วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/8 (2)


พระอาจารย์
16/8 (570829B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 สิงหาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/8  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  จิตน่ะเป็นตัวที่มากเรื่อง...แล้วก็เรื่องมาก  แล้วคอยแต่หาแต่เรื่องมาให้รู้ ให้เห็นอยู่ตลอด สร้างนั้นสร้างนี้ขึ้นมาอยู่ตลอด

เห็นมั้ย เวลาเราปล่อยจิตน่ะ...มีแต่เรื่อง ...แต่ถ้าเราไม่ปล่อยจิตสิ หยุดตรงนี้ แล้วรู้ตรงนี้ รู้ว่านั่งอย่างนี้ ไม่มีเรื่องนะ ...ทำไมถึงไม่มีเรื่อง เพราะไม่มีจิต  จิตน่ะมันไม่เกิด จิตมันหยุดเกิดชั่วคราวนึง

จิตไม่เกิดก็หมายความว่ามันไม่ไปสร้างภพได้...ไม่สามารถสร้างภพได้  มันก็ไม่เกิด มันก็ไม่เกิดภพ มันก็ไม่เกิดเรื่องราวในภพคือเวทนาในเรา...สุข-ทุกข์มันก็ไม่เกิด ข้างหน้าข้างหลังก็ไม่มี

มีแต่นั่ง...กับอะไรก็ไม่รู้ที่มันรู้ว่านั่ง ...ไอ้ที่รู้ว่านั่งนี่ มันก็ไม่ใช่เรา มันก็เป็นแค่รู้ ...นี่ ซ้ำๆๆๆ ย้ำ ตอกย้ำลงไป อย่าเบื่อ อย่าท้อ อย่าเปลี่ยน แค่นั้นเอง แน่วแน่ลงไป ...จิตมันก็จะค่อยๆ หมดกำลังไป 

ถึงแม้มันจะวนเวียนๆ ไม่หายไปไหนก็ตาม ...มันก็จะค่อยๆ อ่อน ยอบแยบๆ เป็นความคิดเปล่าๆ เป็นความคิดลอยๆ เป็นอารมณ์เปล่าๆ เป็นอารมณ์ลอยๆ ...มันไม่มีอำนาจพอที่จะให้มาเปลี่ยนแปลงแก้ไขขันธ์ได้

เพราะนั้นน่ะ ให้เข้าใจตามนี้ อย่ามัวแต่ไปดูจิตหรือไปดูอารมณ์ ...เมื่อมันมีอารมณ์เกิด ให้รู้ว่ามีอารมณ์เกิด...แล้วทิ้งเลย อย่าไปยุ่งกับมันเลย

เมื่อรู้ว่ามีจิตเกิด หรือว่าความคิดเกิด อย่าไปดูมันเลย ...ก็รู้ว่ามันเกิด แค่รู้ว่ามันเกิด พอแล้ว ...นี่ เรียกว่าจิตตานุสติปัฏฐาน แค่นี้เองนะ ต้องใช้ให้เป็นนะ

ให้รู้ ...นั่น นั่งแล้วก็ทบทวนซะ อย่างนี้...มันมีอะไรบ้างตรงนี้  มีความคิด..รู้  มีอารมณ์...รู้ ไม่ต้องไปสน มีกายมั้ย ...มี ...เนี่ย เอาแวดวงนี้รวมกัน 

แล้วให้เห็นว่ามันมีนามขันธ์วนอยู่รอบในขันธ์ ...ก็ไม่ต้องไปแตะต้องเลย ไม่ต้องไปดู ไม่ต้องไปทำความละเอียดลึกซึ้งหรือว่าชัดเจนกับมันเลย

แล้วคราวนี้มันก็มีกายอยู่ด้วยใช่มั้ย ปนอยู่ด้วยใช่มั้ย ...ตรงเนี้ย แหวกตรงลงที่ความรู้สึก คอยหยั่งลงไป หยั่งลงไปที่ความรู้สึก แบบท่อลำเลียง เหมือนกับเป็นท่อลำเลียง

แล้วก็ตรงลงที่นี้ ด้วยความแน่วแน่ ...ภาษาเขาเรียกว่า ถ้าไม่เพียรเพ่งลงที่กายนี้...เสร็จ เสร็จนามขันธ์หมด เสร็จจิตหมด เสร็จอารมณ์ที่วนเวียนๆ วนเวียนๆ อยู่หมด

ตอนนี้มันมี อารมณ์ จิต กิเลส ...ซึ่งมันจะมีอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับมีอยู่คู่ขันธ์เลยน่ะ ...นี่คือปุถุชนนะ มันจะเป็นของที่คู่กันเลย

ท่านถึงเรียกว่า...ปุถุชน แปลว่า ผู้หนาแน่นด้วยกิเลส คือมันไม่มีช่องว่างช่องเว้นเลยแหละ ...แต่ท่ามกลางความหนาแน่นของกิเลสนี่ หยั่งรู้ดูเห็นลงไป มันจะมีกายนี่อยู่ตรงนั้นอยู่ด้วย

แค่เนี้ย คัดกรองออกแล้ว...หยาบๆ นะ ...เห็นมั้ย นี่คัดกรองกิเลสกับคัดกรองความจริงออกจากกันอย่างหยาบๆ แล้วด้วยการปฏิบัติเบื้องต้น

ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงตรงไหนหาอะไรมากหรอก หากายตัวเองตรงนี้ให้เจอก่อน ...มันจะได้แวบหนึ่งก็ตาม ไม่เป็นไร มันไม่หายไปไหนอยู่แล้ว...กายน่ะ มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ

เพียงแต่ว่ามันถูกบดบังด้วยอารมณ์ ...เพราะเราไปให้ค่า หรือว่าไปจริงจังกับมันเกินไป ไปจริงจังกับความคิดเกินไป ไปจริงจังกับการที่จะไปเอาถูกเอาผิด เอามรรคเอาผลกับมันเกินไป

อย่างมันว่าบางอารมณ์ บางสภาวะมันน่าจะเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดนิพพาน ...นี่ มันคิดของมันเอาเองอย่างนั้นน่ะ ใช่มั้ย  ว่างอย่างเนี้ย สว่างอย่างเนี้ย อะไรพวกนี้

แล้วถ้ามันเกิดอะไรพวกนี้ขึ้นมา หรือมีนิมิตอย่างที่...มีคนนั้นคนนี้มาหา มาพูดมาคุย มาสอนอะไรอย่างนี้ พวกนี้ ...แล้วก็พยายามไปเพิ่มเติมสนับสนุนให้มันมากขึ้นๆ ในส่วนของกิเลส 

โดยที่ไม่รู้ตัวว่ามันแปลงหน้าแปลงตามาเป็นพระพุทธเจ้า เป็นสภาวธรรมต่างๆ เหมือนสภาวธรรมที่เขาว่ากัน ...แล้วก็เสร็จแล้วนักภาวนาก็มาตาย...ตกม้าตายตรงนี้แหละ

 แล้วก็ไปหามรรคหาผลกันในจิตนั่นแหละ ไปหามรรคหาผลกันในนั้น อย่างนั้น ...ซึ่งก็บอกแล้วว่า สุดท้ายแล้วมันไม่ได้อะไรหรอก มันไม่มีอะไร

แต่ที่แน่ๆ มันลืมกายหมดเลย เห็นมั้ย ลืมศีล นอกศีลหมดเลยนะ ...เราถึงบอกว่า เนี่ย ทั้งหมดนี่...เป็นการภาวนานอกองค์มรรคโดยตลอดเลย

ยังไงๆ น่ะ เราก็ยังยืนยันในเรื่องกายหนึ่ง ...ไม่ออกจากกายหนึ่ง ไม่ออกนอกกาย ไม่ลืมกาย ไม่ห่างกาย ไม่ว่างเว้นจากกาย ไม่ให้กายหาย ...หมายความว่า ผู้นั้นกำลังมีความแน่วแน่ในองค์ศีล 

จะได้หรือไม่ได้อีกเรื่องนึง จะได้ตลอดหรือไม่ตลอด อยู่ที่กำลังความเพียร ...แต่ขอให้มีความแน่วแน่ในศีล มุ่งตรงต่อศีลก่อนอย่างนี้ รับรองว่า มรรค ผล นิพพาน ไม่หนีไปไหนหรอก

อย่าไปแน่วแน่ต่อที่อื่น ...อะไรที่มันพาให้ออกนอกกาย มีแต่จิตนั่นแหละ ...นั่นแหละคือความเบี่ยงเบนไป เขาเรียกว่า...ออกนอกลู่นอกทาง เข้าใจมั้ย

ทางมีทางเดียว นี่ ศีลสมาธิปัญญา คือกายปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน มันมีอยู่ทางเดียว ...แล้วทุกคนมีทางนี้อยู่แล้ว ...แต่ปัญหาคือ มันไม่เจอทาง ไม่รู้จักทาง ว่าทางนี้มีอยู่ แล้วมันไปหาลู่ทางใหม่

เห็นมั้ย จิต เรา ความคิด ความเห็น วิเคราะห์ อ่านตำรา สัญญา สมมุติ ภาษา บัญญัติ คนนั้นคนนี้บอก ...พวกนี้ มันจะมีการไปเร้าจิต แล้วก็มาผสมปรุงแต่งเพื่อให้ออกมาเป็นเส้นทางการปฏิบัติ

แล้วมันก็ไปเข้าใจว่า จะต้องไปหาทางที่เป็นทางแบบนั้น ด้วยวิธีการนั้น ...มัชฌิมาของมันก็ไปเกิดอยู่ตรงนั้น ตรงที่จิตมันวิเคราะห์แล้ว...แล้วก็ทำตามที่มันบอกนี่

ทั้งๆ ที่มัชฌิมา...มันอยู่ตรงนี้นี่ อยู่ที่ศีลนี่ ...แล้วถามว่ามัชฌิมานี่ต้องหาไหม ต้องทำขึ้นมาไหม ต้องทำขึ้นมาใหม่ ต้องสร้างใหม่ไหม...ก็ไม่ต้อง ...มันมีมาพร้อมกับการเกิดเลย

แล้วถามว่ามีใครมาก-มีใครน้อยกว่ากันไหม...ไม่มี  เท่ากัน ...เพียงแต่มันไม่เห็น และเพียงแต่ว่ามันไม่ใส่ใจ ...ไม่ใช่ว่ามันไม่มีนะ 

ทุกคนเกิดมาพร้อมศีลสมาธิปัญญา แต่ไม่รู้จักศีลสมาธิปัญญา ...ทุกคนเกิดมาพร้อมศีลสมาธิปัญญา แต่ไม่เห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญาเลย 

กลับไปหาศีลสมาธิปัญญาที่อื่น กลับไปหามรรคผลนิพพานด้วยวิธีการอื่น ...แล้วมันก็เข้าใจว่า วิธีนั้นถูกกว่าวิธีนี้ วิธีนี้ถูกกว่าวิธีโน้น  

ก็เถียงกันจบเว็บล่ม จนต้องปิดเมสเสจข้อความกันไปเลย ด่ากันจนต้องลบต้องบล็อกกัน เนี่ย มันเถียงกันนอกศีล...แต่ยกเรื่องศีลมาเถียงกัน เออ

แต่ถ้าอยู่ตรงนี้...ครบถ้วนบริบูรณ์ในศีลนี่ ไม่ต้องถามถึงว่าศีลเป็นพันๆ ยังรักษาได้เลย ไม่สามารถมาทำให้กายนี้แปดเปื้อนได้แต่ประการใดเลย ไม่สามารถหาอะไรมาเป็นมลทินครอบคลุมกายได้เลย

ถามว่าถ้ารักษาศีลตัวนี้แล้วมันไม่บริสุทธิ์ในศีลนี่...ก็ไม่รู้จะไปรักษาศีลตัวไหนแล้ว ที่จะเข้าสู่ความเป็นวิสุทธิศีล เพื่อทำความแจ้งในกาย

จิตเนี่ย มันมายึดมั่นถือมั่นในกองกายนี้ ทุกส่วน ทุกองคาพยพเลย...ว่าเป็นเรา แล้วมันนิมิตนามขึ้นมา นิมิตรูปขึ้นมากำกับทุกลักษณะอาการของกายเลย

ยกเว้นบางลักษณะอาการที่มันนิมิตขึ้นมาแล้วหาบัญญัติลงไม่ได้ก็มี ...แต่มันไม่มีไม่ได้นี่ยังไม่พอนะ มันยังไปค้นบัญญัติมาลง มารองรับรูปที่มันสร้างขึ้นจากอาการนั้น

ถึงบอกว่าถ้าไม่คร่ำเคร่งแน่วแน่ต่อการปรากฏขึ้นของกายในปัจจุบัน...ทุกปัจจุบันไปแล้ว  มันจะเพิกถอนความหมายมั่นในกายนี้ไม่ได้

ไม่ได้พูดว่าความหมายมั่นในกายอย่างเดียว หมายความว่ามันหมายมั่นโดยอาศัยผ่านรูป มันจำลองรูปกายนี้ขึ้นมา แล้วมันก็ไปยึดรูปนั้น แล้วก็ไปเหมารูปกับกายนี่เป็นอันเดียวกัน

แต่ถ้าคัดกรองออกๆ ด้วยปัญญา ...รูปมันก็จะเป็นลักษณะเหมือนเป็นฝ้าบางๆ ที่มาครอบกาย เป็นทรวดทรง ...ถ้าอยากเห็นกายชัดๆ จริงๆ นี่  เวลาเดินจงกรม ปิดไฟ ดับเทียน ให้มืดตึ้บเลย แล้วเดิน


ผู้ถาม –  ครับอาจารย์ ผมลองทำฝั่งมืดกับฝั่งสว่างดูแล้ว ...ฝั่งมืดมันจะเห็นรูปชัดกว่า

พระอาจารย์ –  มันเห็นลักษณะของกายชัดกว่า เพราะรูปมันจะไม่ชัด ...แต่ถ้าสว่างปุ๊บนี่ มันจะมีรูปมาหมายกำกับด้วย

แล้วตรงนี้ ไอ้ตรงที่รูปมากำกับพร้อมกับกายนี่  มันจะทำให้กายนี่จาง กายจริงๆ นี่จาง ...แต่ถ้ามืด แล้วลองเดินดูสิ  มันจะมีความรู้สึก หมุน เคลื่อน ว่างๆ ไม่มีกรอบ


ผู้ถาม –  ครับ ผมก็เลยทำทั้งสองส่วน

พระอาจารย์ –  ให้เกิดความชัดเจนว่าอันไหนรูป อันไหนกาย ...ถ้าเป็นรูปหมายความว่านั่นน่ะจิต  รูปนี่มาจากจิตนะ รูปไม่ได้มาจากกายนะ เข้าใจมั้ย ...เป็นการปรุงแต่งขึ้นของจิต

แล้วจากรูปนี่ เห็นมั้ยว่ารูปนามเกิดเมื่อไหร่...ปัจจยาการถึงทุกข์เลยแต่ถ้ามันดับ ตัดตรง ทันตรงที่รูปนาม เข้าใจมั้ย ทุกข์จะน้อยลงนะ ...เริ่มน้อยลงตั้งแต่ตรงนี้แล้ว ถ้าเท่าทันรูปนาม


 ผู้ถาม –  ช่วงที่อยู่ในความมืดมันจะยุบยิบๆๆ

พระอาจารย์ –  เออ มันไม่มีทุกข์หรอกตรงนั้น ถ้ามันเห็นอย่างนั้นน่ะ ไม่มีทุกข์ในเรา แล้วก็ไม่มีเราด้วย


ผู้ถาม –  ก็ส่วนหนึ่งก็ฝึกในมืด ส่วนหนึ่งก็ยังฝึกสว่างอยู่อาจารย์ ผมยังทำสองฝั่ง

พระอาจารย์ –  ทำความเข้าใจให้ละเอียด ...เมื่อเท่าทันรูปนามแล้วนี่ รูปนามเกิดไม่ได้ ...ปัจจยาการที่ต่อเนื่องจากรูปนามนี่ คืออะไร...สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ-ชาติ

ถ้าเท่าทัน...มันก็ไม่เกิด มันก็เหลือแต่รูปนามเกิด-ดับ ใช่มั้ย มันจะเห็นรูปนามเกิดดับคือจิตเกิดดับนั่นเอง


ผู้ถาม –  มันยิบๆ ยิบๆ อยู่อย่างนั้น ก็ปล่อยมันทำไป

พระอาจารย์ –  แต่กายก็คือกายวันยังค่ำ คือไตรลักษณ์ ...กายคือไตรลักษณ์ แล้วก็มีหน้าเดียว มีมุมเดียว ไม่มีหลายมุม เข้าใจมั้ย ...กายเป็นลักษณะอะไรที่ตรงที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด 

มันไม่เคยโกหก ไม่เคยหลอกลวงเลย ...ตรงไหนตรงนั้น อย่างงั้นน่ะ โดนร้อน...ร้อน ไม่มีคำว่าหนาว  โดนเย็น..เย็น ไม่มีคำว่าร้อน  โดนแข็ง...แข็ง ไม่มีการว่านิ่ม 

มันตรงที่สุดเลย เข้าใจมั้ย แล้วมันจะปรากฏตรงอย่างนี้ตลอดเวลา ...เนี่ยมันมีหน้าเดียวนะ กายมีความจริงหน้าเดียว


(ต่อแทร็ก 16/9)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น