วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/11


พระอาจารย์
16/11 (570905B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 กันยายน 2557


พระอาจารย์  –  เพราะนั้นต่างคนต่างภาวนา ต่างคนต่างทำความชัดเจนในศีลสมาธิปัญญาขึ้นไป ให้มันแจ้งในศีลสมาธิปัญญา จนถึงที่สุดแห่งศีลสมาธิปัญญา

จนมันเต็มในศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง บริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องเลย ...กิเลสมันไม่มีที่ยืน ที่เหยียบ ที่หยั่งลงได้แล้วในศีลสมาธิปัญญาที่มันเต็มพร้อมอย่างนี้

มันจะเอาอะไรมาหลอก หลอกไม่ได้แล้ว  เอารูปนามมาหลอก เอาความเห็นมาหลอก เอาอดีต-อนาคตมาหลอก เอาความน่าจะมี น่าจะเป็นข้างหน้า-ข้างหลังมาหลอก มันหลอกไม่ได้อีกแล้ว

หรือจะเอาธรรมคนนั้นคนนี้มาหลอก เอาถ้อยคำคนนั้นคนนี้มาหลอก มันไม่มีทางมาหลอกได้เลย

มันเต็มเปี่ยมด้วยศีลสมาธิปัญญาที่มันชัดเจน ชัดแจ้ง...เหมือนกับสว่างสกาวตามความเป็นจริงของเขาอยู่ตลอดเวลา ...มันก็ไม่ไปตกระกำลำบากอยู่ในที่มืดที่มิด ที่มืดที่บอด ในสามโลกธาตุ

ใครที่มันไปเห็นดีเห็นงามกับกิเลสความปรุงแต่งของจิต โดยอ้างสภาวธรรมนั้นนี้ต่างๆ นานา ...บอกแล้ว เตือนแล้ว สอนแล้ว ไม่ฟังก็ช่วยไม่ได้ 

ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามทิฏฐิมานะนั้นๆ ไป จนกว่ามันจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวมันเอง ...ซึ่งไม่รู้มันจะไปรู้ตัวเองได้เมื่อไหร่น่ะ

มันก็ด้วยอำนาจแห่งกรรม ที่มันจะส่งผลมาจนวกกลับมาสู่หลักศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงได้ ...เพราะอย่างน้อยการได้ยินได้ฟังในสิ่งที่เราพูดเราสอนนี่ มันเหมือนเป็นการทิ้งเมล็ดพันธุ์ไว้ภายในอยู่แล้ว

จะเชื่อก็ตาม จะไม่เชื่อก็ตาม มันก็มีอานิสงส์แห่งการฟังอยู่แล้ว สุดท้ายมันก็ต้องหวนกลับมาลงที่ที่มันจะมีความเป็นจริง วันยังค่ำคืนยังรุ่ง หนีไม่พ้นหรอก 

แต่กว่าที่มันจะกลับมานี่ เมื่อไหร่ไม่รู้...ที่มันจะมาฟูมฟักดูแล หล่อเลี้ยงรักษา ทะนุบำรุงให้ศีลสมาธิปัญญานี้งอกงามขึ้นมา...จนเต็ม ผลิดอกออกผล เป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา ...ซึ่งอาจจะไม่ใช่ชาตินี้ก็ได้

คนที่ไม่ถึงธรรม ไม่มีธรรมน่ะ มักจะอวดธรรม ...แต่คนที่ถึงธรรม มีธรรมจริงๆ แล้วนี่ ไม่ค่อยจะเอาธรรมมาอวดเท่าไหร่หรอก 

แล้วคนไม่มีธรรมแต่อวดธรรมนี่ ...คนที่มีธรรมจริงๆ รู้ธรรมจริงๆ เขาเห็นแล้ว มันจะขายขี้หน้า เหมือนเอาของเก๊ของปลอมมาป่าวประกาศขายกัน โดยที่เรียกว่าไม่มียางอาย 

ก็เพราะมันไม่รู้น่ะ จะไปโทษมันก็ไม่ได้ มันก็เข้าใจว่าเป็นของจริง แต่ว่าผู้มีธรรมเขาเห็นแล้วก็บอก มันเอาของปลอมมาขายแบบไม่มียางอาย เอาของที่มันเป็นผลิตผลมาจากกิเลสล้วนๆ มาขาย...ขายกิน

เพราะนั้นตราบใดที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งมรรคจริงๆ ต้องระมัดระวังเฝ้ากายเฝ้าใจของตัวเองไว้อย่างสำรวม ...สงวนจิต สงวนวาจา สงวนกิเลส ไม่ให้มันเพ่นพ่านออกมาในช่องทางใดช่องทางหนึ่งได้

จนกิเลสมันชะงักงัน จนมันหยุด จนมันถูกแช่แข็ง ด้วยอำนาจแห่งศีล-สมาธิ และปัญญาเบื้องต้นแล้วนี่ ...มันจึงจะค่อยเกิดปัญญาเรียนรู้ธรรมตามความเป็นจริง

ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ไปในแต่ละส่วน แต่ละตอน แต่ละวรรค แต่ละอาการ ไปทีละเล็ก ทีละน้อย ...จนมันขยายครอบคลุมไปจนถึงสรรพสิ่ง จนถึงสามโลกธาตุ

นั่นแหละ มันถึงจะค่อยเปิดเผยธรรมแบบชัดเจนชัดแจ้งออกมาด้วยความองอาจในธรรม ...องอาจด้วยศีลสมาธิปัญญานะ ไม่ได้องอาจอาจหาญด้วยอำนาจของกิเลสความเป็นเราของเราแต่ประการใด

เพราะนั้นการบอกการสอนคนนี่ มันก็สอนได้เท่าที่มันจะสอน  คนที่จะรับ...ก็ได้เท่าที่มันจะรับ ...มันก็จะได้แค่นั้น 

แล้วก็ดูการเป็นไปของเขา บนทางเลือกที่เขาเลือกเดินเอง ...เมื่อชี้ทางเดินแล้ว ไม่เดินเอง ไม่เดินอยู่บนทางนี้เอง ก็ไม่มีใครช่วยได้

ถ้ายังเชื่อจิตที่มันพาออกนอกลู่นอกทางเอง แล้วก็ทำตามอำนาจของจิตที่มันพาออกนอกลู่นอกทางเอง ใครก็ช่วยไม่ได้ ...ก็ช่วยได้แค่ดีที่สุด...คือบอกแล้วชี้แล้วว่าทางนี้อยู่ไหน คืออะไร 

เว้นเสียว่าเขาจะกลับมา หรือว่าเขาหวนคืนมาสู่ทาง ...ก็สนับสนุนเกื้อกูลกันในทางต่อไป ให้มีกำลังพากเพียรอยู่ในเส้นทางนี้ต่อไป ...ช่วยได้แค่นั้น

แต่ตราบใดที่ยังไปเห็นดีเห็นงามกับกิเลสนี่ เหมือนกับน้ำเชี่ยว มันขวางไม่ได้หรอก ตัวเองเป็นผู้ทำเอง ตัวเองเป็นผู้หลงเอง ตัวเองไม่ยอมละยอมเลิกเอง ...ไม่มีทาง ไม่มีใครจะช่วยได้

จนกว่ามันจะเกิดสำนึก เมื่อโดนทุกข์มันกระหน่ำเพราะการทำตามกิเลส ...การทำตามอำนาจของกิเลส สุดท้ายมันเป็นทุกข์ทั้งนั้นแหละ ...ทุกข์มันก็จะสอนเอง

ก็เพียรภาวนาของตัวเราเองไป ให้คำปรึกษาก็ให้ไป ชี้ทางไป บอกทางที่ตรงไป ...ส่วนใครจะเอาไปใช้หรือไม่ใช้ เรื่องของเขา ไม่ต้องไปโต้เถียงอะไรกับใครแล้ว

จนกว่าเขาจะยอมรับในธรรมนี้...ว่าใช่ ว่าจริง ก็สนับสนุนเกื้อกูลกัน ให้เกิดความเชื่อมั่น ให้เกิดความมั่นคงในเส้นทางแห่งศีลสมาธิปัญญาแบบนี้ต่อไป ไม่ให้มันท้อถอยในศีลสมาธิปัญญา

เพราะในระหว่างการเดินบนศีลสมาธิปัญญา ทำความรู้ตัวอย่างเดียว ถ่ายเดียว ...มันจะไม่มีอารมณ์สุข-ทุกข์ หรือสภาวธรรมที่ดี ที่เลิศ มาเป็นตัวรองรับสนับสนุนเลย

มันก็ต้องอาศัยกำลังของศรัทธาที่คอยผลักคอยดัน คอยประคับประคอง ให้มันก้าวลึกไปในมรรคเรื่อยๆ จนมันเกิดผลตามลำดับขั้นขึ้นไป คือความปล่อยวาง


โยม –  พระอาจารย์คะ ไอ้ที่มันเข้าไปในมรรคในผล นี่คือตัวจิตที่มันรวมลึกเข้าไปด้วยใช่ไหมคะ มันเป็นสภาวะของการรวมลึก

พระอาจารย์ –  เมื่อใดที่จิตมันหยุดเมื่อไหร่ ภาวะใจที่ปรากฏเป็นดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นก็ยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นเท่านั้น มันก็ปรากฏชัดเจนขึ้นเท่านั้น

จิตที่มันครอบคลุมครอบงำ มันถูกรวมจำกัดให้มันอยู่ในที่อันเดียว มันก็ไม่มาแผ่ขยายครอบคลุมใจอย่างชัดเจน ...ดวงใจอันบริสุทธิ์ก็ปรากฏขึ้น ในลักษณะที่เป็นแค่ดวงจิตผู้รู้...ที่ว่างเปล่าจากตัวตนของเรา

จิตมันก็จะหดตัวลึกลงไปๆ ไปรวมอยู่ที่โคตรพ่อโคตรแม่มันน่ะคือ...อวิชชา ...จิตมันก็จะถูกรวม หดลงๆ  จนดูเหมือนมันไม่มีอำนาจหน้าที่การงานใดเลย ยังคงไว้แต่ความรู้อันบริสุทธิ์ เป็นดวงจิตผู้รู้

แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าดวงจิตผู้รู้อันบริสุทธิ์นั้นก็คือ...เป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่งที่ถูกเห็น โดยที่ไม่มีรูปนามมากำกับเลย ...มันจึงเกิดภาวะรู้เห็นโดยที่เรียกว่าว่างเปล่าจากตัวตนและความหมายใดๆ


โยม –  มีหลายๆ คนที่เคยมากราบพระอาจารย์ ที่เขาทำงานอยู่แล้วไปภาวนาเอง ก็เหมือนกับเขาได้ผล ...ถึงแม้ไม่ได้เจอกันเลยอย่างนี้ พอมาเจอกัน ทุกคนรู้สึกยืนยันได้ว่ามันเหมือนพัฒนาขึ้น มีการพัฒนา

พระอาจารย์ –  ผลเบื้องต้นก็คือ คิดน้อยลง ให้ความสำคัญกับความคิดความเห็นน้อยลง ใช้จิตน้อยลง แล้วก็อยู่กับเนื้อกับตัวได้มากขึ้น ...นั่นน่ะคือผล

มันจะไม่ค่อยเอาธุระกับอะไร ...แต่เอากายเป็นธุระ เอาความรู้ตัวเป็นธุระอย่างเดียว...เป็นสิ่งสำคัญกว่าทุกเรื่องที่ออกไปจากจิต


โยม –  จริงๆ คือมันเป็นตัวที่สัมพันธ์กันอยู่แล้วใช่ไหม ที่แบบพอมันภาวนาตรงนี้ ตัวสิ่งเหล่านั้นมันก็จะยิ่งหายไปเท่าไหร่ มันก็กลับมารู้ตัวได้แน่นในตัวของมันได้เอง คือมันเหมือนเป็นตัวที่สัมพันธ์กันโดยตรง

พระอาจารย์ –  ยิ่งอยู่กับตัว ยิ่งอยู่กับกายเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเห็นกายที่ไม่ใช่เป็นเรามากขึ้นเท่านั้น ...เมื่อเห็นกายเป็นเราน้อยลงไปเท่าไหร่ จิตที่คิดที่ปรุงแต่งเพื่อให้ตอบสนองกับตัวเรามันก็จะน้อยลงเท่านั้น

ยิ่งเห็นกายไม่ใช่เราเท่าไหร่ หรือไม่เชื่อเลยว่ากายนี้เป็นเรา ...จิตนี่หยุดหมดเลย อารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงหยุดหมด กิเลสการปรุงแต่งในขันธ์ห้าหยุดหมด ขันธ์ห้าหยุดหมด

เพราะนั้นตัวที่มันมีขันธ์ห้าอยู่ได้นี่...ที่ว่ามีขันธ์ห้าๆ นี่ ...ก็คือว่าตัวจิตหรือกิเลสนี่ มันไปอุ้มชูไว้ ไปหล่อเลี้ยงรักษาไว้ จึงบอกว่ามันมีขันธ์ห้านี้อยู่

แต่เมื่อดูไปดูมา ดูกายเป็นที่ตั้ง เป็นฐานแห่งการเรียนรู้ไปที่เดียวนั่นแหละ มันจะเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่เรา มันหาความเป็นเราไม่ได้เลย ...จิตก็หยุดปรุงหยุดคิดเพื่อตอบสนองตัวเรา

เมื่อจิตมันหยุดปรุงหยุดคิด นามขันธ์ที่เกิดมาพร้อมกับจิตปรุงแต่งนี่ มันก็ไม่มี ...เพราะกิเลสนี่มันอาศัยนามขันธ์เป็นที่ตั้ง เป็นที่สร้างภพ

ถ้าไม่มีนามขันธ์ แล้วมันไม่สร้างนามขันธ์ขึ้นมา  มันจะสร้างภพขึ้นมาไม่ได้ มันต้องใช้ ...ก็เรียกว่ากิเลสมันใช้ขันธ์เป็นเครื่องมือ ใช้นามขันธ์

ซึ่งนามขันธ์นั่นก็คือขันธ์ทั้งห้านั่นแหละ มันใช้เป็นนามขันธ์ ตั้งแต่รูป...รูปของกายนี่ก็เป็นนามขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร พวกนี้ ...ถ้ามันไม่อาศัยนามขันธ์ คือขันธ์ห้านี่จำลองขึ้นมา มันก็สร้างภพไม่ได้

เพราะนั้นเมื่อใดที่ความเป็นเราหยุด น้อยลง ถอยลง จางลง หมดลง สิ้นลง ...นามขันธ์นี่ก็หมดพร้อมกัน ...เหมือนกับว่างน่ะ

เมื่อนามขันธ์มันหมด มันไม่มี มันก็จะคงเหลือแต่ขันธ์ตามความเป็นจริงคือกายใจ ...มันไม่หายไปไหน ไม่มีใครทำลายได้...กายใจนี่

กายมีอายุ มันจะดับต่อเมื่อมันหมดอายุของมันเอง ใจก็คือธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรทำลาย ...นี่ ความเป็นจริงมีอย่างนี้ 

ส่วนขันธ์ทั้งห้านี่ไม่มี ...ที่มันมีเพราะกิเลสมันไปอุ้มชูไว้ มันก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า


โยม –  อย่างนี้ที่ผู้ปฏิบัติเขาพูดกันว่าไม่มีอะไรเป็นเหตุ ...คำว่าไม่มีอะไรก็คือมันไปรวมอยู่ที่ว่าไม่มีขันธ์ห้านั่นเอง

พระอาจารย์ –  กิเลสเท่านั้นแหละที่มันไปบอกว่ามีอะไร ...คือจิตปรุงแต่งแล้วก็เป็น “เรา” แล้วก็ไปบอกว่ามันมี มันไม่มี มันมีมาก มันเป็นน้อย

นี่คือรูปนามที่ไปให้ค่าให้ความสำคัญกับธรรม แล้วก็ไปแบ่งธรรมว่านั้นเป็นนี้ นี้เป็นนั้น ...คือแบ่งด้วยรูปและนาม โดยจำแนกลักษณะรูป ลักษณะนามขึ้นมา

ว่าเหมือนกัน ว่าต่างกัน ว่ามากกว่ากัน ว่าน้อยกว่ากัน ว่าดีกว่ากัน ว่าเลวกว่ากัน ว่าสุขกว่ากัน ว่าทุกข์น้อยกว่ากัน เหล่านี้ ...มันไปหมายไว้หมด

แต่พอจิตมันหยุด กิเลสมันหยุด พร้อมกับจิตมันหยุด ...รูปนามก็หยุด การหมายมั่นในที่ต่างๆ ก็หยุด ...มันก็เหลือแต่ธรรมเอก...นั่นแหละมหาศีล

แต่มันจะหยุดได้ระดับนั้น มันจะต้องมาเริ่มมาจากศีล...กายศีลก่อน  มันถึงจะเข้าไปเห็นมหาศีล

คือบริบูรณ์ในศีลเมื่อไหร่ ก็จะเห็นมหาศีล...ซึ่งปราศจากรูปนามไปกำกับ ไม่มีจิตออกไปหมายมั่น ไม่มีกิเลสออกไปหมายไปมั่นในที่ทั้งปวง

เวลามันจะไปหมายมั่น ก็คือมันจะไปหมายมั่นโดยอาศัยอุปาทานขันธ์น่ะเข้าไปหมายมั่น โดยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และรูป ...จำลองขึ้น นิมิตขึ้น

ถึงบอกว่า...ตราบใดที่ยังไม่หยุดจิต ถ้ายังไม่ละจิต ถ้ายังไม่เท่าทันจิต ...ไม่มีทางจะเห็นธรรมตามความเป็นจริงเลย

ถ้ายังปล่อยให้จิตนึกคิดปรุงแต่งไปแบบไม่บันยะบันยัง แล้วก็ไปเห็นดีเห็นงามกับมันน่ะ ...เอาเหอะ กี่ชาติๆ ก็ไม่พ้น ไม่แจ้งในขันธ์ด้วย...ทั้งขันธ์ตามความเป็นจริง และขันธ์ที่เป็นอุปาทานขันธ์

ขันธ์ตามความเป็นจริงนี่มีแค่กายใจ ขันธ์ในอุปาทานมันมีขันธ์ห้า ...ถึงบอกว่าสุดท้าย ท้ายสุดนี่ มันเหลือแค่กายใจเท่านั้นเอง ...กายอันบริสุทธิ์ ใจอันบริสุทธิ์...สองอย่าง นอกนั้นไม่มีอะไร

เพราะนั้น พระอรหันต์ท่านอยู่ด้วยความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจล้วนๆ ไม่มีกิเลสมาแผ้วพานเป็นมลทินเลย


โยม –  อย่างถ้าเขาแสดงก็คือปล่อยไปเลย

พระอาจารย์ –  ปล่อยไปเหอะ คือธรรมนี่...บอกแล้วว่ามันรู้อยู่แล้ว  ก็บอกไป ฟังกันไปอยู่แล้ว มันไม่หายไปไหนอยู่แล้ว

เพียงแต่ว่ามันต้านทานอำนาจกิเลสไม่ไหว คือความคิดนึกปรุงแต่ง ...แล้วไปเห็นดีเห็นงาม แล้วยังมีคนมาสนับสนุน ให้มันจริงจังขึ้นมาด้วย

มันก็ไปตกระเหเร่ร่อนของมันไป จะไปดึงไปรั้งอะไรไม่ไหวหรอก ...เดี๋ยวมันก็จะรู้เอง แล้วมันก็จะเข้าใจว่า ของจริงมันมีอยู่แล้ว มันหนีไม่พ้นความเป็นจริงหรอก

มันเคยได้ยินได้ฟังแล้ว มันก็ได้ไปในภูมิอยู่ภายใน  แต่มันอยู่ในส่วนลึก จนไม่รู้มันจะกลับมาเมื่อไหร่ ...ก็เรื่องของมัน ตามวาสนาบารมีของมันน่ะ

เราก็ละจิตที่มันเป็นห่วงเป็นกังวลไป อย่าส่งเสริมให้มัน ...ก็ควบคุมไว้ เพียรเพ่งอยู่ภายใน  ไม่เอาธุระเป็นธุระจนเกิน จนเสียการงานภายใน


.....................................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น