พระอาจารย์
16/12 (570920A)
20 กันยายน 2557
พระอาจารย์ – สรุปเลย...ไม่ต้องไปวิเคราะห์วิจารณ์อะไรมาก นั่ง...รู้ ยืน...รู้ เดิน...รู้
ระหว่างนั้นไม่ได้อยู่กับขันธ์ห้านะ
แต่อยู่กับกายใจนะ ...นี่ ให้ลองไปสังเกตดู
มันจะมีขันธ์ห้าก็ต่อเมื่อจิตนี่มันทะยานออกนอก
อารมณ์นี่ก็คือขันธ์ห้า ...ถึงจะไม่มีภาษาคำพูด
เป็นความสุขเป็นความทุกข์ลอยๆ เกิดขึ้นมา นี่ มันก็คือขันธ์ มันสร้างอุปาทานขันธ์ มี “เรา” รองรับสภาวะอารมณ์นั้นๆ
มีความจริงจังมั่นหมายในอารมณ์นั้นๆ
แต่ถ้าเราหักห้ามใจไว้ หักห้ามจิตไว้ ...เอากายใจปัจจุบันนี่เป็นหลัก เป็นหมุดยึดโยง
ให้จิตมันมาคอยยึดโยงไว้อยู่กับกายนี่ ให้จิตมันคอยยึดโยงอยู่กับรู้ไว้
เนี่ยก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติที่อยู่ในขั้นที่เรียกว่าแอบอิงมรรค
เพื่อให้จิตนี่มันมาแอบอิงมรรค ...ยังไม่ได้ถึงขั้นที่เรียกว่าอยู่ในมรรคนะ
แต่ว่าเป็นการฝึกที่เรียกว่าให้จิตมันมาแอบอิงมรรค
แอบอิงศีลสมาธิปัญญา ...จนอาศัยศีลสมาธิปัญญานี่ เป็นเพื่อนคู่คิดเป็นมิตรคู่ใจ
ศีลสมาธิปัญญาที่เป็นมิตรแท้นี่...เป็นมิตรที่แท้จริง เขาก็จะบอกกระซิบด้วยคำพูดที่ไม่มีภาษาว่าใช่แล้ว ถูกแล้ว ดีแล้ว สุข-ทุกข์น้อยลง …นี่รับรู้ได้เองน่ะแหละ
อย่าไปหาภาษาจากศีลสมาธิปัญญานะ
อย่าไปหาถ้อยคำจากศีลสมาธิปัญญานะ ...แต่ถ้าอยู่แนบชิดสนิทอิงแอบอยู่กับศีลสมาธิปัญญาไว้บ่อยๆ
เขาจะบอกเองแหละ
ว่าสุข-ทุกข์แห่งเรานั้น...น้อยลง ความจริงจังมั่นหมายในขันธ์ทั้งห้า...น้อยลง ความเห็นความสลักสำคัญในการใช้ขันธ์ห้า...น้อยลง ...ใช้แค่กาย-ใจพอแล้ว
แล้วใช้ได้ดีด้วย
ดียังไง ...ดีที่ไม่เป็นทุกข์ทั้งในปัจจุบัน
ดีที่ไม่เป็นทุกข์ทั้งในอนาคต ดีทั้งที่ไม่เป็นทุกข์แห่งเราในอดีต ...ดีจริงๆ ...จนถึงมันบอกว่าดีจริงๆ
พอมันถึงที่ยอมรับว่าดีจริงๆ แล้วนี่ ...มันเริ่มที่จะไม่พึ่งพาอาศัยขันธ์ห้าแล้ว
ไม่พึ่งพาอาศัยจิต ไม่พึ่งพาอาศัยสิ่งที่จิตคิดนึกปรุงแต่ง
จนมันต่อไป ต่อไป ทำไปเรื่อยๆ นี่
อาศัยอยู่ในมรรค อาศัยอยู่ในกายใจ อาศัยอยู่กับศีลสมาธิปัญญา
อาศัยอยู่กับมัชฌิมาปฏิปทานี่
จนมันเห็นเลย รู้สึกได้เองว่า
ขันธ์ห้าเป็นของพะรุงพะรัง ...กลับกลายเป็นของพะรุงพะรังเกิน เป็นภาระที่จะต้อง
แบกหาม หาบหาม ใช้สอย ใช้การตัดแต่งพันธุกรรม
เพราะส่วนมากมันจะไม่แต่งพันธุกรรมที่ไม่ถูกใจ
มันก็จะตัดต่อยีนอยู่เรื่อยน่ะ เพื่อให้ได้ดั่งเป้าหมายอย่างนี้ ...นี่ มันรู้สึกเป็นภาระ ...ตรงนี้จะเข้าใจเองว่า
ทำไมพระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ภารา หะเว
ไม่ใช่ไปหมายว่ากายเดือดร้อน ว่ากายที่เป็นร้อนแข็งปวดเมื่อยนี่เป็นภารา
หะเวนะ ...อันนี้เป็นทุกขสัจนะ ไม่ใช่เป็นภารา หะเวหรอก มันเป็นทุกข์ภาคบังคับ
หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ไอ้ภารา หะเว ปัญจักขันธา ...ขันธ์ห้า
ภารา หะเว ปัญจักขันธา นี่ก็คืออย่างที่เราบอก
เพราะนั้นเมื่อมันปลดเปลื้องภาระแห่งขันธ์ห้านี้ลงไป
มันจึงรู้สึกภายใน ท่ามกลางกายใจนั้นว่า เป็นอิสระปลอดโปร่งโล่งเบา
นี่หมายความว่า...พันธนาการระหว่างจิตกับขันธ์ห้า
ระหว่างความไม่รู้กับขันธ์ห้า ระหว่างความมีคุณค่าในขันธ์ห้า มันเริ่มๆ คลายไป หมดไป
พันธนาการที่มันโยงใยในขันธ์ห้านี่ มันเริ่มหมด
มันเริ่มสลายโยงใยที่จะเป็นพันธนาการกับขันธ์ห้าแล้ว
เมื่อมันสลายพันธนาการแห่งขันธ์ห้าได้เท่าไหร่ ...หมายความว่าผลของมันก็คือการเกิดการตายลดน้อยถอยลงเท่านั้น การเกิดตายทั้งในอดีต-อนาคตและปัจจุบัน ลดน้อยถอยลงเท่านั้น
จนกว่ามันเกิดความเต็มพร้อมในศีลสมาธิปัญญาด้วยความบริบูรณ์เมื่อไหร่ พันธนาการแห่งขันธ์ห้านี้...ขาด หมดเยื่อสิ้นใย...กับขันธ์ห้าทั้งหลายทั้งปวง
นั่นแหละที่เรียกว่า
เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า...วิมุตติ อนาลโย...ขาดโดยสิ้นเชิง
ขาดจากขันธ์ห้าโดยสิ้นเชิง
ทั้งๆ ที่ยังไม่ตายนี่แหละ ...กายใจก็ยังมีเท่าเดิม แบบเดิมนี่แหละ แล้วก็แปรสภาพไปตามเดิมของมัน แก่ลงไป
ทุรนทุรายมากขึ้นไปของมัน
ก็จะเป็นของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่โทษที ขันธ์ห้านี่ขาดจากกันไปแล้ว ...นี่ ท่านเรียกว่านิพพานเป็น
พอกายนี้แตกดับหมดอายุ
ก็เรียกว่านิพพานตาย นี่เรียกว่าดับขันธ์โดยสิ้นเชิง...ทั้งขันธ์นอกคือขันธ์ห้า
ทั้งขันธ์ในคือกายใจ ...ดับโดยสิ้นเชิง
เพราะนั้นถ้าเราผู้ปฏิบัตินี่สามารถสร้างศรัทธาความเห็นแบบหยาบๆ
ต่อวิถีแนวทางการปฏิบัตินี่ ให้มุ่งตรงต่อศีลสมาธิปัญญา โดยไม่ไปลังเลสงสัยในวิธีการอื่น
แล้วจากนั้นก็ทุ่มเทลงไปกับศีลสมาธิปัญญา
ทุ่มทั้งกาย ทุ่มทั้งใจลงไปในที่อันเดียวนี้ ...ไม่ต้องถามกาลเวลาเลย
แต่ไอ้ที่มันเกิดเวลาขึ้นมา
เนิ่นช้าขึ้นมานี่ ...เพราะมันไม่ทุ่มเททั้งกายทั้งใจลงไปกับศีลสมาธิปัญญาแบบเต็มตัว ...มันยังทิ้งห่วงทิ้งหวง
ยังทิ้งอยู่กับความอาลัยอาวรณ์ในอารมณ์
ในบุคคล ในเรื่องราว ในขันธ์ห้าแต่ละส่วนๆ ที่มันออกไปสร้างขันธ์ห้าในเรื่องราวนั้นนี้ แล้วยังไปให้ค่าให้ความสำคัญอยู่กับมัน
ยังอาลัยอาวรณ์อยู่กับมัน
ความมุ่งตรงต่อศีลสมาธิปัญญามันยังไม่เต็ม ...การรู้แจ้งเห็นจริงในขันธ์ห้า
มันก็ไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ความเห็นโทษเห็นทุกข์แห่งขันธ์ห้า มันก็ไม่เกิดเต็มที่
มันก็ยังเห็นขันธ์ห้าเป็นสุขเป็นสบายอยู่ เป็นที่พึ่ง เป็นที่อยู่
เป็นที่อาศัยอยู่ ...ทั้งที่ขันธ์ห้าน่ะ มันเป็นแหล่งชุมนุมของกิเลส
น้อย ใหญ่ หยาบ กลาง ละเอียด ประณีต ...มันรวมอยู่ในขันธ์ห้า
เหมือนรังโจรน่ะ
แล้วเราก็พยายามไปสร้างรังโจรเพื่อจะให้โจรมันมาอยู่อาศัย นี่มันไม่เข้าใจ ...ไอ้ที่ไม่เข้าใจคือไม่มีปัญญา มันก็เลยไม่เห็นทุกข์เห็นโทษ เห็นภัยแห่งขันธ์ห้าว่ามันเป็นเหตุหรือมันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์อย่างไร
พอจะให้เลิกให้ละ
มันก็ไม่ยอมเลิกยอมละ ก็ยังปล่อยให้จิตนั่งคิดนั่งค้นหาสร้างสภาวะ สร้างอาการ
สร้างความเห็นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ตลอดน่ะ ...โดยทั้งสมยอมและไม่สมยอมน่ะ
ไอ้ที่ไม่สมยอมคือ...เรื่องที่กูไม่อยากคิดมันก็ไม่คิด ไอ้เรื่องที่สมยอมคือ...เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กูจำเป็นต้องใช้มัน ...นี่ มันไม่หักล้างกันโดยที่เรียกว่าไม่นับญาติ
ต้องไม่นับขันธ์ห้าเป็นญาติ
ถ้าแน่วแน่ตรงต่อศีลสมาธิปัญญาแล้ว ไม่ต้องกลัวต่อเรื่องอะไรหรอก
ไม่ต้องกลัว ...ไอ้ที่มันกลัวขึ้นมานี่ก็เพราะว่าจิตมันไปสร้างอดีต-อนาคตขึ้นมา
“เดี๋ยวจะอย่างนั้น
เดี๋ยวจะไม่เป็นอย่างนี้”...นี่อนาคต เรื่องอนาคต จิตมันไปสร้างดักไว้
มันไปสร้างภพดักไว้ ...ก็ไม่กล้าทำไม่กล้ารับ เลยไม่กล้ารับ เลยไม่กล้ารู้จำเพาะกาย
รู้จำเพาะปัจจุบันรู้
เห็นมั้ย มันไปสร้างขันธ์ห้าไว้รอแล้ว
มีตัวเราข้างหน้าที่อยู่ในสภาพอย่างนี้อย่างนั้นอย่างโน้น
แล้วมีคนอื่นแวดล้อมที่อยู่ในสภาพอย่างนั้นอย่างนี้ ...นี่ขันธ์ห้ามันเกิดนะ เกิดอยู่ในภพ...อนาคตนี่
จนถึงบังเกิดความกลัวขึ้น ...เป็นเรานี่กลัวในปัจจุบันขึ้นตรงนั้น
ไม่กล้าละ ไม่กล้าวาง ไม่กล้าออกจากความคิดคำนึง ไม่กล้าออกจากอารมณ์
แต่ถ้ามุ่งตรงลงที่กายใจล้วนๆ แบบ... “เอาวะ
ชั่งหัวมัน ข้างหน้า-ข้างหลังไม่ต้องเอา ไม่ปล่อยจิตให้มันยืดเยื้อเยิ่นเย้อไปแล้วกัน”
นี่ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่เข้าใจว่านี่คือระบบขันธ์ห้า นี่คือการละขันธ์ห้าก็ตาม ...เอาเหอะ
ก็เรียกว่าปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาไปแบบโง่ๆ ไป
เพราะหลายคนหลายกลุ่มที่มา
บอกฟังเราพูดเรื่องกายใจอย่างเดียวแบบเดียวทุกครั้งไปนี่ ...ก็ทำไปงั้นๆ น่ะ
ไม่รู้ทำไปทำไม มันไม่ค่อยจะมีศรัทธาเต็มที่
เต็มแบบเต็มเนื้อเต็มตัวเท่าไหร่หรอก
บอกแล้วไง ไอ้พวกนี้มันมีแฟ้มเอกสารอยู่
สัญญาที่มันเคยทำอย่างนั้น วิธีนี้มา เคยฟังครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้มา
มันเก็บไว้อยู่ในสัญญา
มันก็เลยยังไม่ลงเต็มตัว
มันก็ยังปฏิบัติในศีลสมาธิปัญญาแบบ...ลงเป็นตัวสำรอง ไม่ใช่ตัวจริง ...ยังถือเอาศีลสมาธิปัญญานี่เป็นแบบตัวสำรองให้นั่งอยู่ข้างสนาม
ยังไม่เอาลงเป็นตัวเล่นจริงน่ะ
คือเรียกว่ายังเอาไว้เป็นตัวสำรอง แบบซูเปอร์ซับ
(Supersub) ...รู้จักซูเปอร์ซับมั้ย ประเภทลงมาตอน ๑๐
วินาทีสุดท้ายแล้วเตะเข้าโกลประตู...ชนะเลย อย่างนี้
นี่ มันกะจะไว้เล่นเป็นซูเปอร์ซับอย่างนี้ ...แต่โทษที กิเลสมันยิงซะพรุนแล้ว ถึงลงมาเป็นซูเปอร์ซับ ก็ตีคืนได้แค่ตีไข่แตก ...แต่ก็แพ้อยู่ดี
แล้วเมื่อไหร่จะเอามาเล่นจริงๆ
ซะทีล่ะ ...เมื่อไหร่จะเห็นคุณค่าว่ามันไม่ใช่เป็นแค่ซูเปอร์ซับ นั่นแหละ ผู้นั้นแหละ
ผู้ใดผู้นั้นท่านเรียกว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่เข้าถึงศีล
ผู้นั้นเป็นผู้ที่ว่าศรัทธาในศีล
ผู้นั้นเป็นผู้ที่ว่าเข้าถึงศีลโดยชีวิต ...ผู้นั้นท่านเรียกว่าโสดา อริยมรรค ...ท่านเรียกว่าพระโสดาเป็นผู้ที่เข้าถึงศีล
จะเป็นจะตาย จะร้ายจะดี...ก็กาย-ใจ ...นั่นแหละ
นิสัยหรือสันดานของพระโสดาบัน ...จะถูกจะผิด
จะใช่-ไม่ใช่ จะดีจะเลว จะสุขจะทุกข์...ก็กาย-ใจ
มันจะเกิดเป็นลักษณะที่ฝังแน่นอยู่ในศีลสมาธิปัญญาอย่างนี้เช่นนี้เลย
...วิสัยนั้นจึงเรียกว่าโสดาบัน หรือผู้ที่เข้าถึงศีล หรือว่าผู้ที่มีศรัทธาในศีลยิ่งกว่าชีวิต
แล้วจากนั้นไป ท่านก็เพียรพยายามที่จะรักษาศีลนี้เท่าชีวิตจะหาไม่ ...ภูมิธรรมภูมิปัญญาก็จะขยับไปตามความรักษาศีลนี้เท่าชีวิตนี่แหละ
การละเลิกเพิกถอนขันธ์ห้า...ก็จะเป็นผลตามมาเท่ากับการรักษาศีลเท่าชีวิต
เพียรรักษาศีลเท่าชีวิตนี้
เห็นมั้ยว่าการปฏิบัติในแนวทางของพระพุทธเจ้าสั่งสอนมานี่
ท่านไม่ได้สอนให้ไปเล่นของสูงเลยนะ ...ท่านสอนอยู่บนพื้นฐาน กับธรรมที่เป็นธรรมพื้นฐานนี่ ศีลสมาธิปัญญาในระดับที่เรียกว่าธรรมดาๆ
แต่ครอบคลุมหมด
แต่เพราะการที่เราปล่อยจิตปล่อยใจให้มันวิตกค้นคิดวิเคราะห์มากเกินไปนี่ มันจึงทำให้เกิดวิถีของการภาวนาที่มันกลายเป็นของสูง เล่นกับของสูงไป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ก่อร่างสร้างมาจากจิตอวิชชาตัณหาอุปาทานทั้งสิ้นเลย
แต่กลับเข้าใจว่า นี่คือธรรมอันสูงส่ง
หรือเป็นวิถีธรรมที่กลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว จากท่านองค์นั้น บุคคลคนนี้
ตำราเล่มนั้นเล่มนี้ที่ได้แยกแยะรายละเอียดแห่งการปฏิบัติได้ดีแล้ว อย่างซับซ้อนดีแล้ว
เนี่ย จิตความปรุงแต่งนี่คือความซับซ้อน ...กายใจปัจจุบันนี่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เป็นของดาดๆ ธรรมดา ปกติ ...แต่ไอ้ของดาดๆ ธรรมดาปกตินี่
ลองให้จิตมันมาหยุดอยู่กับมันดูซิ...แค่สิบนาทีนี่ มันเอาไม่อยู่แล้ว
ลองนึกภาพดูสิว่า แค่เอาจิตมาดูรู้เห็นอยู่กับลักษณะยืนเดินนั่งนอน
เย็นร้อนอ่อนแข็งนี่...ทั้งวัน ดูซิจะอยู่ไหม ...เห็นมั้ยว่าไอ้ของดาดๆ พื้นๆ นี่ แต่จะเอาจิตมาหยุดอยู่กับมันจริงๆ นี่ มันอยู่ให้ไหม
จึงบอกว่าบางคน บางสัตว์บางบุคคล
ใช้เวลานับหลายๆ ชาติ กว่าจะเคี่ยวกรำ หรือว่าเคี่ยวเข็ญจิตให้มันมาหยุด ให้มันมาอยู่กับศีลอยู่กับธรรม
ซึ่งไม่ใช่สมมุติธรรมและไม่ใช่บัญญัติธรรม ...แต่เป็นธรรมตามความจริง...ที่มีอยู่จริง ที่เป็นอยู่จริง ...เห็นมั้ยว่าไม่ใช่ของง่ายเลย
แต่ว่าสภาพธรรมที่มีอยู่จริง สภาพธรรมที่แสดงความเป็นจริงอยู่นี่
เป็นของดาดๆ ที่มีอย่างดาษดื่นเลยน่ะ ...ตลอดเวลาเลยด้วย
เพราะนั้นธรรมจึงไม่ใช่ของสูงส่งเกินเอื้อมแต่ประการใด แต่เป็นของพื้นๆ นี่แหละ ...เรานั่งกิน เรานั่งทำงานทำการ เราพามันไปกิน ถ่าย
ก็เอาก้อนธรรมนี้ไป
เราอยู่
เราอาศัยอยู่กับก้อนธรรมนี้ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถเอาจิตมาหยุดอยู่กับก้อนธรรมนี้ได้ตลอดเวลา ...ความรู้ความเห็นธรรม
ความเข้าใจตามความเป็นจริงของก้อนธรรมนี้จึงไม่บังเกิดขึ้นเลย
กลับปล่อยให้จิตนี่ออกไปสร้างสรรค์สมมุติธรรมบัญญัติธรรม
สมมุติขันธ์บัญญัติขันธ์ ในที่ต่างๆ ...แล้วก็มานั่งขบนั่งคิด นั่งแก้นั่งกัน
เอาเป็นเอาตายกับสมมุติขันธ์บัญญัติขันธ์นั้นๆ
ตลอดทั้งชีวิตเลย...ไปอยู่กับก้อนขันธ์กองขันธ์
ก้อนอุปาทานขันธ์ ที่จิตมันสังเคราะห์ขึ้นมาในรูปลักษณะอาการต่างๆ หลากหลายอาการ
หลากหลายขันธ์
ก็ไปเกิดตายอยู่ในขันธ์นั่นน่ะ ...จนแม้กระทั่งกายใจนี่หมดอายุขัย ก็ยังไปเกิดตายอยู่ในขันธ์นั้นน่ะ
อย่างนี้ มันจะหาความสิ้นสุดในขันธ์ได้อย่างไร
มันจะหมดวาระแห่งขันธ์ห้าได้อย่างไร มันจะถึงที่สุดของขันธ์ห้าได้อย่างไร
เพราะนั้นพระพุทธเจ้าท่านก็บอกเลย
ขันธ์ห้าเป็นของว่างเปล่า โลกเป็นของว่าง...ไม่มี ไม่มีอยู่จริง ...สมมุติขึ้นมา
แล้วมีสมมุติขันธ์บัญญัติขันธ์นี่ไปรองรับโลกสมมุตินั้นๆ ว่าเป็นเราบ้าง
ว่าเป็นเขาบ้าง ว่าเป็นของเราบ้าง ว่าเป็นของเขาบ้าง
แล้วก็ตีตราให้ค่าว่าดีร้ายถูกผิด สุข-ทุกข์ขึ้นมา
แล้วมันก็หลงอยู่ในโลกบัญญัติโลกสมมุติ
หลงอยู่ในขันธ์บัญญัติขันธ์สมมุติอยู่เนี่ย ...ปิดหูปิดตาเลย
กิเลสมันปิดหูปิดตา ปิดกายปิดใจมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว ...ปิดบังศีลสมาธิปัญญา ปิดบังหนทางแห่งมรรค ปิดบังที่สุดแห่งมรรค
มาไม่รู้กี่ชาติกี่ภพแล้ว
กว่าจะเริ่มต้นภาวนา
กว่าจะตั้งหน้าตั้งตาภาวนา กว่าจะลูบคลำหาทางให้เจอนี่ หมดเวลาไปครึ่งค่อนชาติ
ครึ่งค่อนภพ ครึ่งค่อนอายุแล้ว
พอมาลูบๆ คลำๆ เจอ เพราะได้ยิน
เพราะได้ฟังแล้ว ...พอเริ่มลงมือทำ ก็ยังปฏิบัติอยู่ท่ามกลางความลังเลสงสัยไปอีกระยะหนึ่งอีก
ทั้งที่ทางนี่มีเส้นเดียวนะ ...แต่กว่าจะเข้าทาง เดินบนทางได้นี่ บอกแล้วว่ามันต้องผ่าน ก้าวข้ามขั้นตอนอีกหลายขั้นตอนเลย
คือยังไงๆ เราก็ยังยืนยันว่าทางนี้มีทางเดียว ...แต่กว่าจะให้จิตผู้นั้นยืนยันด้วยตัวมันเองนี่
มันต้องผ่านขวากหนาม เรียกว่าเหมือนม้าข้ามเครื่องกีดขวาง หรือวิ่งข้ามรั้ว ...บางทีก็สะดุดรั้ว ไม่ถึงเส้นชัย
จุดเป้าหมายก็มีอยู่แล้วคือมรรค ...แต่บางทีมันก็สะดุดล้มหัวทิ่มหัวตำ แล้วก็นอนจุกแอ้กอยู่อย่างนั้น
หรือก็เหนื่อยหน่ายท้อแท้...กูไม่เอาแล้ว กูไม่วิ่งแล้ว ออกนอกเส้นทางลู่ทางไปเลย
ส่วนมากก็จะเป็นแบบที่ว่า...ไปล้มหายตายจากระหว่างเดินจะเข้าสู่มรรค ยังไม่ถึงมรรค ยังไม่ถึงปากทางมรรค
ก็ล้มหายตายจากซะแล้ว ...เหนื่อยล้าตัวเองบ้าง หรือไอ้คนอื่นกองเชียร์นี่ตัวหลักเลยก็มาว่าให้เลิกล้มไปซะ
แต่ยังไงเราก็ยังยืนยันว่ามีอยู่ทางเดียว
ไม่มีทางอื่นเลย ...ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมายันพระอรหันต์ปัจจุบัน
ท่านก็เดินอยู่บนเส้นทางศีลสมาธิปัญญา
เส้นทางแห่งมรรคมีองค์แปด เส้นทางแห่งกายใจปัจจุบันเท่านั้น ...ไม่มีใครอวดดีอหังการไปหาเส้นทางอื่นเดินแล้วก็บอกว่าใช่
(ต่อแทร็ก 10/13)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น