พระอาจารย์
16/10 (570905A)
5 กันยายน 2557
พระอาจารย์ – คนปฏิบัติ...ตราบใดที่มันยังไม่ลงที่ศีล
จิตมันยังไม่ลงที่ศีล ...มันจะหาวิธีการไปเรื่อยเปื่อย ต่างๆ นานา ...หยุดจิต
ไม่ยอมหยุด ไม่สามารถจะหยุดการคิดค้นได้
เพราะว่าจิตมันยังไม่ยอม
ไม่ยอมนอบน้อมต่อศีล นอบน้อมต่อไตรสิกขา ...มันยังปล่อยให้จิตมันทะยานอยากออกไป
ค้นหาอะไรที่ดีกว่า ถูกกว่าอยู่เสมอ ...ซึ่งมันไม่มี
ถ้ามันไม่รู้จักการสำรวม
ไม่รู้จักการเท่าทันจิต ไม่รู้จักการสำรวมอินทรีย์ ปล่อยจิตให้คิดนึกไป...ยิ่งนานวันไปเรื่อยๆ มันก็ยิ่งเป็นตัวเป็นตน เป็นของเที่ยง เป็นของที่จับได้จริง
ได้ผลจริงขึ้น
สุดท้ายก็ถูกจิตหลอกหมด
ทิ้งเนื้อทิ้งตัว ทิ้งปัจจุบันกาย ทิ้งปัจจุบันศีล ออกนอกกรอบกาย
ออกนอกกรอบศีลออกไป ถูกกิเลสมันชักลาก ชักจูง ไปหามรรคหาผลตามประสากิเลสปรุงแต่ง
มันก็สร้างสภาวะนั้นสภาวะนี้ มาล่อ
มาหลอก มาลวง ให้ก้าวออกไปในมัน ลึกเข้าไปในมัน ...มีเราเป็นผู้เสวยอยู่ตลอดเวลา สุดท้าย...ปัจจยาการสุดท้ายของจิตก็คือ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ อุปายาส ...ทุกข์ทั้งนั้น
นี่ไม่เข้าใจ ไม่ฟัง ไม่เชื่อครูบาอาจารย์
ท่านบอกไว้แล้ว...อวิชชามันปัจจยาสังขารา สังขาราก็คือจิตปรุงแต่ง กายสังขาร
จิตสังขาร วจีสังขาร ...ล้วนแล้วแต่เป็นความปรุงแต่ง
ต้นตอมันมาจากอวิชชาคือความไม่รู้ทั้งสิ้น มันไม่มีทางพาไปสู่นิพพานได้...เป็นไปไม่ได้ ...มันก็เป็นปัจจยาการการเกิดไปต่อเนื่องจนถึงที่สุด
แล้วปัจจยาการสุดท้ายของการเกิดก็คือทุกข์
มันไม่มีนิพพานอยู่ในระหว่างทางปัจจยาการสายเกิดเลย ...ซึ่งต้นตอมันมาจากอวิชชา แล้วก็ตัวที่ต่อเนื่องก็คือตัวจิตนั่นเอง
ถ้าไม่รีบละ รีบวางเสียแต่ต้นมือ
ปล่อยให้ความคิดยาวไกลออกไป ดึงไม่กลับ ...เกิดความที่จิตมันจะมีแต่ความกระด้างกระเดื่องต่อศีล
กระด้างกระเดื่องต่อปัจจุขันธ์ ปัจจุบันกาย ปัจจุบันไตรสิกขา
มีความกระด้างกระเดื่อง แข็งขืน มานะก็พอกพูนขึ้นไปในการที่จะดันเข้าไปตามความคิด ตามอารมณ์ที่อยากได้ อยากมี
อยากเป็น มากขึ้นไปเรื่อยๆ
ตัณหามันก็ทวีขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
มาพร้อมกับมานะ...คือความอวดรู้ อวดดี กระด้าง เกิดความกระด้างกระเดื่องต่อธรรม
ต่อศีล ...ไม่นอบน้อม
สุดท้ายมันก็พาไประเหเร่ร่อน ค้นคว้า
ควานหา ไม่มีที่จบ ไม่มีที่สิ้น ไม่มีที่หยุดยั้ง ไม่มีคำว่าพอ ...ก็หลอกกันไป
ข้ามภพข้ามชาติกันไป
ไปเกิดสภาวะจิต เกิดสภาวธรรม ปรุงแต่ง
...แล้วยิ่งมีคนที่ไม่รู้แต่อวดรู้นี่ มารับรองว่าใช่ ว่าถูก ว่าดี ...มันก็สนับสนุนกันเข้าป่าเข้าพงหมด
มันยิ่งออกนอกกายเท่าไหร่
ยิ่งออกนอกศีลเท่าไหร่ มันยิ่งออกนอกฝั่งนิพพานมากขึ้นเท่านั้น ...หาฝั่งไม่เจอ มีแต่ฝั่งฝัน หาฝั่งแห่งความเป็นจริงไม่มี
ไม่ต้องถามถึงการจะเลิกละกิเลส
เพิกถอนกิเลสเลย ...มันยังไม่รู้เลยว่าจะละกิเลสตรงไหน ที่ไหนดี ตัวไหนเป็นกิเลสยังแยกไม่ออกเลย
…มันมีแต่เลือกอารมณ์ เลือกสภาวะ
อันนี้สภาวะดี อันนั้นสภาวะไม่ดี อันนี้สภาวะดีก็เอาไว้ อันไหนสภาวะไม่ดีก็เอาทิ้ง ไม่ให้มันเกิด จะให้มันดับ
หรือทำให้มันดับ แล้วก็สร้างสภาวะใหม่ขึ้นมา
มันยังไม่รู้เลย อะไรเป็นกิเลส-ไม่เป็นกิเลส
...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุกสภาวะคือผลผลิตมาจากกิเลสล้วนๆ น่ะ ...มันโง่กว่ากิเลส
เพราะมันออกนอกวิถีแห่งมรรคมาตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อใดที่มันทิ้งกาย
เมื่อใดที่มันเกิดการปรามาสกาย ปรามาสศีลนี่ ...ตัวนั้นน่ะ จิตที่ปรามาสกาย ปรามาสศีล
จิตตัวนั้นน่ะคือจิตที่ขัดขวางนิพพาน ...เป็นมัคคาวรณ์ สัคคาวรณ์
อยู่อย่างนั้นน่ะ
แล้วไม่ยอมละ ไม่ยอมวางจิตดวงนั้น กลับไปเพิ่มพูนกำลังให้ค่าให้ความสำคัญกับมัน แล้วก็ทำตามมันไป ไม่หยุดไม่ยั้ง ...ถ้าจิตมันไม่หยุด
ถ้าจิตมันไม่ตั้งมั่น เอากิเลสไม่อยู่หรอก ถูกมันหลอกหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่อย่างนั้นน่ะ
ยิ่งพวกเด็กๆ เริ่มต้นปฏิบัติใหม่ๆ นี่
ไฟมันแรง ความคิดมันแรง มันจะคอยวิเคราะห์...ได้ยินมาก็เก็บมานั่งวิเคราะห์
หาถูกหาผิด หาดีหาชั่วมากน้อยกว่ากัน
นี่ จิตทั้งนั้น
ความคิดความเห็นก็เป็นเราทั้งนั้นน่ะ ...แล้วมันไม่ยอมหยุดคิด ไม่ยอมหยุดหา
ไม่ยอมตั้งอยู่ในรากในฐานของศีลสมาธิปัญญา
กลัวจะโง่ กลัวจะช้า
กลัวจะไม่ทันคนอื่น กลัวคนอื่นเขาจะไปดีกว่า ...นี่ มันไม่เข้าใจ
มันก็ยิ่งออกห่างไกลมรรคไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
แล้วก็ไปใกล้ชิดกับผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้รู้จริง...แต่อวดรู้ว่าจริง
นอกหลักที่ครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า...ศีลสมาธิปัญญาอยู่ที่ไหน คืออะไร
สำคัญอย่างไร แล้วมันจะพาไปสู่นิพพานได้อย่างไร
มันก็ไปอยู่กับสายที่คิดเอาจนหัวจะแตกน่ะ
ใช้ความคิดพิจารณาอะไรจนฟุ้งซ่านเอาไม่อยู่นี่ ...กว่าจะให้มันเลิกคิด หยุดคิด แล้วมาอยู่ในฐานศีล
สร้างฐานศีลให้แข็งแกร่ง ฐานสมาธิให้ตั้งมั่น นี่ไม่ใช่ของง่าย
เพราะมันไปให้ค่าให้ความสำคัญกับความคิดถึงขนาดนั้น ...มันไม่เข้าใจว่าปัญญาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน
คืออะไร มันเข้าใจว่าจินตามยปัญญาอย่างเดียว จึงจะก้าวข้ามกิเลสเกิดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงขึ้นมาได้
มันจะได้ออกมายังไง ...อวิชชาปัจจยาสังขารา สังขาราปัจจยานามรูปออกไป มันไม่ได้ไปถึงที่สุดคือนิพพานน่ะ ...แต่ที่สุดมันคือทุกข์หมด มันไม่ได้เกิดความรู้ความเข้าใจอะไร
กว่าจะถอน กว่าจะบอกให้คนยอมรับในเรื่องกายเดียวใจเดียวนี่...แล้วไม่เอาอะไรเลยนอกจากกายเดียวใจเดียวนี่ ...มันไม่ใช่จะรับกันได้ง่ายๆ นะ
พอมันปรุงแต่ง...ปรุงแต่งถึงขั้นเป็นนามรูปขึ้นมาปั๊บ นี่ ตายกับนามรูปแล้ว ความหมาย ภาษาขึ้นมาในความคิดความจำแล้ว ...ตายกับนามรูปแล้ว เอาไม่อยู่แล้ว
จริงจังไปหมดเลย
สำคัญผิดมั่นหมายไปหมดเลยตามนามรูปนั้นๆ ...นี่ ยังไม่รู้จักว่านามรูปมันเกิดจากอะไร
มันปัจจยามาจากอะไร อะไรมันปัจจยานามรูปขึ้นมา
เพราะนั้นตราบใดที่จิตยังไม่หยุดอยู่
มันไม่สามารถที่จะตัดปัจจยาการให้เกิดนามรูปได้เลย
แต่เมื่อใดจิตมันหยุดตั้งมั่นอยู่ในที่ในฐานรู้ฐานเห็น
ระงับความปรุงแต่ง ...วิญญาณจะไปปัจจยานามรูปไม่ได้ ...เมื่อมันปัจจยานามรูปไม่ได้
ธรรมที่ปรากฏก็คือกายใจปัจจุบันตามความเป็นจริงน่ะ
เพราะนั้นที่มันมองไม่เห็นกายใจตามความเป็นจริง
ก็เพราะนามรูปนี่มันมาบัง ชื่อ ความหมาย ภาษา บัญญัติ สมมุติ ความเห็น พวกนี้นามรูปทั้งนั้นน่ะที่มาจากจิต
แต่พอจิตมันหยุดปุ๊บ มันไม่มีนามรูป
มันไม่สร้างนามรูป มันไม่ปรุงแต่ง มันก็เหลือแต่กายใจตามความเป็นจริงปรากฏ ...นั่นน่ะ
ธรรม
กายใจก็อยู่ในสภาวะเป็นธรรมหนึ่ง
ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราของเรา
ที่มันไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจน ก็เพราะว่านามรูปมันมาครอบงำ
มันมาแฝง มันมาเจือปน มันมาปิดบัง ...แล้วก็เลยเข้าใจผิด...ว่านี้เป็นกาย
ว่านี้เป็นแขนขา ว่านี้เป็นชื่อนั้น ว่านี้เป็นชาย-หญิง ว่านี้เป็นเราของเรา
พวกนี้คือนามรูปที่มันมากำหนดซ้ำ
หรือมาหมายซ้ำซ้อนลงไป...ในกายตามความเป็นจริง ใจตามความเป็นจริง
ถ้ายังไม่หยุดคิดหยุดปรุง
แล้วหยุดจิตให้สงบ ให้ตั้งมั่น ให้เป็นหนึ่ง ให้เป็นกลางอยู่ได้แล้วนี่ ไม่มีทางเลยที่จะเห็นธรรมตามความเป็นจริง
มันก็จะเห็นแต่ธรรมตามที่จิตว่า หรือจิตมันเข้าไปให้ค่า
ให้ความหมายเป็นรูปเป็นนาม เป็นความเห็นดี-ร้าย ถูก-ผิด เป็นเรื่องราวนั้นนี้โน้น
เพราะนั้นการที่มันไม่ให้จิตไปรู้อะไรเลย
ก็เหมือนให้จิตมันหยุด...หยุด ระงับซึ่งความปรุงแต่ง จิตเล็กจิตน้อย จิตคิดจิตไป
จิตมา จิตเคลื่อน จิตหา จิตออกนอก ...พวกนี้ ต้องเท่าทันอยู่เสมอ
โดยอาศัยกายน่ะเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิต
เป็นรากฐานให้มันจด ให้มันจ่อ ให้มันแน่วแน่...กับกายปัจจุบัน กายปกติในปัจจุบัน ...จิตมันถึงจะหยุด
มีศีลเป็นหลัก มีกายเป็นหลัก
ผูกมัดไว้ด้วยสติ ...จิตมันจะไปไหนได้ จิตมันก็หยุดอยู่กับปัจจุบันกายปัจจุบันรู้ ...ฐานของสมาธิก็ค่อยๆ พอกพูนกำลังขึ้นมา
มันก็มีอำนาจต้านทานความคิดนึกปรุงแต่ง ซึ่งมาจากกิเลส มาจากอำนาจของตัณหามันผลักดัน
ในอดีต-อนาคตที่ทั้งปวงที่นอกเหนือจากปัจจุบันไป
เมื่อมันหยุด เมื่อมันอยู่แล้วนี่
สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ก็จะปรากฏอย่างเด่นชัด เป็นเอกเทศ เป็นเอกธรรม ...กายก็จะปรากฏในลักษณะเป็นเอกธรรม
เป็นธรรมเอก ซึ่งไม่มีกิเลสครอบงำ
ไม่มีจิตครอบงำ ไม่มีความเห็นครอบงำ ไม่มีรูปนามครอบงำ
ไม่มีความหมายใดความหมายหนึ่งครอบงำ
เพราะจิตมันหยุด
กิเลสมันก็หยุดชะงักงันอยู่ตรงผู้รู้ตรงที่เห็นนั่น ...ปัญญามันก็ไปเกิดตอนที่เห็นตามความเป็นจริงของธรรม...เอกธรรมนั้นๆ
เป็นเอกเทศ โดดเด่น เป็นกลาง ...ไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าในตัวของมันเอง ไม่มีเป็นใครของใคร ไม่สามารถครอบครองได้ ...มีแต่ความเกิด มีความตั้ง มีความดับในตัวของมันเอง
ไม่มีใครไปทำให้มันเกิด...มันตั้ง...มันดับได้...นอกจากตัวของมันเอง โดยอาศัยเหตุปัจจัยเป็นตัวประชุม ทำให้เกิดการประชุมรวมตัวกันขึ้นมา
นี่ มันก็เข้าใจอยู่ในทีของมัน...เป็นปัจจัตตัง
โดยที่ไม่ต้องใช้ภาษามากำกับ มาบอก มาเล่า มาสอน
มาบังคับให้ต้องเชื่อหรือไม่ต้องเชื่ออย่างไร
เพราะนั้นถ้าจิตหรือนักภาวนานี่
ไม่เชื่อในศีลแล้วไม่เข้าไปตรงต่อศีล...เป็นหลักเป็นพื้นฐาน ...มันจะไม่มีทางเข้าถึงธรรมเลย
มันจะเข้าถึงแต่รูปนาม
สภาวะที่รูปนามมันพาไปก่อเกิดไม่รู้จักหยุดหย่อน เป็นภพเล็ก ภพน้อย ภพใหญ่ ภพไกล
ภพใกล้ ภพหยาบ ภพละเอียด ภพประณีตสุดประณีต ...สภาวะนั้นน่ะคือภพ
ถ้าไม่แน่วแน่ต่อศีล
เอาศีลเป็นสรณะที่พึ่งจริงๆ นี่ เอาไม่อยู่หรอกจิต ...กิเลสมันมีอำนาจเหลือเกิน
ครอบคลุมแผ่นฟ้าแผ่นดินเลย เป็นจริงเป็นจัง เป็นตุเป็นตะอะไรขึ้นมาเลย
มันปรุงอะไรก็จริงจังไปหมด เชื่อไปหมด ...ไม่เชื่ออย่างเดียวคือธรรม ไม่เชื่ออย่างเดียวคือศีล ไม่เชื่ออย่างเดียวคือว่ากายนี้มีอยู่จริง
เป็นของที่มีอยู่จริง
นี่ กลับไม่เชื่อในศีล ไม่เคารพต่อศีล
ไม่นอบน้อมต่อศีล ...ไปนอบน้อมเคารพต่อกิเลสปรุงแต่ง โดยแอบอ้างธรรมมาเป็นเครื่องชวนเชื่อแค่นั้นเอง
แล้วถ้าได้มีใครที่พวกเราไปเกิดความเคารพนับถือแล้วไปยกย่องในสภาวะนั้นสภาวะนี้ขึ้นมานี่ ยิ่งเหมือนกับเสือติดปีกเลย...แต่ไปลงนรกนะ ไม่ได้ไปนิพพานนะ
ไปไหนก็ไม่รู้ ไปในที่ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นทางแห่งหายนะ
…ท่านถึงบอกว่ามรรคมีทางเดียว ทางเอก ทางเดียว
กายใจปัจจุบัน มันมีอยู่ทางเดียว
ตัวที่ออกนอกทางนี้ ตัวเดียวก็คือจิต มันพาออกนอกลู่ทาง มันออกนอกทางนี้ ก็เรียกว่าออกนอกลู่นอกทาง มากมายมหาศาล ...แต่ทางน่ะมีอยู่ทางเดียว คือกายใจปัจจุบัน
แล้วก็เป็นทางเดียวที่มันมีเหมือนกันทุกคน
ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธเจ้า ตลอดจนสาวก อริยสาวกทั้งหลาย ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน ท่านก็เดินอยู่บนทางเดียวทางนี้...คือกายใจ
คือศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบันนี้
ไม่มีใคร
ไม่มีท่านไหนองค์ไหนที่จะเดินในเส้นทางอื่นเลย และทุกคนก็ต้องต่างเห็นเป็นธรรมเดียวกันหมด จนถึงที่สุดในธรรมคือนิพพาน ท่านก็เดินอยู่บนเส้นทางนี้ตลอด
โดยที่ไม่วอกแวกวอแว ไปหา ไปรู้ ไปดู ไปเห็นในที่ต่างๆ
มีแต่ละ มีแต่วาง มีแต่ปล่อย ...จนจิตมันไม่เกิดภาวะกำเริบเสิบสานขึ้นมา มันยอมต่อความเป็นจริง กิเลสมันยอม
ยอมจนที่สุดมันยอมทำลายตัวมันเองลงไป ...เพราะมันมาลบล้างความเป็นจริงนี้ไม่ได้
แต่เมื่อใดที่ไปเชื่อกิเลสปรุงแต่ง
แล้วมันออกนอกทางแห่งมรรค ทางแห่งกายใจปัจจุบัน ศีลสมาธิปัญญาแล้ว ...พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า นั่นแหละคือทางสู่ความเป็นหายนะ
เพราะทางเอกทางเดียวนั่นน่ะ
ท่านเรียกให้ว่าเป็นทางประเสริฐ มีอยู่ทางเดียว ...แต่อำนาจของกิเลส อำนาจของเรา
ที่เกิดจากการปรุงแต่งของกิเลส มันก็ทะยานไปค้นหาทางใหม่ๆ ที่ดูดีกว่า ดูใช่กว่า
ดูมีคนยอมรับมากกว่า
สุดท้ายก็เข้าไปสู่ภาวะล้มเหลวหมด
สิ้นเนื้อประดาตัว ...จนกระทั่งทุกวันนี้แม้แต่พระมันยังมาเถียงกันเรื่องศีล ๑๕๐
กับศีล ๒๒๗ ยังไม่เลิกเถียงกันเลย
มันหมดเวลาไปกับการถกเถียงในเรื่องที่มันพาให้ออกนอกมรรคอยู่ตลอดเวลา
เอาถูกเอาผิด เอาชนะคะคานกัน เอากิเลสมาเป็นตัวแข่งขันกัน ใครถูกกว่า-ใครผิดกว่า ...มันกิเลสทั้งนั้น
ตราบใดที่ยังหยุดความคิด
ตราบใดที่ยังหยุดความเห็นของตัวเองไม่ได้ มันจะเรียกว่าสัมมาสมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญาได้อย่างไร ...นี่ไม่ต้องไปพูดว่าสิ่งไหนถูกกว่ากันหรอก
แต่ปกติกาย ปัจจุบันกายนี้ ท่านเรียกว่าเป็นศีลเอก
ศีลหนึ่ง...ศีลเอก เป็นเอกศีล
ชื่อว่าเป็นศีลเอก ศีลหนึ่ง เอกศีลนี่ ...ก็หมายความว่าศีลนี่ เหมือนกับเป็นแม่บท เหมือนกับเป็นธรรมนูญหลัก
หรือเป็นรัฐธรรมนูญหลัก ที่มันครอบคลุมกฎหมายย่อยซึ่งมันอยู่ใต้ธรรมนูญทั้งนั้นน่ะ
ถ้าเอาศีลเอกนี่เป็นบาทฐาน
เป็นที่ยึดเหนี่ยวไว้นี่ มันไม่ต้องไปนั่งทะเลาะกับใครหรอก ...ใครจะถือกี่ข้อ
ใครจะถือหลายข้อเกินกว่า ๒๒๗ ก็ไม่ว่า จะวิรัติเอาเองเพิ่มจาก ๒๒๗
ก็ไม่ว่าผิด หรือจะน้อยลงกว่า ๒๒๗ ก็ไม่เป็นไร
ขอให้มีศีลเอกนี่เป็นบาทฐานเถอะ
สมาธิปัญญาก็ค่อยๆ งอกงามขึ้นมาเองตามลำดับ ...แต่นี่มันเอาเวลาไปค้นไปหาในที่ที่จะให้มี
ที่ที่จะให้เป็น...ซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหน
ตอนไหน
ก็วกไปวนมา สุดท้ายก็เกิดความเข้าไม่ถึงธรรม ไม่รู้จักธรรม ...ถูกกิเลสมันกระหน่ำย่ำยี
จนเกิดความท้อถอยในการปฏิบัติ หันหลังให้การปฏิบัติไปเลยก็มี
ว่าธรรมนี้ไม่มีจริง
ศีลไม่มีจริง สมาธิไม่มีจริง ปัญญาไม่มีจริง มรรคผลไม่มีจริง ทำไม่ได้จริงในยุคนี้สมัยนี้ ...นี่ หันหลังให้การปฏิบัติไปเลย
แล้วก็มาว่าการปฏิบัติสมัยนี้ไม่มีทางหรอกศีลสมาธิปัญญา
ทำมาแล้วอย่างมากมายมหาศาลก็ยังไม่เห็นได้ผลอะไรเลย ...มันไปทำอะไร มันไปขุดหาน้ำมันกลางอากาศ จะไปเจออะไร ...ไม่ได้อะไรหรอก
มันไม่ตรงกับศีลสมาธิปัญญา แล้วมันจะไปเจอธรรม
เจอนิพพานที่ไหน จะไปละกิเลสได้อย่างไร ...ไปหานิพพานในอากาศ ไปละกิเลสในอากาศ
มันจะได้อย่างไร
ถึงย้ำแล้วย้ำอีกว่า...การรู้ตัวน่ะ
ทุกที่ทุกสถาน ทุกเหตุการณ์ ทุกสภาวการณ์ เป็นสิ่งที่ยืนยันความใกล้ชิดติดพัน
ความใกล้ชิดติดศีลสมาธิปัญญา ...นั่นแหละ มันจึงจะเป็นเกราะคุ้มกันภัย
จนถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรม
เป็นแหล่งเรียนรู้ความเป็นจริงของขันธ์ทั้งห้า ...กายตัวเดียวน่ะ
มันจะแจ้งในขันธ์ทั้งห้าเอง ไม่ต้องไปหยิบยกขันธ์ ซอยขันธ์เป็นตัวๆๆ อะไร
แต่มันก็ไม่ค่อยเชื่อกัน เพราะว่าอะไร ...เพราะว่าสัญญาความจำ เคยอ่านเคยฟังมามาก เคยคิดเคยไปทำสะเปะสะปะมามาก แล้วมันก็คอยมายุแยงตะแคงรั่วให้เกิดความลังเลในศีลสมาธิปัญญาอยู่ตลอดเวลา
ว่าไม่ใช่ ว่าไม่จริง ว่าไม่ให้ผลได้จริง อย่างนี้ มันก็ทานต่ออำนาจของกิเลสความคิดนึกปรุงแต่งไม่ไหว จนต้องไปประกอบกระทำตามที่มันชี้นำบงการ
มันก็หลุดออกจากมรรคไป ....ไม่รู้อีกกี่ภพกี่ชาติมันจะตะเกียกตะกายขึ้นมาฝั่งศีลสมาธิปัญญาได้
แล้วก็ยังไปสะสมความรู้
พอกพูนความรู้ความเห็นนอกมรรคอยู่ตลอดเวลา จนเป็นผู้ทรงความรู้ความเก่ง ...ดูถูกศีลสมาธิปัญญาไปเลย ว่าต่ำต้อย ว่าไม่มีผล ว่าไม่ใช่ที่พระพุทธเจ้าสอนไปซะอีก
นี่ กรรมทำกันไป อกุศลกรรมมันก็ชักลากไปให้ออกนอก
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นสิ่งที่มืดบอดเป็นของที่สว่างไสวไป ...ก็ไปจนกว่าทุกข์จะสอน
ก็จะถึงจะกลับมาทำ
แล้วก็จะรู้เองว่า...ความเป็นจริงของการปฏิบัติคืออะไร
ความเป็นจริงของศีลอยู่ที่ไหน ผลแห่งการปฏิบัติคืออะไร
ผลที่แท้จริงของการปฏิบัติในศีลสมาธิปัญญาคืออะไร
มันก็จะเรียนรู้เองว่า
ไอ้ที่เคยทำหรือทำอยู่นั่น มันผิดพลาดขนาดไหน จนเรียกว่ามันสลับขั้วไปเลย เหมือนกับฟ้ากับดินเลย ...มัวแต่ไปท่องอยู่บนท้องฟ้า ลืมดูว่าขานี่กำลังยืนอยู่บนดิน
มันก็จะล่องลอยไปฟากฟ้าที่ไหนก็ไม่รู้ ...เพราะนั้นพวกที่ไปอยู่บนฟ้า ลอยเหนือดินนี่ ทิฏฐิมานะมันจะสูง ว่านอนสอนยาก
บอกไม่ค่อยฟัง สำคัญตนว่ามีสภาวธรรมสูงส่งกว่าคนอื่น
มันสภาวะกิเลสล้วนๆ น่ะ หลงกิเลสตัวเองล้วนๆ
น่ะ...แต่ไม่รู้จัก ...สุดท้ายเวลามันหมดกำลังลงมา
ก็ตกลงดินบนพื้นด้วยความเจ็บเนื้อเจ็บตัวไป ...ไปไหนไม่รอด
(ต่อแทร็ก 16/11)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น