พระอาจารย์
16/5 (570815E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 16/5 ช่วง 1
แล้วมันก็ค่อยๆ คลายไป
เมื่อมันขาด...หรือว่าภาษาบ้านๆ ก็เรียกว่ามันทำใจได้...ว่าถ้าจะได้อย่างหนึ่งก็ต้องทิ้งอย่างหนึ่ง
จะได้สองอย่างไม่ได้
ถ้าจะได้นิพพานก็จะต้องทิ้งโลก
จะเอาทั้งนิพพานจะเอาทั้งโลก...ไม่ได้ ...มันก็ต้องเริ่มเข้าใจด้วยปัญญาของมันเองแล้วว่า
มันจะได้ทั้งสองอย่าง ได้ทั้งอารมณ์และก็ได้ทั้งนิพพานด้วยกันนี่...ไม่ได้
อารมณ์มันคืออะไร ...รักและชัง ชอบและไม่ชอบ สุขและทุกข์ ...ถ้าจะเอาสุขในโลก สุขในขันธ์ เอาสุขในการเห็น ในการได้ยิน ทางรูป ทางเสียง กลิ่นและรส...ก็จะไม่ได้นิพพาน ...มันตรงข้ามกัน
แต่ถ้าจะเอานิพพาน
ก็จะไม่มีสุขทางตา ทางหู ทางกาย ทางขันธ์ ทางโลก ทางบุคคล ...นี่ มันก็จะดูแล้วดูอีก
รู้แล้วรู้อีก เห็นแล้วเห็นอีก ชั่งใจแล้วชั่งใจอีก
จนตัดสินใจทิ้ง...โดยทิ้งได้เป็นส่วน เป็นตอน เป็นลักษณะอาการ ลักษณะอารมณ์หนึ่งๆ ไป ...คือในระดับพวกเรานี่จะเบ็ดเสร็จไม่ได้หรอก ...ก็ทีละเล็กทีละน้อยไป
ความปรากฏชัดเจนในมรรคในผลและนิพพาน
ก็จะปรากฏชัดเจนเท่าที่ละไปน่ะ เท่าที่ทำใจได้กับการทิ้งน่ะ
แล้วไม่หวนคืนไปกลืนกินมาใหม่ ...เนี่ย ภาษาท่านก็เรียกว่า...ทำนิพพานให้แจ้ง
นิพพานก็คือมรรค นิพพานก็คือผลแห่งมรรค
นิพพานก็คือผลแห่งการเจริญอยู่ในศีลสมาธิปัญญา ...มันก็คือการทำศีลสมาธิปัญญาให้แจ้ง
มันก็คือทำนิพพานให้แจ้ง ...ตัวเดียวกันนั่นล่ะ
เมื่อละเท่าไหร่
ศีลสมาธิปัญญามันก็ชัดเจน แจ้งชัดขึ้น ...ก็คือความหมายว่าทำนิพพานให้แจ้ง ความหมายเดียวกัน เป็นไปเพื่อการเดียวกัน
แต่ถ้าไม่ละเลิกเพิกถอนเลย ยังเสียดาย
ยังจับปลาสองมือ ยังเลือกไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะละดี หรือไม่ละดี ...ภาวะนี้ที่เรียกว่ามันคา มันข้อง
ในผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่า...รักพี่เสียดายน้อง ใจหนึ่งก็ห่วง ใจหนึ่งก็อยากเข้านิพพาน ใจหนึ่งก็อยากปฏิบัติจริงๆ จังๆ ใจหนึ่งก็ยังอาลัยอาวรณ์กับความเป็นไปของสัตว์บุคคลรอบข้าง
มันจะอยู่ในภาวะกล้ำกลืนอารมณ์อยู่อย่างนี้ก่อน
...แต่อย่าทอดธุระ ทอดทิ้งในศีลสมาธิปัญญา ก็ประคับประคอง ประกอบกระทำคู่กันไป
เพราะนั้นน้ำหนักมันก็จะเทมาทางศีลสมาธิปัญญาเรื่อยๆ ...มากขึ้นๆ เรื่อยๆ มีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ ...ผลแห่งศีลสมาธิปัญญาก็ปรากฏมาเรื่อยๆ
จนมันตัดสินใจได้...ที่จะทิ้งอารมณ์อย่างจริงๆ
จังๆ ทิ้งความมั่นหมายกับสัตว์บุคคลอย่างจริงๆ จังๆ ...ก็ทิ้งไปเป็นรายๆ ไปน่ะ
พอมันเป็นรายๆ ไปนี่ ปุ๊บ
มันทำหมันเลยกับคนนั้น...กูจะไม่มาเกิดกับมึงอีกแล้ว ไม่ไปเกิดอารมณ์กับมึงอีกแล้ว ...มันก็หมดไปเป็นรายๆ
ไป เป็นวัตถุเป็นชิ้นๆ เป็นอันๆ ไป
นี่ เรียกว่ามันค่อยๆ เลิกละไปเรื่อยๆ
เรื่อยๆ ...จากที่มันเป็นอะไรที่มันทับถม จนหนัก จนจะลุก จะนั่ง จะไป จะมา...มันหนัก
มันหน่วง มันเหนี่ยว มันรั้ง
ทีนี้มันก็เกิดความเบาเนื้อเบาตัวในการไป-การมา
การอยู่-การไม่อยู่ การไม่ไป-การไม่มา ...มันก็เบา
มันไม่อึดอัดคับข้อง...ทั้งการพบ-ทั้งการจาก
ทั้งการได้-ทั้งการไม่ได้ ...มันก็จะรู้สึกเกิดการเสมอภาค
ทั้งได้-ทั้งไม่ได้ ...ก็งั้นๆ เสมอภาคกันแล้ว
แต่ก่อนนี่...ได้แล้วดี ถ้าไม่ได้แล้วเสียใจ ...ก็จะเกิดความ "งั้นๆ" แล้ว เสมอภาคระหว่างกันแล้ว สมดุลกัน ...นี่เป็นผลแห่งการทิ้งความผูกพันมั่นหมาย
แล้วความตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวในศีลสมาธิปัญญาก็จะมากขึ้น ...จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้อาจหาญในธรรม อาจหาญด้วยศีลสมาธิปัญญา
จากที่เคยกลัวกิเลส จากที่เคยกลัวว่าจะละไม่ได้ ...มันเริ่มไม่กลัวแล้วกิเลส มันเริ่มไม่กลัวกำลังของตัวเองว่าจะละได้หรือละไม่ได้ ...มันเริ่มไม่กลัว เริ่มไม่กังวล เริ่มไม่หวั่นไหวต่อกิเลสแล้ว
ซึ่งถ้าเทียบกับอนุบาล ประถม
ที่เคยเริ่มต้นปฏิบัติ ...จะรู้เลยว่า การละกิเลส การต้านทานอารมณ์ การรู้อารมณ์ต่างๆ
นี่ ...ยากเหลือเกิน
กว่าจะผ่านไปได้แต่ละความเป็นไปของอารมณ์แต่ละอารมณ์
แต่ละความรู้สึกที่เกิดจากการกระทำของสัตว์บุคคลภายนอกก็ตาม ...ล้วนกว่าที่จะก้าวผ่านไปได้นี่...สาหัสสากรรจ์
แต่เมื่อดำรงศีลสมาธิปัญญาอยู่ไปเรื่อยๆ ...มันจะรู้สึกว่าก้าวข้ามได้ง่ายขึ้น ง่ายดายขึ้น ปล่อยผ่านได้โดยบอบช้ำเล็กน้อย ...อาจจะไม่ถึงกับว่าไม่บอบช้ำเลย ยังมีบอบช้ำ แต่เล็กน้อยแค่ถลอกๆ
แต่ว่า...กว่าจะผ่านมาถึงขั้นถลอกนี่
กูเสียแขนขานับไม่ถ้วน บางครั้งถึงขั้นเสียคอเลย ตายไปกับมันเลย ล่มจมไปกับมันเลย ...หลายเรื่องนะ
กับหลายคนซะด้วย
มันก็เหมือนเราดูหนังซ้ำน่ะ ...ถ้าไปดูหนังที่ไม่เคยดูมาก่อน ตอนแรกดูแล้วก็ขึ้นลงตามหนังที่เขาแสดง มันตื่นเต้นตกใจ
ร้องไห้ หัวเราะ...แบบเต็มอกเต็มใจ
แต่พอลองไปดูรอบสองสิ ...ก็เริ่มหัวเราะแหะๆ จากที่เคยหัวเราะแบบน้ำหมากกระจาย หรือเคยน้ำตาไหลเป็นเผาเต่า ก็แค่น้ำตาริน
พอดูรอบสามนี่ ใกล้ๆ
จะเป็นท่อนไม้แล้วกู เพราะกูจำได้หมดทุกบทบาทแล้ว ...แต่ดูจนรอบที่ร้อยนี่ ก็...กูจะไปดูมันทำไมวะนี่ หือ กูเข้าใจตลอดทุกบทบาทแล้ว ไม่ดูก็ไม่เห็นเป็นไรเลย
นั่น
การที่รู้เห็นซ้ำซากๆๆ เนี่ย ทำไมถึงว่ารู้เห็นที่เดิมที่เดียวซ้ำซาก อารมณ์อาการกิเลสตัวเดิมซ้ำซาก เพื่ออะไร ...เพื่อจะได้เข้าใจมันโดยตลอดไปเองน่ะ
ไม่ต้องมีใครมาบอกนะ ว่าบทบาทนี้...อีนี่มันออกมาแล้วมันจะโดนตบ กูเห็นมันโดนตบทุกครั้งเลยที่มันออกมาตรงนี้ ...นี่
มันไม่หนีไปไหนหรอกความเป็นจริงน่ะ เขาก็จะแสดงซ้ำซาก
กิเลสก็แสดงซ้ำซาก
บทบาทของอารมณ์ก็จะแสดงบทบาทอารมณ์เดิมๆ เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาแค่รูปลักษณ์ของบุคคล สถานการณ์ สถานที่ เหตุ เวลา...วัน ณ เวลา ณ ปีเดือนแค่นั้นเอง
แต่สภาพการเกิดการปรากฏ...มันเดิมๆ
หมดเลย ...แล้วกูก็ร้องไห้ทุกครั้งเลย แล้วกูก็หัวเราะทุกครั้งเลย
เมื่อเจออย่างนี้ ...นี่ มันก็เห็นเดิมๆ เดิมๆ อย่างนี้ ...มันก็...เอ๊
มันเริ่มยังไงแล้วนี่
นี่คือการรู้ทีเดียวซ้ำซากโดยที่ไม่เปลี่ยน
ตั้งมั่นอยู่ในที่อันเดียวไว้ ...มันก็จะเห็นอาการกิเลสมันจะวนมาซ้ำซาก
แล้วก็จิตก็จะเผลอเพลินไป
กับตรงจุดนี้ๆ ตรงจุดนี้ ตรงการกระทำคำพูดตรงนี้ ตรงเหตุการณ์ ภูมิอากาศ สถานการณ์โลก สถานการณ์แวดล้อมอย่างนี้ ...มันจะเจออย่างนี้
ว่าจิตมันจะออกตรงนี้ ช่องนี้
ถ้ามันไม่เห็น...ว่ามันออกได้อย่างนี้ๆ ...แล้วมันจะไปอุดรอยโหว่รอยรั่วของศีล-สมาธิ...ตรงที่ให้จิตมันก่อเกิดเล็ดลอดออกไปได้ไหมเล่า
ทีนี้มันก็อุดรอยรั่วด้วยสติสัมปชัญญะ
ไม่ให้ศีลมันขาดมันหาย ไม่ให้กายมันหาย ไม่ให้กายมันลืม ...ศีลมันก็บริบูรณ์ขึ้น
เต็มเปี่ยมด้วยศีลขึ้น คือกายก็ปรากฏอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดไม่หาย
ไม่เว้นวรรคขาดตอน
พอมันเริ่มไม่ขาดไม่หาย
ไม่เว้นวรรคขาดตอนในศีลนี่ ...ทีนี้สมาธิ-ปัญญาขั้นละเอียดมันก็ไปกลั่นกรอง วิจยะ แยกแยะ...กายบ้าง จิตบ้าง ออกจากกัน
นี่ ปัญญาเริ่มทำงานเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาแล้ว
คัดกรองมลทินกิเลสห่อหุ้มที่มาจากจิตปรุงแต่ง ...ความปรากฏแห่งกายแห่งศีลก็ชัดเจนขึ้นตามความเป็นจริงของมัน
ความผ่อนคลายในความยึดมั่นถือมั่นจริงจัง...ว่าเป็นเรา ของเรา ก็น้อยลง ...นี่ ปัจจยาการแห่งศีลสมาธิปัญญาก็ดำเนินไปเพื่อถอดถอนความเห็นผิดในกาย ในขันธ์
ในโลก ที่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิออกไป
ถ้าประพฤติตนอยู่อย่างนี้อยู่เสมอ
ด้วยความไม่ลังเลสงสัยในการปฏิบัติของตัวเอง
ด้วยความไม่ลังเลสงสัยในศีลสมาธิปัญญาอย่างที่บอกนี้ ...ไม่ต้องไปรอชาติไหนหรอก
ทำแล้วทำเล่า...ทำแล้วทำอีก รู้แล้วรู้เล่า...รู้แล้วรู้อีก ซ้ำซากอยู่ในกองกาย กองขันธ์ กองปัจจุบันกายกองปัจจุบันรู้นี่...โดยไม่แปรพักตร์ต่อศีลสมาธิปัญญา
จิตมันจะคอยแปรพักตร์ไปหาอารมณ์
ไปหากิเลส ไปหาที่ที่มันพึงพอใจ ไปหาที่ที่... “เราสบาย เราสนุก เราชอบ” ...ก็คอยต่อสู้กับมัน
คอยต้านทานกับมัน คอยฝืนทวนกับมัน
โดยเอาศีลสมาธิปัญญาเป็นบรรทัดฐานไว้
เอากายใจปัจจุบันนี้เป็นบรรทัดฐาน เอายืนเดินนั่งนอนนี้เป็นบรรทัดฐาน เอาหมุนหัน
ก้มเงย ขยับเขยื้อน กระเพื่อมกระเทือนนี่ เป็นบรรทัดฐานไว้
อย่างนี้...มันไม่หนีไปไหนหรอกธรรม ความรู้เห็นในธรรมมันไม่หนีไปไหนหรอก
เพียงแต่ผู้ปฏิบัตินั้นน่ะจะหนีจากธรรมเอง...ด้วยความขี้เกียจเผอเรอ ด้วยความย่อท้อ
ด้วยความลังเลสงสัย ด้วยความประมาทตายใจ...ในโลก ในขันธ์ ในกิเลส
(ต่อแทร็ก 16/6)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น