พระอาจารย์
16/13 (570920B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
20 กันยายน 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 16/13 ช่วง 1
มันใช้ชีวิตตลอดตั้งแต่เกิดมาทั้งชีวิตนี่ ใช้อำนาจแห่งจิต อำนาจแห่งความอยากและความไม่อยาก
เป็นตัวชี้นำ เป็นเครื่องนำพามาตลอด
โดยที่มันมีการหยุดอยู่ยั้งด้วยอารมณ์...เป็นที่ตั้ง เป็นพื้นฐาน ...เรียกว่าถ้าไม่อารมณ์ใดก็ต้องอารมณ์หนึ่ง ที่เนื่องด้วยขันธ์ห้านั่นแหละ
เพราะฉะนั้น
การที่จะปลุกให้มันลุกขึ้น ให้มันตื่นขึ้นมาจากขันธ์ห้า ไม่เข้าไปจมอยู่ในขันธ์ห้านี่ ...มันจึงต้องใช้ธรรมอย่างชนิดที่เรียกว่า เขย่าๆๆ shake and shake ...มันถึงจะแตกออกมาเป็นสักกระบิหนึ่งนี่
แต่พอผ่านการเขย่าปึ้บ มันก็พึ่บกลับไปเหมือนเดิม ...นี่คือ แรงดึงดูดมันแรงขนาดนั้น เรียกว่าไม่สามารถออกห่าง แยกห่างจากกันได้เลยน่ะ
เนี่ย คือความที่ว่า....ยิ่งล่าถอยมาจากยุคต้นพุทธกาลเท่าไหร่
กิเลส อำนาจของกิเลสนี่ มันจะสูงยิ่ง แรงยิ่ง แนบเนียนยิ่ง
ออกจากมันได้ยากยิ่ง
แล้วถ้ายิ่งเราปล่อยปละละเลยเท่าไหร่
ความครอบ ความจับ ความจริงจังมั่นหมายในขันธ์ห้า หรือในจิตทั้งปวงนี่แหละ
จะยิ่งสนิทจนที่เรียกว่า...เชื่อมประสานจนเป็นเนื้อเดียวกัน
ยิ่งกว่าแฝดสยามอีก
แฝดสยามยังพอแบ่งออกว่าคนไหนเป็นคนไหน ...ไอ้นี่ยิ่งกว่าแฝดสยาม คือมันไป พึ่บ...สมมาตรกันเลย กิเลสกับขันธ์ ขันธ์กับกายใจ สมมาตรกันเลย
ความเป็นเรามันผสมกลืนกันแบบแยกไม่ออกเลย
...ยิ่งทิ้งให้เนิ่นนานไปเท่าไหร่ ปล่อยปละละเลยในศีลสมาธิปัญญาเท่าไหร่
กิเลสมันจะยึดครองแนบแน่นสนิท จนที่เรียกว่าแยกแยะไม่ออกเลย
แม้แต่ทุกวันนี้คนก็ยังแปลความหมายของขันธ์ห้า...คือ "รูป" นี่ยังแปลว่ากายอยู่เลยน่ะ ทั้งที่ชื่อก็ไม่ตรงกันอยู่แล้ว "รูป" กับ "กาย" นี่ ...แต่มันก็ยังบอกว่า...รูปนี่คือกาย
เห็นมั้ยว่าขันธ์ห้านี่
อุปาทานขันธ์นี่มันเป็นเรื่องของจิตปรุงล้วนๆ เลย...ไม่ใช่กายนะ ...จิตจะมาปรุงสร้างกายขึ้นมาใหม่ได้ยังไง
มันจะมาสร้างความรู้สึกของกายให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ยังไง
เช่นว่านั่งแล้วแข็งนี่ สั่งให้มันสิ นึกให้มันนิ่มสิ ...มันยังไม่นิ่มให้อ่ะ ใช่มั้ย จิตมันจะไปปรุงกายได้ยังไง
แต่มันสามารถปรุงรูปของกายขึ้นมาได้...โดยสร้างขันธ์ห้าขึ้นมาใหม่ มันสร้างขันธ์ห้าขึ้นมาโดยแอบอ้างกายใจ ...กิเลสเป็นตัวแอบอ้าง
แล้วสิ่งที่มันแอบอ้าง
กล่าวอ้างนั้นน่ะ ...ด้วยความที่ไม่มีปัญญา ไม่แยบคาย จึงเข้าไปยึดถือเชื่อถือ
อย่างจริงจังมั่นหมาย ในคำแอบอ้างแห่งกิเลสนั้นๆ
รูปแท้ๆ...มันก็บอกว่ากาย ความปรุงแต่งที่เป็นเหมือนกับอากาศธาตุนี่...มันก็บอกว่าจับต้องได้ ...แล้วก็เป็นจริงจังหูตาเหลือกเลยน่ะ
ลองคิดถึงเรื่องอะไรขึ้นมาสิ ที่มันติด
ที่มันข้อง ที่มันมีอารมณ์น่ะ หูตาเหลือกเลย ใช่มั้ย ...นั่นแหละ ขันธ์ห้าที่ไม่มีอยู่จริง
ขันธ์ห้าที่เป็นของว่าง ...ทำไมมันหูตาเหลือกล่ะ
ของไม่มี...มันก็สร้างให้มี ของไม่จริง...มันก็สร้างว่าจริง ของที่ไม่ได้เป็นสุขเป็นทุกข์อะไรเลย...มันก็บอกว่าเป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ในนั้นน่ะ ...เนี่ย กิเลสมันปั่นหัวจนขนาดนี้แล้ว
พอให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริงกายใจปัจจุบัน
ยังอิดออดอีก อ้างนั่นอ้างนี่ ผิดถูกชั่วดี ใช่-ไม่ใช่ ชอบ-ไม่ชอบ ตรง-ไม่ตรง
ยังเอาตำรามาเป็นตัวแอบอ้างอีก ยังเอาคำพูดคนนั้นสำนักนี้มาเป็นตัวแอบอ้างอีก
อิดออดแล้ว อิดออดอีก ราวกับว่าที่ให้เข้ามาอยู่กับกายใจ
รู้จำเพาะแค่กายใจนี่ เหมือนกับจะพามันไปตายซะให้ได้อย่างงั้นน่ะ ...ทั้งที่มันก็ไม่ตาย
แต่มันก็จะสร้างสภาวะว่าเหมือนจะตายซะให้ได้...ในเรา มันจะสร้างสภาวะเหมือนจะเข้ากับคนไม่ได้
เหมือนจะทำให้การงานเสียหาย เหมือนจะทำให้พูดคุยกับผู้คนไม่รู้เรื่อง
เนี่ย เสร็จ ...กิเลสมันขวางกั้นทุกประตูน่ะ
ไม่ให้เล็ดลอดจากเงื้อมมือกูได้ง่ายๆ หรอก ...สุดท้ายก็มานอนตายกับกิเลส
แล้วก็มาเกิดใหม่กับกิเลส …นี่ พันธนาการแห่งมันที่ขวางกั้นมรรคผลนี่
สุดท้ายก็ตายกับกิเลสแล้วก็มาเกิดกับกิเลสใหม่
...ไปไหนรอดล่ะ ก็มาคลุกเคล้าจมปลัก จมแช่อยู่ในสามโลกธาตุ...ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ อยู่อย่างนี้
แล้วก็เดี๋ยวลดขั้น เดี๋ยวเพิ่มขั้น เดี๋ยวตกขั้น
อยู่อย่างนี้ ...ภพและชาติจึงไม่มีคำว่าสิ้นสุด ...กิเลสมันใช้ขันธ์ห้านี่หลอก
มันสร้างขันธ์ห้านี่มาหลอก
คือลำพังอวิชชานี่
มันทำงานด้วยตัวมันเองไม่สำเร็จสมประสงค์หรอก ...มันจะต้องสร้างนามรูปหรือว่าขันธ์ห้านี่มาเป็นตัวหลอก มันจึงจะเกิดผัสสะ สฬายตนะ
ตัณหา อุปาทาน และภพ
ตลอดชาติขึ้นมาได้
เพราะนั้น ถ้ารู้เท่าทันมันซะตั้งแต่เริ่มต้น ...กิเลสมันจะเติบใหญ่เติบโตมั้ยเล่า ขันธ์ห้ามันจะเติบใหญ่
เติบโตแข็งแกร่งขึ้นมั้ยเล่า
มันก็จะเริ่มเห็นความเสื่อมทราม
เสื่อมถอยลงของขันธ์ห้าหรือนามรูปนั่นเอง ว่าเป็นเพียงแค่ สักแต่ว่านามรูป
สักแต่ว่ารูปธรรมนามธรรม ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคล
มันเกิดๆ ดับๆ เหมือนอากาศธาตุ
ไม่มีแม้แต่น้ำหนักหรือมีมวลในตัวมันเองเลย ...ตัวกายที่นั่งนี่ยังมีมวล นะ
มันเป็นธาตุนะ มีอยู่จริง จับต้องได้นะ
ถึงบอกว่ากายใจนี่คือแก่นแท้ของขันธ์ห้า ...เพียงแต่กิเลสมันมาอาศัยกายใจสร้างขันธ์ห้ามาคลุม แล้วก็หลอกให้ทำนู่นทำนี่
มีนั่นมีนี่ เป็นนั่นเป็นนี่ เกิดนั่นมีนี่ สุขนั้นทุกข์นี้
มันเป็นขี้ข้ากิเลสตลอดมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว
…กระทั่งมาภาวนา ก็ยังมาเป็นขี้ข้ากิเลสอยู่อีก...ด้วยวิธีการต่างๆ
นานา ที่ออกนอกเหนือศีลสมาธิปัญญา
กว่าจะกลับตัวกลับใจ กลับกายกลับใจ
ให้มันมาอยู่กับศีลสมาธิปัญญานี่ จนคนสอนคนพูดนี่เหนื่อยจนตายไปแล้วมั้ง
มันยังไม่กลับตัวกลับใจมาได้เลย ...ก็ต้องรอบุคคลที่สองสามมาสอนต่อกันอีก ใช่มั้ย
คืออย่างพระอริยะท่านก้าวข้าม...ท่านก็พ้น
แต่กูไม่ยอมพ้นไปกับท่านน่ะ ...ท่านก็บอกให้พ้นด้วยวิธีการนี้
กูก็จะบอกว่าวิธีการนั้นกูพ้น เออ
สุดท้ายอริยะท่านก็พ้นไป ...ส่วนกูก็มาพัวพันอย่างนี้ อยู่กับวิธีการปฏิบัติแบบ...ตามที่กูว่าเองน่ะ
โดยมีตำรานี่เป็นเครื่องยืนยัน ...เอากับมันสิ
เลยกลายเป็นปีศาจแทะตำรา แทะพระไตรปิฎก ...มันแทะกันจนเว็บล่ม
ล่มกันไปเป็นเว็บๆ ปิดเว็บกันไปหลายเว็บแล้ว มันยังเถียงกันไม่จบในพระไตรปิฎกเลย
ถามว่ามันจะจบที่ไหน เห็นมั้ย
จบที่นี้ จบที่นั่งแล้วรู้ว่านั่ง...ตรงนี้จบ ...เห็นมั้ย ขันธ์ห้าทั้งหมดหยุดหมดเลยน่ะ จิตทั้งหลายทั้งปวงรวมลง
สามัคคีธรรม สามัคคีอยู่ในศีลสมาธิปัญญาที่เดียว...จบเลยน่ะ
ถ้าไม่จบตรงนี้ มันไม่มีที่จบหรอก ...ต่อให้เสิร์ชหาในกูเกิ้ลจนแบตหมด มันยังหาบทสรุปไม่ได้เลย เสิร์ชเข้าไปๆ ขนาดจนหมดหมวดให้ค้นหาแล้วก็ไม่จบ กูก็ยังไม่เชื่อ
เอามั้ยล่ะ
แล้วมันจะหยุดตรงไหน จบได้ตรงไหน ...คือการหยุด พ้นน่ะ หยุดอยู่ที่นี้
เห็นมั้ย แต่ทีนี้ไอ้อำนาจความทะยานอยากมันก็ฮึ่มๆ แบบเหมือนตีนเหยียบคันเร่งแต่กูยังไม่ปล่อยคลัทช์ ใช่มั้ย
แล้วพออดไม่ได้ เผลอปล่อยคลัทช์
รถกระชากออกทันที แน่ะ ...แล้วถ้าเห็นดีเห็นงาม
ก็ปล่อยทั้งคลัทช์แล้วก็สับคันเร่งเป็นเกียร์สองเลย นี่ ไปไกลแล้วนะๆ
เมื่อไหร่จะถอนตีนออกจากคลัทช์แล้วปล่อยให้เครื่องดับล่ะ ...มันมีแต่แค่ดับ แต่เห็นรถข้างๆ ไป ทนไม่ได้ เอ้า กลัวเขาจะนำ แน่ะ ก็สตาร์ทเครื่องใหม่ ...เนี่ย
ไปดูเอาแล้วกันว่าวิถีแห่งพวกเราคือวิถีนี้
มันไม่กล้าที่จะดับเครื่อง
ไม่มีว่าดับเครื่องชนนะ ...ถ้าดับเครื่องแล้วทุกอย่างจะมาชน เอามั้ยล่ะ
ลองให้ดับเครื่องนี่ ทุกอย่างจะมาชนเลย เพราะขวางทางตีนกู
เจอ...มันจะต้องเจอ
พอเจออย่างนี้มันจะทำยังไง มันจะติดเครื่องแล้วหนี
หรือว่าแซงให้ไปนำหน้าแล้วมันตามไม่ถึง นั่นแหละวิถีการแก้ทุกข์ในโลก
แต่ถ้าดับเครื่องแล้วถูกชน
ไม่ใช่ดับเครื่องแล้วชนเขานี่ ...ที่ปล่อยให้เขาชนทำไม ก็ชนจนกว่าไม่มีตัวถังรถ...คือที่ตั้งแห่งเราน่ะ ที่ตั้งแห่งขันธ์ห้า
จุดเกิดขึ้นของขันธ์ห้ามารองรับอารมณ์น่ะ
มันจะต้องถูกกระแทกชนอยู่จนสลายไปซึ่งขันธ์ห้าด้วยปัญญาน่ะ
ว่า...เออ ไอ้ที่เป็นสุขเป็นทุกข์ขึ้นมาเพราะถูกกระทำหรือมันกระทำต่อเราซ้ำๆ ซากๆ นี่
เพราะมีจิตน่ะไปสร้างขันธ์ห้ามารองรับ
นี่ กว่าจะถึงจุดนั้นน่ะ ...ไม่มีรถให้ใครชนแล้ว
ขันธ์ห้ามันสลายซะแล้ว ที่ตั้งแห่งเราในขันธ์ห้ามันไม่มีที่ตั้ง
ไม่มีรังให้เราอาศัยแล้ว
ยังคงเหลือแต่กายใจเป็นอยู่ไปตามอัตภาพ...รอวันแตกดับ แล้วก็หมดภาระในโลกโดยสมบูรณ์ ตายไปพร้อมกับศีลสมาธิปัญญาโดยสมบูรณ์
เห็นมั้ย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรให้ยากเลย ...เราไปทำให้มันยุ่งยากกันไปเองหรือเปล่า
ทั้งพิธีการ ทั้งพิธีกรรม ทั้งรูปแบบ
ทั้งเครื่องอนุเคราะห์ จนมันยุ่งเหยิงวกวนไปหมด
ขึ้นลงสำนักนั้นสำนักนี้จนบันไดไม่แห้ง เหมือนกับเสิร์ชในกูเกิ้ล ...มันจะจบมั้ยนั่น
แต่ถ้าบอกว่าบทสรุปมันอยู่ที่นี้
บทสรุปมันอยู่ที่ศีลสมาธิปัญญานี่
แล้วทำความรู้ทำความเข้าใจว่าศีลสมาธิปัญญาคืออะไรแล้วนี่ ต้องหยุดที่นี้
ต้องหยุดด้วยศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น อย่างเดียว
ไม่มีอะไรเลยที่จะมาหยุดจิตได้ มีอำนาจเหนือจิตได้
อำนาจที่จะออกจากพลังแห่งจิตที่มันทะยานอยากได้ นอกจากศีลสมาธิปัญญาตัวเดียวเท่านั้น
ใครอย่ามาอวดดีอวดเก่งว่าภาวนานอกศีลสมาธิปัญญา
แล้วจะเอาชนะจิตได้ เอาชนะความปรุงแต่งได้...ไม่มีๆ ...ถ้ามีก็ศาสนาอื่น
ไปนับถือพระเจ้า พระศิวะไป
หรือจะว่ามีอำนาจอะไรดลบันดาล...ไม่มี ...พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่ามีอำนาจอะไรมาดลบันดาลได้
นอกจากอำนาจในศีลสมาธิปัญญาเพียงอย่างเดียว
ถ่ายเดียวเท่านั้นที่จะชนะอำนาจแห่งความปรุงแต่ง คือกิเลสน้อยใหญ่ คือภพน้อยใหญ่
คือขันธ์ไกลขันธ์ใกล้ ขันธ์หยาบ ขันธ์ละเอียด
ถ้าไม่มีขันธ์ห้าแล้ว
ไม่มีที่ตั้งแห่งขันธ์ ไม่มีที่ตั้งแห่งเราในขันธ์ห้าแล้วนี่...จบ จบ
กิเลสไม่รู้จะไปเกิดที่ไหน ไม่รู้จะอาศัยอะไรเป็นเรา ...ก็อยู่แค่กายใจนี่
ไม่รู้จะอาศัยกายใจเป็นเราตรงไหนน่ะ บอกให้เลย
แต่ถ้าจิตออกมานอกกายใจปัจจุบันจริงๆ ...แค่บอกว่ามีขา ปึ้บนี่ มีเราในขาเลย เอาดิ ...กระทั่งกายปัจจุบันนี่ แค่บอกว่ากำลังนั่งนี่...มี
“เรา” ใน “นั่ง” เลย เอาดิ ขันธ์ห้านี่
แม้กระทั่งปัจจุบัน มันยังชิง
ช่วงชิงผลประโยชน์ไปต่อหน้าต่อตาเลยน่ะ แค่จิตบอก ...ทั้งๆ ที่กำลังรู้สึกว่านั่ง
แล้วมีบอกว่า “กำลังนั่ง” อยู่นี่...ใน “กำลังนั่ง” นั่นน่ะมี "เรา" อยู่เลย
กิเลสมันหน้าด้านขนาดต่อหน้าต่อตาตรงนี้ มันก็ยังเอาไปกินเลยว่าเป็นเรา ...เห็นมั้ยว่ามันออกนอกกายที่เป็นเนื้อแท้ธรรมแท้ศีลแท้
ศีลอันบริสุทธิ์เมื่อไหร่ ปึ๊บนี่...มันคอยดักไว้เลย ครอบเลย
เพราะนั้นการละกิเลส การเพิกถอนกิเลส ...ไม่ใช่ของล้อเล่น ไม่ใช่ของง่ายๆ นะ
ที่พูด...ไม่ได้พูดเพื่อให้เกิดความท้อถอย แต่พูดเพื่อให้เห็นว่า...ไอ้ความพยายาม
ความเพียรของพวกเรา...แค่นี้เหรอ ที่จะก้าวข้ามหรือว่าพ้นจากกิเลส
อำนาจความยื้อยุดของกิเลสได้
เพราะแค่ขณะนั่งเฉยๆ
มันยังคิดนึกปรุงแต่งแล้วบอกว่าเรากำลังนั่ง แค่เนี้ย กิเลสครอบงำหมดแล้วนี่
กว่าที่มันจะลบล้างเพิกถอน
จนเหลือกายใจ กายที่เป็นแค่จุดๆ ดอกๆ ดวงๆ เงียบๆ ...เออ แทบตาย ตรงนั้นน่ะ
อยู่กับกายใจโดยที่ว่าปราศจากขันธ์ห้าครอบงำ ปราศจากกิเลสครอบงำ
แต่ถึงจุดนั้นแล้วยังรักษาอยู่ไม่ได้เลยน่ะ
...ปึ้บ ได้ช่อง “เหนื่อยแล้ว” ...เสร็จ แค่บอกว่าเหนื่อยแล้ว พอแล้ว นี่ พรึ่บเลย
จิตนี่พรึ่บคลุมเลย ...เออ เอากับมันสิ
การละกิเลสจึงเรียกว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก
ไม่ใช่ละกันแต่ปาก หรือท่าทางภายนอก ...มันลึกซึ้งกว่านั้นเยอะ
ไอ้แค่รู้ตัวๆ รู้ตัวนี่
มันมีความลึกซึ้งอยู่ในคำว่า “รู้ตัว” นี่มากมายเลยน่ะ ...รู้ตัวขนาดไหนที่ว่าไม่มีกิเลสใดกิเลสหนึ่งมาจับได้
ถึงเมื่อใดที่มันเข้าไปถึงจุดตรงนั้น
เห็นตรงนั้นอย่างชัดเจน แล้วก็บ่อยครั้งเมื่อไหร่น่ะ ความแจ่มแจ้งหรือความกระจ่าง
มันจะค่อยๆ บังเกิดขึ้นเป็นปัจจัตตังว่า...ศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงอยู่ไหน
และแค่ไหน ระดับไหน ที่ศีลสมาธิปัญญาระดับไหน
ที่เรียกว่ากิเลสเกิดไม่ได้ ขันธ์ห้าเกิดไม่ได้ หรือแม้กระทั่งขันธ์ห้าเกิดไม่ได้ยังไม่พอนะ ...ขันธ์ห้ายังทรงอยู่ไม่ได้ในปัจจุบันน่ะ
(ต่อแทร็ก 16/14)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น