พระอาจารย์
16/6 (570815F)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ต่อให้มาฟังธรรมเราอีกร้อยครั้ง
จนเราไม่นั่งแสดงธรรม คือนอนแสดงธรรมแล้วก็ตาม เราก็จะพูดว่า...นี้ กายอยู่นี้ ศีลอยู่นี้ ...มัวแต่ไปไหนกันอยู่
ไม่ต้องกลัวว่าจะได้ฟังธรรมบทใหม่ ...ถึงไม่ได้นั่งแสดงธรรม นอนแสดงธรรม
ก็จะพูดแต่เรื่องนี้ จะไม่พูดสภาวธรรมอื่นเลย ที่เกิดจากจิต ...แล้วจะไม่สนับสนุนเลย
ที่จะให้ไปหาสภาวธรรมในจิต
ส่วนใครจะว่ายังไง พูดยังไง สอนยังไง เราก็จะยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียว จนเป็นกระต่ายไม่มีขา ...ว่าอยู่ตรงนี้เท่านั้น
ไม่ให้จิตไปอยู่ที่อื่น ตลอดจนถึงว่าไม่ให้จิตมันเกิดขึ้นมาได้เลย
ไอ้ตรงที่จิตเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย
นั่นน่ะคือห่วงโซ่ห่วงแรกแห่งปฏิจจสมุปบาท ...เพราะนั้นในระดับพวกเรานี่...ก็ทำได้บ้าง
ไม่ได้บ้าง หรือทำได้แต่ว่าไอ้ห่วงโซ่ข้างหลังยังมีอยู่
เช่น ก็รู้อยู่ว่ามีตัว รู้อยู่ว่ากำลังนั่ง...แต่ความคิดก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ หรืออารมณ์ที่เป็นความพอใจ ไม่พอใจ หงุดหงิด ไม่สบายใจ
ก็ยังคงค้างเติ่งอยู่อย่างนี้
ทั้งๆ ที่ว่า...รู้นะว่านั่ง
รู้ถึงความรู้สึกในการนั่งอยู่ ก็เรียกว่ารู้จริงๆ นะ แต่มันก็ยังมี ...นี่ เห็นมั้ย
มันยังมีสายโยงใยที่สืบเนื่องกันอยู่ กิเลสยังสืบเนื่องออกมาได้
มันยังไม่เป็นเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ว่า...ละที่ห่วงโซ่ข้อแรก...แล้วห่วงโซ่ทั้งหลายนี่หลุดขาดโดยสิ้นเชิง
...นี่ ถ้าไม่ได้ศีลสมาธิปัญญาอย่างเต็มที่จริงๆ
ที่พูดนี่คือพูดเพื่อให้เข้าใจสภาพศีลสมาธิปัญญาที่ระหว่างดำเนิน
กำลังดำเนินอยู่ ในแต่ละบุคคลนี้ ...มันจะได้ไม่ลังเลสงสัยว่า...เอ๊ะ ก็ดำเนินศีลสมาธิปัญญานี่
ก็รู้ตัวแล้วทำไมมันยังมีกิเลสอยู่วะ
ยังมีอารมณ์ ทำไมไม่หายไปไหนเลย ความอยากก็ยังมีอยู่อย่างนั้น
ความเป็นรูปลักษณ์บุคคลที่ในความคิดก็ยังมีอยู่เลย
ไม่ผิดหรอก อย่าไปสงสัย ...เพราะอะไร ...เพราะศีลสมาธิปัญญามันยังอ่อน
ยังไร้เดียงสาอยู่
เพราะนั้น เมื่ออยู่ในภาวะที่ศีลสมาธิปัญญายังอ่อนแอไร้เดียงสาอยู่
หมายความว่ากิเลสก็ยังเหยียบย่ำอยู่ตรงทีนั้น ...จึงมีทั้งศีลสมาธิปัญญา
จึงมีทั้งอารมณ์...คล้ายๆ ว่าอยู่ในที่เดียวกัน
ก็อย่าไปมะงุมมะงาหราหาวิธีการแก้
หาวิธีการทำ หาวิธีการปฏิบัติอื่นขึ้นมาใหม่...ซึ่งว่าจะดีกว่านี้ดั่งใจเราปรารถนา ...นี่มันดีดั่งใจ "เรา" ปรารถนานะ
ไม่ได้ดีโดยศีลสมาธิปัญญานะ
หรือว่าดั่งใจเขา ...เออ
มันไม่มีเราแล้วยังมีดั่งใจเขาด้วยนะ เพราะเขาบอกมาว่าเธอทำผิด เธอจึงมีอาการนี้ ...นี่ก็จะเริ่มดั่งใจเขาแล้ว
ไม่ดั่งศีลสมาธิปัญญาเป็นไป
แต่ถ้ายืนหยัดเป็นตายขายขาดอยู่กับศีลสมาธิปัญญาแล้วไซร้ ...เอาเหอะ เอาให้ถึง เอาให้ถึงที่สุด ...เป็นผู้มีความอดทน นี่ก็เป็นมงคล
เป็นตบะแผดเผากิเลสอย่างหนึ่ง
อดทนไว้ อดทนที่จะใช้อยู่คู่กันกับศีลสมาธิปัญญา …ถึงจะมีอารมณ์อยู่ตรงนั้น แล้วดูเหมือนมันไม่ลดราวาศอกให้เลยก็ตาม
คือมันจะเอาอารมณ์ มันจะเอาแต่อารมณ์ มันจะเอาตามอารมณ์ มันจะเอาๆ
มันจะเอาอยู่ตลอดอย่างนั้นแหละ ...ก็อดทน พากเพียร เป็นขันติแผดเผา
ต้านทานไว้...ด้วยอำนาจแห่งศีลสมาธิปัญญา ...แม้แต่จะเล็กน้อยขนาดไหน เป็นได้แค่ชั่วขณะหนึ่ง
เป็นได้แค่ขณะหนึ่ง เป็นได้แค่แป๊บหนึ่งก็เอาไม่อยู่อีกแล้วก็ตาม
ก็อย่าทอดธุระในศีลสมาธิปัญญา ...ทำไปเถอะ แล้วพวกเราจะรู้จักเองว่า รอดพ้นมาจากปากเหยี่ยวปากกาได้ยังไงวะกูนี่ ...ก็ด้วยศีลสมาธิปัญญานั่นแหละ
นั่นแหละ เสียแขนบ้าง เสียขาบ้าง
ก็ตอนนั้นแหละ ...เจ็บนะ เสียแขนเสียขาแห่งเรานี่ เจ็บนะ ...เสียแล้วก็ดี อย่าไปต่อเติมให้มันมีแขนมีขาขึ้นมาใหม่แล้วกัน ...ลดหน้าลดตา
ลดตัวลดตนของเราไปเรื่อยๆ
แต่มันก็อดไม่ได้น่ะที่มันจะไปเติมแขนเติมขาเมื่อเวลาเผลอเพลิน
...ก็ต้องเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกองกายกองรู้อยู่อย่างนี้ คือดำเนินศีลสมาธิปัญญาอยู่อย่างนี้
อย่าท้อถอยในการปฏิบัติ
คืบคลานไปบนเส้นทางแห่งศีลสมาธิปัญญานี้แหละ เป็นทางอันประเสริฐ ...ประเสริฐกว่าทางแห่งจิตที่ชี้นำ ประเสริฐกว่าทางที่อารมณ์เป็นตัวชี้นำ
อันนั้นน่ะเขาเรียกว่าทางหายนะ
ทางไปเกิดในสามโลกธาตุ ทางหมุนวนอยู่ในขันธ์อนาคตต่อไปในภายภาคหน้า
ก็ตัดช่องทางการเกิดของมันซะ ...คือจิตที่คิดนึกปรุงแต่ง นี่แหละคือช่องทางในการเกิด...ที่สามารถตัดได้ทุกคนไป แล้วก็สามารถทำได้ด้วย...ตามกำลังของศีลสมาธิปัญญา
แค่ดำรงคงความรู้ตัวไว้
ท่ามกลางความคิด ท่ามกลางอารมณ์ ...นั้นน่ะมันลดทอนแล้วในภพและชาติ
แม้ไม่เรียกว่าตัดภพและชาติ
หรือว่าหยุดจิต หยุดคิด หยุดอารมณ์ได้โดยทันควันก็ตาม ...แต่ถือว่ามันเป็นการลดทอนภพและชาติลงแล้ว
จนกว่าเราจะสร้างศีลสมาธิปัญญาให้เป็นเหมือนกำแพงที่แข็งแกร่งน่ะ ...ป้องกันจิต ป้องกันการปรุงแต่ง
ไม่ให้มันออกมาสร้างภพและชาติ...ให้เกิดความน่าใคร่
น่าลุ่มหลงมัวเมา จนให้เกิดความลังเลในภพและชาติที่จะไปเกิดใหม่ ...ไปมีอารมณ์กับมัน
ไปเป็นเราของเราใหม่ขึ้นมา
นี่ศีลสมาธิปัญญาจะแข็งแกร่งจนถึงที่เรียกว่า...ปิดประตูเลย จิตเกิดไม่ได้เลย กิเลสก็จะหยุดชั่วคราว
ซึ่งระหว่างที่มันหยุดสิ้นเชิงโดยชั่วคราวนี่
...มันยังไม่ตายนะ แต่หยุดโดยสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งศีลสมาธิปัญญาอย่างยิ่งยวดนี่
มันจึงจะเห็นสภาพตลอดขันธ์ตลอดกายตามความเป็นจริง
ตลอดโลกสามโลกโดยความเป็นจริง โดยสิ้นเชิงเลยว่า...เป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่งเกิด-ดับ
ล้วนแล้วแต่เป็นไตรลักษณ์ทั้งสิ้น
แต่อันนี้ไม่มีภาษานะ
มันจะเห็นโดยตลอดเลย เมื่อจิตมันหยุดโดยสนิทด้วยอำนาจของมหาสมาธิ ...รูปก็ดับ
นามก็ดับ เกิดไม่ได้ ภาษาก็ดับ บัญญัติสมมุติก็ดับ สัญญาก็ดับ อารมณ์ก็ดับ
กิเลสก็ดับ
มันดับหมดสามโลกธาตุ...ดับหมด ...เหลือแต่อะไรก็ไม่รู้ ไม่เป็นชิ้นไม่เป็นอัน ไม่เป็นเราไม่เป็นเขา ไม่เป็นอะไร ...ว่างเปล่าจากตัวตน แม้แต่ตัวตนของมันเอง มันก็ปรากฏตั้งอยู่บนว่างๆ ของมัน
นี่
การที่เข้าไประงับจิตโดยสมบูรณ์นี่ ...จะเห็นด้วยปัญญาอย่างยิ่งยวด เห็นโดยรอบ
เห็นโดยตลอด ...เรียกว่ามหาปัญญา
เนี่ย มันไปค้นหาปัญญาที่ไหนกันล่ะ ...ก็เพียงแต่มันเห็นสภาพที่แท้จริงถึงแก่นแท้ของธรรม...ธรรมหนึ่งเกิด ธรรมหนึ่งตั้ง ธรรมหนึ่งดับ
ในการเกิดการตั้งของธรรมนั้น
ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล ไม่มีความเป็นเราของเรา ไม่สามารถครอบครองได้...สัพเพธัมมา
ทุกขา สัพเพธัมมา อนิจจา สัพเพธัมมา อนัตตา..ติ
นั่นแหละไปเห็นไตรลักษณ์กันจริงๆ จังๆ
ก็ตอนนั้น...ตลอดทั้งขันธ์และสามโลกธาตุเลย ล้วนแล้วแต่เป็นไตรลักษณ์ทั้งสิ้น...คือเกิด-ดับ
ถามว่าอะไรเกิด-ดับ ...ไม่รู้
ไม่มีชื่อ ไม่มีความหมายในการที่ว่าไตรลักษณ์เกิดดับ
แล้วถามต่อไปว่า
แล้วจิตจะไปเกิดที่ไหนดี ...ไม่รู้ หาที่เกิดไม่ได้เลย จะเกิดเป็นเรา เกิดเป็นสุขในเรา เกิดเป็นทุกข์ เกิดเป็นทุกข์ในเรา ไม่รู้จะเกิดที่ไหนได้
แล้วก็ถามต่อว่า
จะเกิดอีกมั้ย ...ไม่เกิดแล้ว
เพราะมันหาที่เกิดไม่ได้
จบมั้ย...จบ ไม่จบมั้ย...จบ ยังไงก็จบ นี่...จบตรงศีลสมาธิปัญญา ถึงที่สุดแห่งศีลสมาธิปัญญา มันจะจบอย่างนี้ จบในธรรม ...แจ้งในธรรมแล้วก็จบในธรรมนั้นๆ
ทุกธรรมที่ปรากฏ
จิตไม่เกิดแล้ว จิตไม่พาไปเกิดแล้ว
อวิชชาสูญสิ้น ...ด้วยอำนาจแห่งศีลสมาธิปัญญาเท่านั้นที่จะไปลบล้างกิเลสได้ ...ไม่มีอำนาจอื่นเลยนะ ไม่มีอำนาจวิธีอื่นเลยนะ
รู้ตัวๆๆๆ แค่นี้เอง
ไม่ไปรู้ที่อื่นเลยนะ ...รู้ตัวจนหมดสิ้นความรู้แห่งจิต
รู้ตัวจนหมดสิ้นความรู้แห่งเรา รู้ตัวจนไม่รู้อะไรเลย...ที่มาจากเรา จากจิตน่ะ
รู้ให้มันได้ถึงขนาดนั้น
จึงเรียกว่ารู้จริงรู้แจ้ง ...ไม่ใช่รู้เล่นๆ ไม่ใช่รู้แบบเหยาะๆ แหยะๆ ไม่ใช่รู้แบบยักย้ายถ่ายเทไปมาในที่ต่างๆ
นี่เรียกว่ารู้โดยจิตรู้โดยเราทั้งนั้น
มันไม่ใช่รู้โดยศีลสมาธิปัญญา
ไม่ได้รู้แบบพระพุทธเจ้า ไม่ได้รู้แบบพระอริยะ ไม่ได้รู้แบบพระอรหันต์ ...ที่ท่านสร้างความรู้ ท่านเจริญความรู้อย่างนี้ในศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา
เพราะนั้น ให้ชัดเจนในการปฏิบัติของตัวเอง
แล้วอย่าหวั่นไหวในการปฏิบัติโดยผู้อื่น
โดยจิตเราคิดนึกปรุงแต่ง ...ตัดทิ้งเสีย...ละซะ วางซะ
อย่าเชื่อความคิดทุกความคิด
อย่าตามความคิดทุกความคิด อย่าตามอารมณ์ทุกอารมณ์ อย่าให้มันก่อเกิดอารมณ์ ...ในเมื่อมันไม่มีอารมณ์แล้ว อย่าไปหาอารมณ์ อย่าไปสร้างอารมณ์
อย่าไปสร้างอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งขึ้นมา...โดยเห็นดีเห็นงามว่ามันดี มันถูกใจเรา หรือใจเขา ...ไม่อย่างนั้นน่ะ
มันจะตามกันไปตามกันมาแบบไม่มีที่สิ้นสุด
จนมันอยู่ได้โดยที่ไม่มีอารมณ์
อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง...รู้น่ะ โดยไม่พึ่งอารมณ์เป็นที่อยู่น่ะ ...แล้วจะเข้าใจเองว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร
แล้วจะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าต้องการให้เห็นอะไร
แล้วจะได้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าต้องการให้ เพื่อวางอะไร ...แต่ตอนนี้ไม่เข้าใจ
มันเข้าใจแค่อ่าน แค่จำ ยังไม่เข้าใจจริง
ภาวนาจนกว่าหมดลมหายใจสุดท้ายค่อยเลิก...เพราะมันทำไม่ได้แล้ว ...แล้วถ้ามาเกิดใหม่ก็ทำต่อ ถ้าไม่เกิดก็แล้วไป ...ก็แค่นั้น
ไม่เห็นต้องคิดอะไรเลย ใช่มั้ย
ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากเลย แล้วไม่จำเป็นต้องคิดด้วย ...ทำอย่างเดียว ทำศีลให้เกิด
รักษาสมาธิให้อยู่ ทำความกระจ่างในศีลสมาธิปัญญาและขันธ์ แค่นั้นน่ะ เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ
ไม่ใช่มาสาธยายธรรม ด้วยภาษา
ด้วยคำพูด ด้วยการวิเคราะห์ภายใน เนี่ย คือความเนิ่นช้า ติดข้อง...ข้องคาในสังขารธรรม
และสภาวธรรมต่างๆ นานา
ก็ไม่ให้ติดค้างในที่ใดที่หนึ่งเลย
แค่นั้นแหละ ...วางให้ได้ วางให้ลง วางให้ขาด วางให้หมด วางให้สิ้น ...วางจนไม่เหลืออะไรให้วาง
ละจนไม่มีอะไรให้ละ แม้กระทั่งตัวมันเอง...คือรู้
(ต่อแทร็ก 16/6 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น