วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/6 (2)


พระอาจารย์
16/6 (570815F)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
15 สิงหาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/6  ช่วง 1

โยม –   แล้ว “เรา” มันมาจากไหนเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  ก็บอกว่าจิตสังขาร


โยม –  ตรงที่มันมีสัญญา มันมี “เรา” หรือยังเจ้าคะ มีรูปสัญญาเกิดขึ้นในนั้น

พระอาจารย์ –  มีแล้ว มันมีแล้ว ...ทุกความคิด ทุกความปรุงแต่งในตอนนี้ของพวกเรามีกิเลสแอบอยู่หมด มีความเป็นเราอยู่ตลอดเลย ...ไม่มีชั่วขณะใดขณะหนึ่งเลยที่ไม่เป็นเรา บอกให้เลย

ในจิตนะ ความเป็นจิตเรามีตลอดเลย ...จะดูเหมือนไม่มี จะดูเหมือนมี จะดูเหมือนมีชัด จะดูเหมือนไม่มีอย่างชัดเจน...ก็มี  ยังไว้ใจกิเลสไม่ได้เลย

เพราะว่าปัญญาของพวกเรายังไม่ละเอียด ไม่สามารถกลั่นกรองได้ถึงขนาดที่เรียกว่าจะเห็นความเป็นจิตบริสุทธิ์ได้ใน ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเลย

บอกแล้ว มีผู้เดียวที่จะเข้าถึงความเป็นจิตบริสุทธิ์ได้...ผู้เดียวจริงๆ คือพระอรหันต์  ยกเว้นให้ท่านเลย ...ต่ำกว่าพระอรหันต์ลงมา ไม่มีทางเรียกว่าจิตบริสุทธิ์เลย...ไม่มีนะ แม้แต่ขณะจิตหนึ่ง

จนกว่าจะอยู่ด้วยอำนาจแห่งศีลสมาธิปัญญา...โดยหยุดจิตได้โดยสมบูรณ์เลย ...นั่นแหละ มันจึงจะเข้าไปลบล้างกิเลสภายในคืออวิชชา 

ด้วยการรู้และการเห็น และปัญญาที่มันเห็นสภาพ...โดยไม่ผ่านจิต โดยไม่ผ่านจิตเรา

เพราะนั้นไม่ต้องไปสงสัย ไปกลั่นกรองจิตอะไรเลย ...ทิ้งก่อน หยุดก่อน  หยุดอย่างเดียว ละอย่างเดียวเลย  ไม่ต้องไปวิเคราะห์แยกแยะอะไรเลย ว่ามันเป็นนามขันธ์ที่จะต้องพิจารณา ไม่เอาเลย

บอกให้เลย ไม่ต้องไปแบ่งแยกว่า นั่นสัญญา นี่ไม่ใช่ อะไรอย่างนี้ ...พอรู้ว่าไม่ใช่กายแล้วนี่ ทิ้งเลย เข้าใจมั้ย เมื่อเห็นว่าไม่ใช่กายแล้วทิ้งหมดเลย

เอาตรงนี้ มุ่งจำเพาะกาย รู้จำเพาะกาย ...ต้องจำเพาะเจาะจงลงไปกายจริงๆ  ถ้านอกจากกายนี้หมายความว่าทั้งหมดนี่เสกสรรปั้นแต่งจากจิตหมดเลย ปรุงแต่งจากจิตหมด กิเลสล้วนๆ เลย บอกให้

อวิชชา ปัจจยา สังขารา ตลอดเส้นสาย ...เราบอกตั้งแต่ต้นแล้ว นามรูป ผัสสะ อายตนะ ตัณหา อุปาทาน ทั้งหมดตลอดสายเลยนะ ไม่มีอยู่จริงเลยนะ ...ยกเว้นกายนี้ 

จำเพาะลงนี่ ...ศีลสมาธิปัญญามันจะกลั่นกรองเอาแต่เนื้อแท้ธรรมแท้ ธาตุขันธ์เท่านั้นเอง ...เอาเหอะ ให้เชื่อลงที่กาย ศรัทธาลงในกาย ศรัทธาลงในศีล ที่เดียวเท่านั้นน่ะ

ทุกอย่างจบหมดเลย จบอย่างหลอกลวงไม่ได้เลย จะมาโป้ปดมดเท็จไม่ได้เลย จะมาอ้างว่าไม่มีกิเลสตรงนั้น ไม่มีตรงนี้ ...ไม่มีทางเลย เป็นไปไม่ได้เลย

ต้องมาจบอยู่ตรงที่กาย จบตรงที่ศีลที่เดียวเท่านั้น ...แล้วจึงจะเห็นว่า เนี่ย กายอันบริสุทธิ์อยู่ตรงนี้ ใจอันบริสุทธิ์จะปรากฏขึ้นเอง

คือดวงจิตผู้รู้นี่...ที่ดำรงคงไว้ด้วยศีลสมาธิปัญญาอย่างพรักพร้อมนี่  จะทำให้กายอันบริสุทธิ์ ใจอันบริสุทธิ์ปรากฏ ...เรียกว่ากายวิสุทธิ จิตวิสุทธิจะปรากฏ

แล้วอาศัยกายวิสุทธิ จิตวิสุทธิ  คือมหาศีล มหาสมาธิตัวนี้ จึงจะเข้าสู่วิมุตติ คือจิตหลุดพ้น ...เนี่ย จิตทั้งหมดนี่ จะหมด ราบคาบ ...เพราะกิเลสภายในมันราบคาบไปแล้ว ด้วยปัญญาอันสูงสุดเท่านั้น

อย่าสงสัยในจิตว่ามันดีหรือไม่ดี ...มันชั่วหมดน่ะ เป็นจิตกิเลส เรียกว่าจิตกิเลส เรียกว่าจิตสังขาร จิตกิเลสหมด ปนเปื้อนหมด มีสารพิษปนเปื้อนหมด...ตลอดทุกดวงจิตเลย

ตั้งแต่พระอรหัตตมรรค ต่ำว่าอรหัตตมรรคลงมานี่...ทุกดวงจิตต้องละหมดเลย ...มันจึงจะเห็นโลกสามโลกนี่ว่างเปล่าหมด บอกให้เลย ตลอดทั้งขันธ์ด้วย...ว่างเปล่า

ที่มันมี ที่มันเป็นอยู่นี่...เพราะมันมีจิตนะ บอกให้ มันไปถือ ...มันเป็นอุปาทานขึ้นมาแอบอิง ความปรากฏขึ้นมาเป็นตัวตนยังมี เป็นตัวเป็นตนขึ้นมานี่

คือนี่พูดได้แค่เป็นคำพูด จะไปนึกคิดยังไงก็ไม่เข้าใจหรอก ...ก็หยุดๆๆๆ  จนจิตนี่เงียบงัน สงัด นิ่ง  เข้าสู่จิตวิเวก แล้วจะเข้าสู่ปริสุทธิวิเวก...โดยสิ้นเชิงเลย คือกิเลสหมดสิ้นเลย

แต่ถ้าไม่เข้าไปสู่จิตวิเวกนี่ คือจิตไม่เป็นวิเวกจริงๆ แล้วหยุดจริงๆ นะ ...ไม่มีทางเลยที่จะเข้าสู่ปริสุทธิวิเวก คือสุขในธรรม สุขในความเป็นจริงล้วนๆ

เพราะนั้นตัวจิตวิเวกมันจะเกิดได้ ต้องเกิดจากกายวิเวก  คือการเฟ้นกายล้วนๆ ออกมาด้วยศีลสมาธิปัญญา แล้วอยู่กับกายวิเวกที่ไม่มีกิเลสเจือปนคือความคิดนึกปรุงแต่ง ...นั่นแหละจึงจะเข้าสู่จิตวิเวก

เอ้า เท่านี้  ไป...ไปตามธรรม ไปรู้ธรรม ไปเห็นธรรมภายในซะ อย่าตามธรรมภายนอก นั่นแหละ


โยม –  พระอาจารย์คะ แล้วมันจะมีแบบสักช่วงน่ะค่ะ ที่จะเห็นจริงๆ น่ะ

พระอาจารย์ –  คือบอกแล้วว่า มันเลียนแบบมาเท่านั้นเอง ...ยังไม่ได้เห็นจริงๆ หรอก 

ยกเว้นพระโสดาบัน ที่เข้าไปสู่มรรคจิตมรรคญาณ เรียกว่ามรรคสมังคี  มันจะเข้าไปเห็นความจริงในระดับที่...ที่สุดของความเป็นจริง ...แค่ขณะนิดหนึ่งเท่านั้นเอง


โยม –  หนูเคยเจริญสติ ก็ดูไปแล้วมันเห็นเหมือนแบบเป็นกรอบน่ะค่ะ กาย เหมือนไม่ใช่ มันไม่มีภาษานะคะ แต่มันแค่เห็นเฉยๆ  มันเป็นกรอบรูป แล้วก็กรอบรูปตั้ง แล้วเหมือนมีอะไรไม่รู้ย้ายเข้าย้ายออกๆ แล้วมันก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คือเห็นอย่างนั้นเฉยๆ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ รู้จริงเห็นจริงอยู่ตรงนั้น ...แต่คราวนี้ว่าเรารู้จริงเห็นจริงอย่างนั้นได้ตลอดมั้ย


โยม –  ไม่ค่ะ เห็นแป๊บเดียวแล้วก็...

พระอาจารย์ –  นั่นคือหน้าที่ของเราที่จะต้องทรงสภาพศีลสมาธิปัญญา...เพื่อดำรงความรู้เห็นจริงอย่างนั้นโดยตลอด เข้าใจมั้ย


โยม –  แล้วมีอีกสภาวะหนึ่ง คืออันนั้นฝนมันตกหนักมากน่ะค่ะ แล้วอยู่ในหอแล้วก็รู้สึกว่า เออ อย่างนี้ ข้างนอกจะเกิดอะไรขึ้นก็เกิดไป แต่ว่าเราอยู่ข้างในก็สบายดี ไม่ทุกข์ร้อน  แล้วแว้บหนึ่งมันรู้สึกว่า เหมือนกับพระผู้ปฏิบัติปฏิบัติชอบท่านก็คงเป็นอย่างนี้เหมือนกัน คือไม่ว่าตายหรือว่าภายนอกจะเกิดอะไร ใจของท่านก็สงบนิ่ง ไม่ได้อะไรกับข้างนอก ...คือ ณ ตอนนั้นรู้สึกว่าสบายจังเลยอยู่ในนี้ สงบ

พระอาจารย์ –  นั่น มันจะเข้าใจความเป็นจริงต่างๆ นานา ด้วยตัวของมันเอง...เป็นปัจจัตตัง

เมื่อมันเข้าใจความเป็นจริงต่างๆ นานาด้วยตัวมันเป็นปัจจัตตังแล้ว มันก็จะเห็นว่าศีลสมาธิปัญญานี่ มันมีอยู่แล้ว มันไม่ใช่ต้องไปทำขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ต้องไปหา ต้องไปสร้าง ต้องไปรักษาอะไรหรอก

เพราะนั้นพระท่านน่ะ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยการประกอบกระทำอะไรเป็นอารมณ์เลย  ท่านอยู่กับศีลสมาธิปัญญาเป็นอารมณ์ ...เพราะมันเป็นของที่มีอยู่แล้ว จริงอยู่แล้ว

มันมีความสงบอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ...นี่ มันก็จะเห็นว่า เออ ไม่เห็นต้องทำอะไรให้มันมากมายเลย ...ก็แค่กลับมาอยู่ที่นี้ แค่นี้เท่านั้น

แล้วก็ขัดเกลาจิตออกไป ไม่คิดนึกปรุงแต่งอะไร ...ศีลสมาธิปัญญาที่เที่ยงแท้ ที่ถาวร ที่เป็นศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงนี่ จะไม่เสื่อม ...ศีลสมาธิปัญญาไม่มีวันเสื่อม

มันจะรู้สึกว่าเสื่อมไปในปุถุชนเท่านั้น เพราะว่าปล่อยให้กิเลสมันมาครอบงำ ...แต่ถ้าเป็นพระอริยะขึ้นไป ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปนี่ จะรู้เลยว่าศีลสมาธิปัญญาจะไม่มีวันเสื่อม

แต่ว่าจะรักษายังไงที่จะไม่ให้อะไรมาบดบังแค่นั้นเอง ท่านจึง...อย่างที่บอกเมื่อกี้ เห็นนะกาย...ที่ว่าเห็นกายเป็นชิ้น เป็นอะไรถ่ายเข้าไหลออกนี่ มันเห็นได้แค่ชั่วขณะหนึ่ง


โยม –  เห็นแป๊บเดียวแล้วก็แบบ...

พระอาจารย์ – มันก็คืน ...เพราะนั้นเนี่ย ทำยังไงถึงจะให้ว่า มันจะรักษาให้มันกลับคืนสู่ความรู้ ...ซึ่งความรู้ความเห็นนี่มันมีอยู่แล้ว เข้าใจมั้ย

การแสดงสภาพอย่างนี้ของกายของขันธ์ มันก็แสดงสภาพตามความเป็นจริงของเขาอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำขึ้นมาใหม่ ...แต่ว่ามันเสื่อมไปเพราะว่ากิเลสมันครอบงำ ปิดบัง

ให้เข้าใจอย่างนี้นะ ไม่ใช่ไปวิ่งตามหา ค้นหา หรือสร้างสภาพอย่างนี้ขึ้นมาอีก ...ถ้าอย่างนี้มันจะเสื่อมจริง เข้าใจมั้ย

แต่ความจริงไม่มีคำว่าเสื่อม เขาจะแสดงอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ก็ยังแสดงอย่างนี้ ...แต่เราไม่เห็น


โยม –  ใช่ค่ะ ตอนนี้ไม่เห็น

พระอาจารย์ –  เพราะว่าจิตนี่มันมาปกปิดหมด มันสร้างอะไรน้อยใหญ่ เยิ่นเย้อ แนบเนียน ครอบงำสภาพของขันธ์ที่มันกำลังดำเนิน สภาพของกายที่มันกำลังดำเนินอยู่ตามความเป็นจริงของเขา

แต่เมื่อใดที่เข้าใจบ่อยๆ ว่าศีลสมาธิปัญญามันมีอยู่แล้วในทีของมัน ในตัวของมัน ...มันไม่ใช่ว่าต้องไปดิ้นรนขวนขวายอะไรมาก

อยู่อย่างนี้ๆ ตอกย้ำลงไปๆ ในที่อันเดิม...กายเดียวใจเดียวๆ กายเดียวรู้เดียวๆ ...วนเวียนอยู่ในกองกาย กองความรู้สึกของกาย อยู่อย่างนี้

เมื่อมันตอกย้ำอยู่ในความรู้สึกที่เป็นกาย...กายเดียวนี่  จิตมันจะระงับ หด จนหมด หยุดนิ่ง นิ่งๆๆๆ ปึ้บ ของเก่าก็เกิด ...ไม่ใช่ของใหม่เกิดใหม่นะ ของเก่า...ก็คือกายที่มันแสดงแบบเดิม อย่างเดิม

มันเป็นของเก่า  ไม่ได้เป็นธรรมอันใหม่เลย ...เป็นธรรมมีตั้งแต่ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดินมาแล้ว ตั้งแต่ตั้งกายตั้งขันธ์เลย ...ของเก่าทั้งนั้นน่ะ


โยม –  รู้สึกว่าแต่ก่อนมันคงจะสงบ แล้วด้วยกิเลสด้วยอะไร มันมาครอบจิตไว้ ทำให้มองไม่เห็นแล้วค่ะ

พระอาจารย์ –  คือมันไม่หยั่งลง ตรงลงที่ศีลสมาธิปัญญา มันจะไม่เห็นสภาพที่แท้จริงของกายของขันธ์เลย ...แต่เมื่อไหร่ที่มันลงล็อคศีลสมาธิปัญญาแล้ว มันจะเห็น...ยังไงก็เห็นอย่างนี้ ทุกคนไป

แต่เห็นแล้วนี่ ...จะเห็นนาน เห็นต่อเนื่อง เห็นตลอด...ก็อยู่ที่กำลังของศีลสมาธิปัญญาของผู้นั้น การเข้าไปประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญาของผู้นั้น นี่


โยม – กราบนมัสการลา พรุ่งนี้กลับแล้ว มีโอกาสปีหน้ามากราบพระอาจารย์ใหม่

พระอาจารย์ –  ก็ดี ก็มาฟังแล้ว ฟัง เราก็สอนเหมือนเดิมนี่แหละ ...ส่วนมากมันจะไปเน้นกันในส่วนที่เป็นนาม จะไปเน้นกันที่จิต  มันไม่เน้นลงที่กาย มันไม่ค่อยเน้นกันที่ศีลเลย

แล้วมันไปเข้าใจกันว่ามรรคผลมันอยู่ตรงนั้น ...นี่มันเสียเวลานะ มันเสียเวลาและมันจะได้สภาวะต่างๆ นานา ซึ่งน่าเชิดชูยกย่อง ในจิตมันจะสร้างสภาวะเป็นผลออกมาต่างๆ นานา

แต่ถ้าลงที่กายแล้วนี่ ...จะไม่มีสภาวะจิตเกิดเลย ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นนิมิตหมายใดๆ ที่นอกเหนือไปจากตึง แน่น แข็ง อ่อน 

นี่ มรรครักษานะ ...ไม่ให้เกิดความรู้จากจิตที่มันคลาดเคลื่อนออกไป


.....................................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น