วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/13 (1)


พระอาจารย์
16/13 (570920B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
20 กันยายน 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นสิ่งสำคัญเริ่มแรกก็คือ จะต้องสร้างศรัทธาในการที่จะให้เชื่อว่า...ศีลมีอยู่จริงที่นี้นะ สมาธิมีอยู่จริงที่นี้นะ ปัญญามีอยู่จริงที่นี้นะ

ไม่ต้องไปสร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องไปทำอะไรขึ้นมาใหม่เลย ...เอาจิต เอาความรู้สึก เอาความนึกคิด เอาอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง มาทุ่มมาเท มาจรดลงที่กายที่เดียว

ไม่ต้องไปสร้างกายขึ้นมาใหม่ด้วย ...กายปัจจุบันนี่แหละ กายธรรมดาๆ นี่แหละ ...เดี๋ยวตึง เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวเป็นก้อน เดี๋ยวหนักๆ ทึบๆ เดี๋ยวไหว เดี๋ยวกระเพื่อมนี่น่ะ

เอาตรงนี้แหละ ที่เรียกว่าความรู้สึกตัวนั่นแหละ กายตามความรู้สึกนั่นน่ะ ...ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรหรอก  รู้ยังไงก็ตรงนั้นน่ะ รู้สึกยังไง ที่ไหน ส่วนใด...ก็ตรงนั้นน่ะใช่ 

ไม่ต้องไปทำกายขึ้นมาใหม่ให้มันแปลกประหลาดจากความเป็นปกติของมันหรอก ...ก็เพียรน้อม เพียรหยั่ง เพียรทบทวนอยู่ว่า...จิตมันออกนอกกายรึเปล่า 

จิตมันสร้างเรื่องสร้างราวอะไรอยู่รึเปล่า มันมีอารมณ์อะไรอยู่รึเปล่า ...นี่ ตรวจสอบ ทบทวน  แล้วก็ทัดทานจิตเหล่านั้นไว้ แล้วก็น้อมกลับมาลงที่กายใหม่ 

ให้มันแนบชิดติดศีลไว้ ให้มันแนบชิดติดกายไว้ ไม่ให้มันพราก ไม่ให้มันห่าง ไม่ให้มันจาก ไม่ให้มันหลุด ไม่ให้มันหาย ไม่ให้มันไกลจากกายปัจจุบัน ความรู้สึกในกายปัจจุบันนี้

ถ้าเราสร้างศรัทธาความเพียร ที่จะทำจิตฝึกจิตให้มันอยู่แนบชิดติดศีลติดกายไว้บ่อยๆ ...ความเป็นไปในองค์มรรค ความใกล้ชิดในองค์มรรค การเข้าไปยืนในองค์มรรค 

ตลอดจนถึงการเดินในองค์มรรค เดินไปบนท่ามกลางมรรค  มันก็จะเกิดขึ้นมาตามลำดับผู้ปฏิบัติที่ตั้งใจอย่างนี้จริงๆ ...ไม่ขึ้นกับกาลเวลา สถานที่ หรือสภาวะอารมณ์ในจิตแต่ประการใดเลย

จิต...จะดีจะร้าย จะถูกจะผิด...ช่างหัวมัน  จะได้อะไร จะเกิดสภาวะ หรือไม่เกิดสภาวะอะไร...ช่างหัวจิตมัน  จะมีกิเลสมาก กิเลสน้อย จะมีกิเลสหนา กิเลสบาง กิเลสทับถม...ช่างหัวมัน

อย่าไปดิ้นรนอยู่กับมัน อย่าไปข้องแวะติดสอยห้อยตามอยู่กับมัน อย่าไปอาลัยอาวรณ์ในมัน อย่าเข้าไปจัดการกับมัน ...ถอยถอนจิตที่จะเข้าไปเจตนามีและเป็น หรือเจตนาไม่มีและไม่เป็นกับมัน 

ถอยถอนออกมาซะ แล้วมามุ่งตรงลงไปที่ปัจจุบันกาย ปัจจุบันรู้นี่ ...คอยสอนจิตอยู่อย่างนี้ คอยบอกจิต คอยเตือนจิตให้มันกลับมาอยู่กับกาย กลับมาอยู่กับรู้เดี๋ยวนี้ เสมอๆ 

นี่จึงจะได้เค้าลางว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงต่อศีลสมาธิปัญญา ...เมื่อตรงแล้วตรงอีก ตรงแล้วตรงอีกต่อศีลสมาธิปัญญา ก็จะได้ยกระดับในตัวของมันเองว่าเป็นผู้ปฏิบัติชอบ และเป็นผู้ปฏิบัติอันควรต่อไป

แต่ถ้ายังเป็นผู้ปฏิบัติที่...เป็นผู้ที่ติดสอยห้อยตามกิเลส เป็นลูกน้องกิเลส เป็นลูกหาบกิเลสให้มัน ไปกับมัน ...จึงไม่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีและปฏิบัติชอบ

แต่เป็นผู้ที่ปฏิบัติตรงต่อกิเลส เป็นผู้ที่ปฏิบัติด้วยการเคารพนบนอบต่อกิเลส ...ซึ่งไม่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีในองค์มรรค ไม่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติชอบในองค์มรรคเลย

ถ้าไม่คอยเตือน คอยบอก คอยสอนว่าศีลอยู่ไหน คืออะไร ...แล้วพาให้จิตมันอยู่กับศีลตรงนั้น กายตรงนั้น  แล้วก็ตั้งมั่นให้ได้...กับสิ่งที่มันตั้งมั่นได้ยาก

เพราะการที่จิตน่ะมันจะไปตั้งมั่นกับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หรือขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง...ขันธ์ห้าใดขันธ์ห้าหนึ่งที่มันสร้างขึ้นมานี่...มันง่ายน่ะ  

แต่การที่พาให้จิตนี่มันมาตั้งมั่นอยู่กับศีล ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันกาย ตั้งมั่นอยู่กับความรู้ตัว  อันนี้คือว่า...ในเบื้องต้นนี่ถือว่าพวกเรานี่ จะเรียกว่า...เป็นสิ่งที่ตั้งมั่นได้ยาก

แต่ถ้าไม่มีความรามือ ไม่มีความท้อถอย ไม่มีความขี้เกียจขี้คร้าน ไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง ไม่มีการว่ารั้งหรือรอ ...เหล่านี้จึงจะพัฒนาความเป็นผู้มีศีลสมาธิปัญญาเป็นสรณะขึ้นมา แทนที่กิเลสที่เป็นสรณะ

กิเลสคืออะไร ...ความคิด อารมณ์ เรื่องราวต่างๆ ความเป็นไปของสัตว์บุคคล ...เหล่านี้คือกิเลสล้วนๆ เลย คือความปรุงแต่งขึ้นมาล้วนๆ เลย

ก็จะต้องฝืนทวน หักห้ามจากมัน ด้วยความยากลำบากแค่ไหน...ก็ต้องทำ ...ไม่มีหรอกที่จิตดวงใดที่มันเห็นดีเห็นงามไปกับกิเลส แล้วจะบรรลุมรรคผลและนิพพาน

มันจะบรรลุแต่ทุกข์ โทมนัส อุปายาส...นั่นแหละคือที่บรรลุของมัน ...คือความเศร้าหมอง คือความอึดอัดคับข้อง คือความเร่าร้อน คือความเดือดเนื้อร้อนใจ

แต่ถ้าผู้ปฏิบัตินั้นสอนจิตตัวเองนี่ ให้มันมานอบน้อมกับศีล ให้มันมาหยุดอยู่กับศีล ให้มันมามั่นคงอยู่กับศีลนี่ ...ความดับไป ความสิ้นไปของทุกข์แห่งเรา ก็จะไปสู่ความหมดไปสิ้นไป ด้วยความที่เรียกว่าดับโดยสิ้นเชิง

เอาง่ายๆ แค่นี้แหละ ...ไม่ต้องไปแข่งดีแข่งเก่งกับใคร ไม่ต้องไปแข่งสภาพธรรม สภาวะจิต กับใคร แข่งกับตัวเองว่าวันนี้กับเมื่อวานนี้...รู้ตัวมากหรือน้อยกว่าเมื่อวานนี้ 

คอยแข่งคอยเทียบกับตัวเอง ที่เรียกว่าทบทวนศีลสมาธิปัญญาแห่งตน ว่ามันดีหรือมันเลวกว่าเมื่อวาน ...ถ้ามันเลวกว่าเมื่อวานก็ใช้ไม่ได้

แล้วไม่ต้องไปโทษใคร ...โทษที่ขี้เกียจ โทษที่ปล่อยให้กิเลสมีอำนาจเหนือใจ เหนือความเป็นปกติปัจจุบันกายใจ ก็ต้องแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเอง

เพื่อให้วันนี้มันไม่ด้อย ไม่น้อยกว่าเมื่อวาน นี่ ...ไม่ใช่ไปนั่งคิดนอนคิดถึงคนนั้นคนนี้เขาภาวนาไปถึงไหนแล้ว เขาได้อะไร เขามีความรู้อะไร เขาอยู่ในขั้นภูมิไหน

ยิ่งส่งจิตคิดเรื่องเหล่านั้น ยิ่งมีกิเลสทับถม เป็นอารมณ์ทับถม ...ใครจะภาวนาถูก ใครจะภาวนาผิดไปจากเรา ไม่ต้องส่งจิตไปคิด ไม่ต้องไปสร้างขันธ์ข้างหน้ามาหลอก

หน้าที่ของเราคือชำระขัดเกลา ไม่ให้มีขันธ์มาก ขันธ์น้อย ขันธ์หยาบ ขันธ์ไกล ขันธ์ใกล้ ขันธ์ข้างหน้า ขันธ์ข้างหลัง ขันธ์คนอื่น มาเป็นตัวชี้แนะบอกกล่าว 

ให้มันเหลือแต่กายใจนี่เป็นตัวชี้นำ ...แล้วท่ามกลางที่รู้อยู่กับกายใจนี่ มันจะมีจิตที่มันยังไม่ยอมลงให้กายใจนี่ มันจะพลุ่งโพล่งออกมา 

เป็นความคิดอย่างนั้น เป็นความเห็นอย่างนี้ เป็นอารมณ์อย่างนั้น เป็นตำราเล่มนี้ เป็นคำพูดในธรรม ภาษาธรรมตัวนั้น ...อย่าไปข้องแวะกับมัน อย่าไปโอนอ่อนผ่อนตามกับมัน อย่าไปเห็นดีเห็นงามไปกับมัน

เดี๋ยวมันก็จะบอกว่า “ไม่ได้อะไร”  เดี๋ยวมันก็จะบอกว่า “เซ็ง”  เดี๋ยวมันก็จะบอกว่า “คงไม่ไปถึงไหนหรอก”  เดี๋ยวมันก็จะมาบอกว่า “คนอื่นเขาไปถึงไหนแล้ว เราจะมารู้อะไรอยู่แค่นี้”

นี่ มันจะมีอะไรขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา...กิเลสทั้งนั้นน่ะ ...อย่าให้มันมาชักลากชักนำให้ จนเกิดการละเลย ละทิ้งจากศีลสมาธิปัญญาที่กำลังประกอบกระทำนั้นอยู่

ไม่ต้องไปสู้กับคนอื่นเลย สู้กับกิเลสตัวเองอย่างนี้ตลอดเวลา จนเห็นเค้าลางของความชนะขึ้นมาบ้าง ...เค้าลางยังไง ...ก็อย่างเช่นว่า...

“เออ อยู่เว้ย ไม่ลืมเลยตั้งสิบนาที ยี่สิบนาที ไม่หายไปไหน ไม่มีกิเลสมาแผ้วพาน ไม่มีจิตมาปรุงแต่งเลย มันว่างเรียบไปหมด สบาย” ...นั่น เห็นเค้าลางบ้างไหมน่ะ เห็นเค้าลางของศีลสมาธิปัญญาบ้างไหมเล่า

ถ้าปฏิบัติไป มันก็จะเห็นเค้าลางอย่างนี้ มากขึ้น ขยายความขึ้นไปเรื่อยๆ น่ะ ...ทีนี้มันก็เกิดกำลังใจขึ้นมา เกิดความมั่นใจในตัวเอง เกิดศรัทธาในศีลสมาธิปัญญาว่า...เออ มีจริง ให้ผลจริงอย่างนี้เอง

มันก็เกิดกำลังใจ เกิดความเข้มแข็งในการที่จะละ การที่จะวางขันธ์ห้าที่เกิดจากจิตปรุงแต่งนี่ ที่มันคอยล่อคอยหลอก คอยนำพาให้ออกนอก ...มันก็มีความเข้มแข็งในการเลิกละ ไม่ให้ความสำคัญในมัน

ความเป็นไปในมรรค ความเป็นไปในศีลสมาธิปัญญา ...มันก็ยิ่งเป็นไปตามครรลองแห่งมรรค ครรลองแห่งศีลสมาธิปัญญามากขึ้นเอง

แล้วมันก็จะเดินอยู่บนท่ามกลางกายใจ เดินอยู่บนมรรค...ท่ามกลางความเงียบงันจากจิต เงียบงันจากการปรากฏขึ้นแห่งขันธ์

ทีนี้จะรู้เลยว่าไอ้ขันธ์หยาบๆ นี่หายไปไกลเลย ไม่ค่อยผุดโผล่ขึ้นมา ...มันจะอยู่แต่ไอ้ขันธ์ที่มันเนียนละเอียด ประณีต ที่มันก็เหมือนกับเสี้ยนตำใจอยู่อย่างนั้น

นั่น มันจะรู้เองว่า...เอ๊อะ มันยังไม่แล้วโว้ย มันยังไม่หมด มันยังไม่หมดจดเลยนะ ...เรียกว่าจิตยังไม่หมดจด ยังมีความเศร้าหมองที่เกิดจากขันธ์

แม้จะไม่ได้เป็นขันธ์เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นต่อน เป็นก้อน เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา  มันก็ยังรู้สึกลึกๆ อยู่ ...นี่ปัญญามันสามารถรู้ความเป็นไปของกิเลสของขันธ์ได้ถึงขนาดนั้น

ก็ยังไม่แล้วใจ ยังไม่สามารถที่จะละวาง ปล่อยวางศีลสมาธิปัญญาได้  ยังต้องอาศัยศีลสมาธิปัญญาเป็นหลักเป็นที่พึ่งตลอด ...เพราะยังไม่แล้วใจกับกิเลส

ถึงแม้จะอยู่ในระดับที่กิเลสหยาบๆ ความคิดเป็นภาษา เป็นคำพูด อารมณ์ที่ออกมากระพือโหม ไม่มีแล้วก็ตาม ...ท่านก็ยังไม่แล้วใจ

เพียรรู้เพียรเห็นอยู่ในกายในรู้อยู่อย่างนั้น เข้มแข็งในศีลสมาธิปัญญาโดยไม่ท้อถอยอยู่อย่างนั้นน่ะ ...เหมือนไม่ได้อะไร เหมือนไม่ไปไหนน่ะ

ก็ไม่ได้ไปไหนเลย ...อยู่ในที่อันเดิมนั่นแหละ อยู่ในกายอันเดิมนั่นแหละ อยู่กับรู้อันเดิมนั่นแหละ ...ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่วิ่งไปหาอะไรใหม่ๆ ไม่ได้ไปหาสภาวธรรมใหม่ๆ เลย ...กายอันเดิม รู้อันเดิมน่ะ 

แต่มันหยั่ง ลึกๆๆ ลึกซึ้งลงไป  จนถึงจุดที่เรียกว่า กิเลสมันไม่สามารถมาข้องแวะแผ้วพานได้น่ะ ไม่มีอำนาจหรือกำลังที่จะมาชักนำออกนอกกายใจ...ในระดับศีลสมาธิปัญญาระดับนั้นได้เลย

กิเลสจากไหนล่ะ มาเถอะ...สลายหมด ไม่สามารถก่อตัวรวมตัวขึ้นมาเป็นภาวะขันธ์ ภาวะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้เลย ทั้งหยาบ ทั้งกลาง ทั้งละเอียด ทั้งประณีต ทั้งสุดประณีต

มันก็มีความเป็นเอกภาพ เอกธรรม...เอโกธัมโม เอกังจิตตัง อยู่อย่างนั้น ...เป็นเอก เป็นโดดเด่น เป็นธรรมอันเลิศ เป็นใจอันเลิศ เป็นธรรมอันบริสุทธิ์ เป็นใจอันบริสุทธิ์อยู่อย่างนั้นน่ะ

จนได้ชื่อ จนได้เรียกว่าขานว่า...เป็นผู้ที่ห่างไกลจากกิเลส ทั้งหลายทั้งปวง


(ต่อแทร็ก 16/13  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น