พระอาจารย์
16/7 (570829A)
29 สิงหาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 16/7 ช่วง 1
พระอาจารย์ – มันก็ต้องอาศัยความเพียรน่ะ
มันก็ต้องเอาล่อเอาเถิด ...ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่าชำระกิเลส ชำระกายให้บริสุทธิ์
ชำระศีลให้บริสุทธิ์
เมื่อชำระศีลได้บริสุทธิ์
ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่รู้จักว่าศีลบริสุทธิ์อยู่ตรงไหน กายบริสุทธิ์คืออะไร มันก็ไม่รู้ว่าจะชำระยังไง ...แต่เมื่อชำระ รู้ว่าการจะชำระจิต กาย ให้บริสุทธิ์นี่ ชำระยังไง
เมื่อรู้แล้ว เห็นกายอันบริสุทธิ์แล้ว
แม้จะเห็นได้แวบหนึ่งขณะหนึ่ง หรือว่าช่วงหนึ่ง พีเรียดหนึ่งก็ตามนี่ ขั้นตอนต่อไปคือทรง...ทรงกายอันบริสุทธิ์นี้ไว้ เรียกว่าทรงศีลอันบริสุทธิ์ ...จะต้องทรง
ทีนี้พอมันทรงปุ๊บนี่
พอมันมีอะไรแปลกปลอม หรือจะมาปนเปื้อน หรือจะมาแอบอิง
หรือจะมาว่ากล่าวแอบอ้างให้ค่าให้ภาษาอะไรขึ้นมานี่ ...มันก็จะเห็นเป็นสองส่วนโดยทันที
พอมันเห็นเป็นสองส่วนทันที
แล้วเห็นบ่อยๆ นี่ ...อำนาจของศีลสมาธิปัญญา มันจะทำให้กิเลสนี่ สภาวะพวกนี้ที่เรียกว่ากิเลสรุมล้อม
รูปนามที่จิตมันสร้างขึ้นมานี่ ...มันจะห่างๆ
พอมันห่างไปเรื่อยๆ นี่ เรียกว่าอะไร ...ผู้นั้นเรียกว่าเป็นผู้ที่ห่างไกลกิเลส เพราะว่าดำรงแต่กายบริสุทธิ์
และก็ใจอันบริสุทธิ์ สองส่วน …ทีนี้
ถามว่านามขันธ์มันจะเกิดได้ไหม
ผู้ถาม – มันก็มีอยู่เฉยๆ
แยกอยู่ต่างหาก
พระอาจารย์ – มันก็วนเวียนๆ
อยู่อย่างนี้ ...แต่มันไม่สามารถจะเข้ามากลมกลืน
หรือว่าเป็นเนื้อเดียวใจเดียวกับกายใจได้ ...มันถูกคัดกรองออกด้วยปัญญาญาณ
แล้วมันก็เห็นว่า ต่อไปนี่
เมื่อเราไม่ได้ให้ค่าให้ความสำคัญกับพวกนี้ รูปนามพวกนี้ ...ผลมันเป็นยังไง
ผู้ถาม – มันจะเหี่ยวไปเอง
พระอาจารย์ – เออ จนมันว่างหายไป
เข้าใจมั้ย พอมันว่างหายไป ปุ๊บเนี่ย
กายใจอันบริสุทธิ์นี่มันจะโดดเด่น มันจะเหลือโดดเด่นขึ้นมา ...ไม่ต้องพึ่งนาม
ไม่ต้องอาศัยนามเลย
ทั้งรูปนามที่จิตสร้าง
ทั้งนามขันธ์ที่จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ห้าก็ตาม
มันไม่จำเป็นจะต้องมีนามขันธ์เลย ...แล้วไม่ต้องไปหยิบยกนามขันธ์มาพิจารณาด้วย
ผู้ถาม – ครับ
เมื่อก่อนมันไม่ได้จำอยู่แล้วครับ
พระอาจารย์ – เออ ควบคุมจิตอย่างเดียว ...เพราะว่าจิตนี่มันเป็นทางเข้าออกของกิเลส
และกิเลสน่ะ มันจะเกิดเรื่องได้
เกิดภพได้นี่ มันต้องอาศัย สร้าง หรือมันเกาะนามขันธ์ขึ้นมา ...ถ้าไม่มีนามขันธ์
มันจะสร้างภพไม่ได้
แต่ถ้าเรายังปล่อยให้มันเป็นความจำ
เป็นภาษา เป็นอะไรออกมา นี่ ความจำนั้นคือสัญญา
ผู้ถาม – มันผ่านเวทนากับสัญญาครับอาจารย์
พระอาจารย์ – นั่นแหละคือกิเลสออกมาทางนี้ ...แล้วมันก็อาศัยขันธ์นี่เป็นที่เกาะเกี่ยว สร้างรูปภพ
นามภพ อรูปภพ สุขข้างหน้า-ทุกข์ข้างหน้า สุขข้างหลัง-ทุกข์ข้างหลังขึ้นมาโดยตลอด
แต่ถ้ารักษาจิตหนึ่งไว้
แล้วก็รักษากายอันบริสุทธิ์ไว้ ...นามขันธ์เกิดไม่ได้ พร้อมกับกิเลสเกิดไม่ได้
เพราะนั้นมันเปรียบ กายกับใจ
กายกับรู้ ศีลกับสมาธินี่ เหมือนเราสร้างเขื่อนทดน้ำที่มันหลั่งออกมา
ภายในนี่มันหลั่งออกมา...เป็นกิเลสที่หลั่งไหลออกมา ...คือจิตปรุงแต่งนั่นแหละ
แล้วกำลังของศีลสมาธิปัญญาแค่นี้ แต่กิเลสมันขนาดนั้น
...ถามว่ามันกันได้ไหม
ก็ไม่ได้ ยังไงมันก็ต้องล้นออกใช่ไหม ...แล้วถ้ามันออกจนเรียกว่าล้มละลายในศีลสมาธิปัญญาเลย
มันก็ถึงว่าเนืองนองไปท่วมท้นไร่นาสาโท ผู้คนสัตว์เดือดร้อน
แต่ถ้ายังมีรากฐานอยู่ รู้อยู่ ...คือท่วมก็ท่วมไป ศีลยังมีอยู่ สมาธิยังมีอยู่ ไม่หาย ...แล้วยังไง ...หน้าที่ของเราคือต้องสร้างทำนบขึ้นมาเรื่อยๆ นี่คือไม่หนีไม่ถอยจากกายใจนี้
มันก็เหมือนกับการสะสมเพิ่มพูนกำลัง
มันก็สะสม กำลังมันก็หนาแน่นขึ้น แข็งแรงขึ้น มันก็สูงกว่าๆ กิเลส ...กิเลสมีเท่าไหนล่ะ
ทีนี้มันก็ท่วมไม่ได้ มันท่วมไม่ออก แล้วก็ไม่พังด้วย
เพราะมันแข็งแรงนี่
ศีลสมาธิมันแข็งแกร่งนี่ ...กิเลสมันก็อัดอั้นตันใจอยู่ข้างในนี่ มันจะออก มันจะปรุง มันจะไปว่าอะไรนี่ ...มันก็ออกไม่ได้
แล้วไงล่ะ ...ไม่ไงหรอก
ถ้ามันไม่แตกออกไป มันอยู่อย่างนี้ มันจะไปไหน ...คือหนึ่ง...ระเหิด สอง...ละลาย สาม...ซึมหายไป ที่ไหนก็ไม่รู้ ...จนมันแห้งเหี่ยวหาย เหือดแห้งหายไป
เพราะมันออกไปทำคุณทำโทษให้ใครไม่ได้
แล้วเราก็ไม่กอบโกยเอามันเข้ามา เข้าใจมั้ย ...มันก็มีอยู่ขณะนั้น มันออกไปแค่นี้
มันก็แห้งเหี่ยวอยู่ภายในนั่น ขอให้ศีลสมาธิแข็งแกร่งอยู่อย่างนี้
ส่วนไอ้ระหว่างที่มันไม่แข็งแกร่ง
แล้วนี่มันท่วมท้นลงไป นี่ตรงนี้...คือต้องเรียนรู้ๆ
ผู้ถาม – ตรงนี้ยาก
พระอาจารย์ – เรียนรู้กับมันตรงนี้
แล้วระหว่างที่เดิน มันไม่สามารถคงกายบริสุทธิ์ คงใจบริสุทธิ์ได้ใช่มั้ย มันมีความคิดวนเวียนๆ แล้วเดี๋ยวก็เข้า เดี๋ยวก็ออกๆ
เนี่ย เรียนรู้กับมัน ...แล้วก็กลับมาอยู่ที่เดิม ...กลับมาอยู่ที่เดิมนี่คือสร้างฐาน
ผู้ถาม – เป็นช่วงสั้นๆ เองอาจารย์
ที่มันกลับมาได้จริงๆ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ ถ้าไม่ท้อถอยในการภาวนาอยู่ในที่อันเดียว ไม่ไปเปลี่ยนที่อื่น ไม่ไปใช้อุบายอื่น
ไม่ไปหยิบนั่นมาดู ไปหยิบนี่มาพิจารณา
ศีลสมาธิมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นในตัวของมันเอง
มันก็จะทานอำนาจจิตปรุงแต่ง ...ต่อให้มันว่า นี่เป็นปวดมาก นี่เป็นปวดน้อย ก็ไม่ฟัง
เพราะมันก็คืออย่างนี้ แค่นี้ ไม่มีความหมาย
นี่เขาเรียกว่าแน่วแน่...แน่วแน่ต่อศีล
แน่วแน่ต่อสมาธิ ตั้งมั่น ...เดี๋ยวมันก็เมื่อยปากของมันเอง
ผู้ถาม – ครับ มันก็เงียบไป
พระอาจารย์ – มันก็เงียบ
เงียบเป็นพักๆ ไป เข้าใจมั้ย ...เดี๋ยวพอศีลสมาธิปัญญาอ่อนตัว
หรือว่าความตั้งใจใส่ใจต่อศีลสมาธิปัญญาอ่อนตัว มันก็เริ่มใหม่
ผู้ถาม – มันก็ดังขึ้นอีก
พระอาจารย์ – มันก็เริ่มโวยวายๆ
ขึ้นมาอีกแล้ว
ผู้ถาม – มันรู้เวลาครับ เราตั้งว่า ๑
ชั่วโมง พออีกห้านาทีจะครบชั่วโมง มันก็จะมา ตามคิว ให้เราดีใจ
พระอาจารย์ – ความเคยชิน มันใช้กิเลสอยู่ตลอดเวลา
ใช้จิตอยู่ตลอดเวลา ...เราถึงบอกว่า ไม่สนับสนุนให้ดูจิตเลย เข้าใจมั้ย ต้องหัก...ต้องหักต้องถอนเลย ถอนกลับมาที่นี้เลย
อย่าไปเปิดช่องให้มัน
อย่าไปคิดว่ามันจะเกิดปัญญาด้วยการเข้าใจอะไรในมัน ...มันไม่มีอะไรหรอก มันหลอก
เข้าใจว่ามันหลอกมั้ย
ผู้ถาม – ส่วนใหญ่ ผมก็ดูกายเป็นหลัก
พระอาจารย์ – ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ต้องหมดเลย ...เพราะจิตนี่คือตัวหลอกหมดเลย
เพราะกิเลสมันอาศัยจิตนะ ...บอกแล้วไง กิเลสนี่อาศัยกายไม่ได้นะ
มันใช้กายไปเป็นประโยชน์กับมันไม่ได้นะ
มันใช้กายเป็นสุขเป็นทุกข์กับมันไม่ได้นะ ...แต่มันจะใช้กายโดยอาศัยผ่านรูป
มันสร้างรูป อุปาทานรูป หรือว่ากายสังขารขึ้นมา
แล้วมันก็อาศัยตัวนั้นน่ะแหละ
เป็นตัวชี้บงการให้การกระทำ ให้กายนี่จะต้องอยู่ใต้อำนาจของมัน
ด้วยการเปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนไปมา ...แล้วมันก็จะได้สุขได้ทุกข์
มันก็เลยเข้าไปเหมาเลยว่ากายนี้เป็นของเรา
…จริงๆ น่ะมันแค่สร้างรูปขึ้นมา แล้วก็หลอก...หลอกให้ทำตามที่มันจะปรุงแต่งรูปยังไงขึ้นมา แล้วก็เอานามเข้ามากำกับ
ก็เอาสมมุติบัญญัตินี่มาทำให้เกิดความจริงตามประสามันน่ะ
เนี่ย มันล่อหลอกอย่างเนี้ย ตลอดวันตลอดคืน ทุกเวลานาที ทุกภพทุกชาติไป
แล้วก็อยู่ใต้อำนาจความปรุงแต่งของจิต
ผู้ถาม – อย่างช่วงเวลาที่เห็นรูปชัดๆ
แล้วก็เวทนาชัดๆ แยกจากกัน มันก็จะเกิดความว่างมาแทรก
...ช่วงนี้นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วครับ แต่ก็ชำนาญมากขึ้น
อาจารย์บอกว่าให้อย่าเข้าไป
พระอาจารย์ – ตั้งกายขึ้นมาใหม่
ต้องทวนกลับแล้ว
ผู้ถาม – พอกายมันชักเบลอ เลือน หาย ผิวหนังมันจะจางหายไปแล้วครับ
มันจะเหลือแต่ว่างเปล่า ...ก็ต้องรวบเข้ามาใหม่หรือ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ
ท่านเรียกว่าอนุโลม-ปฏิโลม ทำหยาบขึ้นมาอีก
ผู้ถาม – ทำหยาบขึ้นมาใหม่
ให้มันรู้สึกขึ้นมาใหม่
พระอาจารย์ – จริงๆ กายไม่เคยหายนะ
ผู้ถาม – เข้าใจอาจารย์ ผมรู้ ...แต่ใจมันเริ่มถอย
พระอาจารย์ – บอกแล้วไงว่าอารมณ์นี่มันมากลบ มันมาสร้าง
ผู้ถาม – โมหะ เหมือนมันหลอกเข้ามา
พระอาจารย์ – จิต...เมื่อมันออกมา
มันจะสร้างอารมณ์มากลบ แล้วมันจะสร้างอารมณ์ที่มันละเอียดๆ ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ
ผู้ถาม – คือพวกสังขาร เวทนา
พวกนั้นหลอกไม่ได้ สัญญาไม่มาหลอก ...เหลือแต่โมหะมันมาหลอกคลุมสภาวะไว้
พระอาจารย์ – พอปัญญาไม่เท่าทัน
ก็กระโดดเข้าไปมีไปเป็น
ผู้ถาม – แต่ตอนนี้มันชิน มันรู้แล้วว่ามุมนี้มันกำลังจะหลอก
มุมนี้อีกแล้ว
พระอาจารย์ – รีบละ
รีบออกจากอารมณ์เลย ว่างก็ไม่เอา ...อารมณ์ มันเป็นแค่อารมณ์ ...ยังไงก็ได้ให้กายนี้ไม่หาย ถ้ากายไม่หาย รู้จะไม่หายเลย มันเป็นของคู่กัน
กายกับรู้นี่ กายกับใจ
แล้วทีนี้พออยู่ท่ามกลางกายใจแล้ว อยู่ระหว่างกายใจแล้วนี่
มันไม่มีอะไรหรอก ...นามขันธ์ก็ไม่มี โลกก็ไม่มี สามโลกธาตุก็ไม่มี
มีแต่กายกับใจอยู่สองสิ่ง สิ่งที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้อยู่แค่เนี้ย ...แล้วอยู่ในสถานะที่เป็น...อฐานะ
กายใจตรงนั้นน่ะ
ตรงท่ามกลางศีลสมาธิปัญญาที่พรักพร้อมนี่ ...กายก็จะตั้งอยู่ในสภาพที่เรียกว่าอฐานะ
ใจก็เป็นอฐานะ เป็นอฐานะรูป อฐานะนาม...ของมัน ไม่มีสภาวะเป็นใครของใครเลย
ผู้ถาม – อ๋อ
มันไม่ได้บัญญัติอะไรอยู่แล้ว
พระอาจารย์ – ตัวมันก็ไม่ได้มีความหมายในตัวมันเองเลย มันตั้งอยู่โดยความเป็นอฐานะ
คือไม่มีสถานะในตัวมันเอง
เพราะนั้นถ้าจะไปแบ่งจิตแบ่งใจหรือว่าไปลังเลไขว้เขวอยู่ว่า
ดูกาย-ดูจิตๆๆ หมายความว่า ยังไปปล่อยให้จิตนี่มันดำเนินหน้าที่การงานของมัน
แล้วหน้าที่การงานของจิตคืออะไร ...คือสร้างกิเลสนะ
เข้าใจมั้ย ...แล้วจะไปดูมันทำไม
ผู้ถาม – ปกติก็ไม่ค่อยดูอยู่แล้ว แต่มันแวบไปแวบมา
... ก็ต้องทรง
พระอาจารย์ – คือเราจะต้องชัดเจน...ต้องชัดเจนให้มากเลยว่า จิตไม่เอา ...ขึ้นชื่อว่าจิต เราเรียกว่าจิตกิเลสหมด
กายไม่เคยสร้างกิเลสเลย ใจนี่ไม่เคยสร้างกิเลสเลย ที่นี้...ไม่มีกิเลสจับต้องได้เลย...สองอย่าง
จะอะไรที่มันออกเกินมาจากนี้
เป็นที่สร้างของกิเลสหมดเลย …เพราะนั้นตัวที่พาออกมา
ตัวที่ชักนำออกมาคือตัวอะไร
ผู้ถาม – จิต
พระอาจารย์ – เออ อวิชชามันปัจจยาอะไร...สังขารา แล้วสังขารามันปัจจยาอะไร...วิญญาณ วิญญาณมาปัจจยาอะไร
ผู้ถาม – นามรูป
พระอาจารย์ – มันมาตายตรงเนี้ย
เข้าใจมั้ย มันมาตายตรงนามรูปเนี่ย พอปรุงต่อมาถึงนามรูปนี่ แยกไม่ออกแล้ว...ไม่แยกแล้ว ...จริงจังหมดในนามรูปนี้เลย
พอนามรูปมาปั๊บนี่ มาแล้วสฬายตนะ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ-ชาติ ...แล้วสุดท้ายมันไปลงที่ไหน ...เริ่มต้นคือจิตใช่มั้ย
แล้วลงท้ายคืออะไร
ผู้ถาม – ทุกข์
พระอาจารย์ – มันลงท้ายด้วย “นิพพาน” มั้ย
ผู้ถาม – ไม่ใช่ครับ (หัวเราะ)
พระอาจารย์ – เออ มันจะลงนิพพานมั้ย...ไม่ลงนะ ...นี่คือปัจจยาการสายเกิดนะ
แต่ตัวศีลสมาธิปัญญานี่..รู้ ...อวิชชากับวิชชา มันอยู่ตรงนั้นเลย ตรงนี้คือปัจจยาการสายดับ ...ถ้าอยู่ตรงนี้ทุกอย่างดับหมด
เห็นมั้ย ตัวจิตสังขารไม่ออกมานี่ ปัจจยาการดับแม้กระทั่งนามรูปไปเลย
แต่ถ้าเรายังไปบอกว่า ดูกายก็ได้
ดูจิตก็ได้ ...หมายความว่ายังให้ความสำคัญกับมันอยู่ ยังให้ความสำคัญกับกิเลสอยู่
ยังให้ความสำคัญกับสภาวะที่จิตสร้างอยู่
ไม่ว่าสภาวะไหนน่ะ สภาวธรรม สภาวะโลก
มันก็สร้างมาจากสภาวะจิตน่ะ
แต่ถ้าเราไม่ให้ค่าไม่ให้ความสำคัญกับมันเลย
มันจะสร้างก็สร้างไปสิ คือไม่เหลือบแลมันเลย ...นี่
มันจะต้องมีที่มั่นที่ตั้งอย่างแข็งแรงอย่างยิ่งน่ะ
แล้วมันจะต้องมีศรัทธามั่นคงแน่วแน่อยู่ในศีลสมาธิอย่างยิ่งนะ... แล้วต้องเป็นศีลสมาธิที่แท้จริงด้วย ไม่ใช่ศีลเลื่อนๆ ลอยๆ
ไม่ใช่ศีลห้าศีลแปดศีลสิบอะไร
นี่ก็ยังทะเลาะกันไม่เลิกนี่
ร้อยห้าสิบข้อนี่ บ้ารึเปล่าเนี่ย แค่ศีลมันยังจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว กี่สำนักล่ะ
ก็ยังมาทะเลาะกันไม่เลิกน่ะ จะเอาถูกเอาผิดกัน
เขาเรียกว่าลบหลู่ล่วงเกินพระธรรมพระสงฆ์อยู่ตลอดเวลา
ไม่รู้ว่าเอาเวลาไปทำอะไรกัน
(ต่อแทร็ก 16/8)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น