้งในธรรม แค่นั้นเอง

ในที่นี้คือธรรม...กายนี้คือธรรมเบื้องต้น...ที่จะต้องทำความแจ้งกับธรรมนี้ ...ไม่ไปแจ้งในที่อื่น ไม่ไปส่งจิตไปรู้ที่อื่น ไม่ไปหาความรู้ความเห็นในที่อื่น

ให้จิตมันรวม ...จิตที่มันกระจัดกระจาย กระเซ็นกระสาย ขึ้นบนลงล่าง ออกนอกออกหน้า ไปไกลไปใกล้อะไรนี่ ...ให้มันรวม ให้มันอยู่ ให้มันรวมอยู่ในก้อนนี้กองนี้

นี่ เขาเรียกว่ารวมจิตรวมใจให้มันเป็นกอบเป็นกำ เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นหนึ่งเป็นแน่นอยู่ภายใน...โดยมีศีลน่ะเป็นเครื่องรวมจิต มีกายเป็นอาณาเขตรวมจิตอยู่เสมอ

กายใจก็จะผ่องใสขึ้นมาตามลำดับ มันขัดเกลาอยู่กับตัวของมันเอง ...ถ้ามันถอดถอนจิตให้มารวมเป็นหนึ่ง นั่นน่ะคือการขัดเกลาแล้ว คือไม่คลาดเคลื่อนไปจากปัจจุบันรู้ ปัจจุบันกาย


(ต่อแทร็ก 16/14  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น