วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/8 (1)


พระอาจารย์
16/8 (570829B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 สิงหาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้นเนี่ย กายหนึ่งจิตหนึ่งนี่...รู้กายทีเดียวนี่ แจ้งจิตหมด 

แจ้งคืออะไร ...คือไม่เห็นความสำคัญในมันเลย  แล้วสามารถหยุดได้ทุกเวล่ำเวลา หยุดจิตได้ตลอดเวลา หยุดจนจิตนี่ไม่สามารถกำเริบ ...นั่นน่ะอำนาจที่แท้จริงของศีลสมาธิปัญญา คือมันหยุดกิเลส

ทำไมถึงเรียกว่า ตทังควิมุติ...คืออำนาจของสมาธิ ...มันจะต้องผ่านตทังควิมุติก่อน มันถึงจะเป็นสมุจเฉทวิมุติ...ด้วยปัญญา

แต่ถ้าไม่หยุด ถ้าไม่หยุดจิต ไม่หยุดกิเลสไว้ก่อนนี่  มันไม่มีทางที่จะเข้าเป็นสมุจเฉทวิมุติได้เลย ...คือหมายความว่ามันไม่มีรากฐานของสมาธิเลยน่ะ ว่างั้นเถอะ

การที่ปล่อยจิตไหล...ปล่อยจิตไหลแล้วไปดูมัน หรือไปสาน หรือไปวิเคราะห์ หรือไปดูความเป็นไปของมันอย่างนี้ หมายความว่ากำลังดูมันแสดงละครหรือไง ...มันตบตา ใช่มั้ย


ผู้ถาม –  ก็ยิ่งโดนมันหลอก

พระอาจารย์ –  ก็บอกแล้วไง มันจะสร้างแง่มุมให้ดูอยู่ตลอดน่ะ เป็นมุมนั้นมุมนี้

แต่ถามว่ากายมันมีมุมเดียวมั้ย ใจมันมีมุมเดียวมั้ย  มันไม่เคยเปลี่ยนหน้าตาของมันเลยใช่มั้ย ...นั่นแหละ ถึงว่าอย่าหลงไปกับจิตมัน

ต่อให้ถึงจะเรียกว่าอาการปางตายขนาดไหน หรือว่าอยู่ในภาวะที่มันบีบคั้นขนาดไหนในเวทนาแห่งกายนี่ ...ตอนนั้นน่ะเป็นช่วงเวลาที่จิต กิเลส มันจะทำงานอย่างเต็มที่เลย


ผู้ถาม –  แต่ว่าผู้รู้มันก็แข็งแกร่งขึ้นมาเลยนะอาจารย์ เพราะเราฝึกมา

พระอาจารย์ –  อยู่ที่ความเพียรน่ะ ที่จะต่อต้านกับมัน ไม่เชื่อไม่ฟังมันน่ะ จะปลดแอกจากมันน่ะ

อย่าไปดูมันนะ ทิ้งเลยนะ แล้วก็สวนกลับ ...เขาเรียกว่าผ่ากลางปล้องน่ะ สวนลงกลับมาที่กายตรงๆ เลย หรือกลับมาตรงที่เวทนาตรงๆ

รู้ตรงๆ ลงไปเลย เดี๋ยวไอ้นามขันธ์ส่วนที่คิดนึกปรุงแต่งนี่ มันไม่สามารถจะมีกำลังพอที่จะให้เข้าไปคลุกเคล้าอยู่ในมันหรอก

เพราะนั้นลักษณะอย่างนี้มันจะมีอย่างหนึ่งคือ...อดใจไม่ไหว จะรู้สึกอย่างนั้น ที่จะเข้าไปคิดต่อ เอาจริงเอาจังกับความคิด หรือจะไปดูปฏิกิริยาของมัน

ไม่ต้องไปดูมันเลยนะ ปฏิกิริยาของจิตน่ะ ...ดูปฏิกริยาของกาย กับเวทนา  ดูความเป็นไปของมัน


ผู้ถาม –  ส่วนใหญ่จะดูกายกับเวทนาครับ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ พยายามลงที่นี้ที่เดียว


ผู้ถาม –  แต่ว่ามันก็หลอกตลอดเวลา

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ขอให้มั่นใจ ขอให้ชัดเจนว่า...หลักของเราคืออะไร อยู่ที่ไหน ...ศีล-สมาธิที่แท้จริงอยู่ที่ไหน

แล้วก็เหยียบหยั่งลงที่นั่น จนกว่าสองมือสองตีน สองแขนสองขามันจะเหยียบลงตรงเต็มตัว ...เต็มเนื้อเต็มตัวในศีล-สมาธินั่นแหละ

ทีนี้กิเลสมันไม่ได้หือได้อือแล้ว ...กิเลสไม่หือไม่อือคืออะไร ...คือจิตไม่สามารถปรุงแต่งออกมาได้เลย จิตไม่สามารถส่งออกนอกได้เลย

เพราะนั้นผลของจิตไม่ส่งออกนอกคือทุกข์นี่ไม่มีเกิด...คือทุกข์ในเรา คือทุกข์ในจิต...ไม่เกิด ...มันก็จะคงเหลือแต่ทุกข์ปัจจุบัน คือทุกขสัจ  คือความหมุนวนของกาย ของเวทนาในกาย

เวทนาที่แท้จริงมีเวทนาเดียวคือเวทนากาย ...เวทนาในจิตน่ะไม่มี  อันเนี้ยอุปาทาน อุปาทานกิเลสหมด อุปาทานจากกิเลสหมด ...เพราะนั้นถ้าจิตมันไม่ออกนอกแล้วนี่ มันจะหาทุกข์อุปาทานได้อย่างไร 

มันจะหาอุปาทานในรูปข้างหน้า รูปข้างหลัง ของกายเรากายเขาได้อย่างไร  มันจะหาอุปาทานในสุขของกายเรากายเขาข้างหน้าอย่างไร...ไม่มีนะ


ผู้ถาม –  มันจะตั้งรู้อย่างเดียว มันก็จะทรงรู้อยู่เฉยๆ

พระอาจารย์ –  มีกายกับรู้นั่นแหละเป็นที่ที่ตั้ง เป็นที่อยู่  แล้วนอกนั้น...ทิ้งให้หมด ...จนมันสามารถอยู่ตัว อยู่ตัว...อยู่จำเพาะตัว เรียกว่ารู้จำเพาะกายรู้จำเพาะใจ

มันจำเพาะลงจริงๆ ที่กายใจน่ะ ...เนี่ย สติสมาธิปัญญามันจะรู้จำเพาะลงที่เดียว อันอื่นมันไม่สนเลย 

เมื่อมันไม่สนแล้ว มันจะเห็นเลย...ทุกอย่างนี่ จริงๆ แล้วมันไม่มี ...ความเป็นจริงมีอยู่สองอย่าง...กายใจปัจจุบันแค่นั้นเอง...นอกนั้นไม่มี 

ที่มันมี ที่มันเป็น ที่มันอยู่ขึ้นมานี่ ...เพราะจิตนี่เข้าไปอุ้มชูมัน กิเลสไปอุ้มชูมัน


ผู้ถาม –  เรียกว่าหน้าที่มันทำไป

พระอาจารย์ –  โดยสันดาน...อนุสัย ท่านถึงว่าเป็นอนุสัย ...ก็ไม่มีใครอยากจะเป็นหรอก แต่มันเป็นของมันเอง คล้ายๆ อย่างนั้น ...นี่คือการสะสมมาด้วยความเคยชิน

แล้วถ้าเรายังไปทำตามอำนาจของมันอยู่...ด้วยความเคยชิน  มันก็ไม่สามารถจะลบล้างอำนาจเก่าของมันได้ ...นี่คืออำนาจเก่านะ

แต่ไม่ใช่อำนาจที่แท้จริงนะ ...เป็นอำนาจที่เรียกว่ามันแต่งตั้งสถานะของมันขึ้นมาลอยๆ เข้าใจมั้ย ...กิเลสนี่มันตั้งฐานะขึ้นมาลอยๆ ในตัวของมัน

อยู่ดีๆ ก็มาอ้างว่าเป็น "เรา" ขึ้นมาซะอย่างนั้น ...ทั้งๆ ที่ว่า “นั่ง” มันก็เป็นแค่ความรู้สึกหนึ่ง มันก็เข้ามาสวม...สวมรอยน่ะว่านี่คือ "เรานั่ง" นะ

เนี่ย มันมีอะไรมารองรับล่ะ หือ มันอ้างตัวของมันเองขึ้นมาลอยๆ นี่นะ ...แล้วก็จริงจังในการรับสมอ้างด้วยเอ้า

แต่ถ้าดูกันตรงๆ ดูกันจริงๆ ก็จะเห็น...เอ๊ะ ตัวความรู้สึกนี่ มันก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใครของใครเลย ...นี่ ต้องเอาปัญญาเข้ามาสอดแทรกตรงนี้แล้ว

ความรู้สึกที่ตึงแน่นกดทับนี่ โบกไหวไปมานี่...มันก็เป็นแค่ความรู้สึก ...กายก็เป็นแค่กาย สักแต่ว่าความรู้สึกหนึ่ง 

นี่เรียกว่ากายสักแต่ว่ากาย ...ก็เป็นแค่สักแต่ว่าความรู้สึกหนึ่ง มันไม่เห็นว่าเป็นใครของใครเลย

เนี่ย ปัญญามันก็ต้องคอยมาแก้กันตรงนี้ ...แก้กันตรงนี้ว่า...อยู่ดีๆ ก็มาว่า "นั่ง" เป็น "เรานั่ง" ซะอย่างนั้น ...มันเป็นเรานั่งตรงไหนวะ นี่ ก็ต้องสวนมันลงมา

สวนมันลงที่กายจริงๆ ว่า...มันเป็นแค่ความรู้สึกจริงๆ หรือว่าเป็นเรานั่งจริงๆ ...อันไหนจริงกว่ากัน 

นี่ อยู่อย่างนี้ๆๆ อยู่กับการที่...เอาศีลนี่เป็นบาทฐาน เอากายที่แท้จริงในปัจจุบันนี่เป็นบาทฐานแห่งปัญญานี่

กิเลสมันจะเอาอะไรมารับสมอ้าง มันจะเอาอะไรมาหลอกล่ะ มันจะเอาอะไรมา ...ต่อให้กิเลสมันยกทัพมาเป็นกระบวนเลย มันก็ยังมาลบล้างความเป็นสักแต่ว่ากายของมันไม่ได้

แล้วมันก็จะพยายามขนกิเลสมา ดาหน้ากันเข้ามาแบบ...เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านบอก ตอนท่านนั่งสมาธิใต้ร่มไม้โพธิ์...พญามารพร้อมเสนามารมามากมายมหาศาล

จนท่านแทบจะถอน คือปางมารผจญ กำลังจะลุกแล้ว เตรียมจะยันมือออก แล้วก็มีพระแม่ธรณีมาบีบมวยผมให้น้ำหลั่งไหลท่วมท้น จนพญามารเสนามารกระจัดกระจาย

พระแม่ธรณีที่บีบน้ำท่วมแผ่นดินคืออย่างไร...คือเปรียบกับศีล เหมือนแผ่นดิน คือกายนี้เอง

ที่สุดท้ายต่อให้กองทัพพญามารมาขนาดไหน ก็ไม่สามารถมาลบล้างอำนาจแห่งความเป็นจริงแห่งกายนี้ได้ ไม่สามารถมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขกายนี้ได้

ท่านเชื่อมั่นอย่างนี้ ท่านแน่วแน่อยู่ตรงนี้ ท่านมั่นคงอยู่ในศีลอย่างนี้ ...ท่านศรัทธา ท่านไม่หวั่นไหว ท่านมั่นคงอยู่กับศีล

สุดท้ายนี่ท่านก็บอกว่า ทุกอย่างนี่ถูกละลายสลายหมดด้วยอำนาจแห่งศีลสมาธิปัญญา ...สมาธิคือตั้งมั่นอยู่ที่เดียวนี่แหละ และปัญญาก็เห็นว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง...ระหว่างสองสิ่ง

ระหว่างไอ้นี่ที่มันดาหน้ามาด้วยความคิดความเห็น อดีตอนาคต เรื่องลูกเรื่องเมีย เรื่องราวต่างๆ เนี่ย พวกนี้คือเหล่าจิตปรุงแต่งหมดเลย ...นี่ ท่านอธิบายเหมือนเป็นบุคคลาธิษฐาน ธัมมาธิษฐานขึ้นมา

แต่สุดท้ายนี่มันมาเสียหาย ล้มหายตายจาก...ก็เพราะอำนาจแห่งศีล ณ ที่เดียว ตัวเดียว ...ด้วยจิตอันมั่นคงแน่วแน่กับศีล ไม่หวั่นไหว ไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจของมาร คือจิตปรุงแต่ง

แต่ถ้าท่านเกิดไปเออออห่อหมกกับมันล่ะ...ก็คงไม่มีพระพุทธเจ้าวันนี้ ใช่มั้ย ...เพราะนั้น พวกเราอย่าไปเออออห่อหมก...ไม่ว่าใคร ไม่ว่าเขาว่าอย่างนั้นจะเร็วกว่า จะได้ผลกว่า ...อย่าเชื่อนะ 

อะไรที่มันออกนอกกาย ออกนอกศีล  อย่าเชื่อนะว่ามันจะไปสู่นิพพาน ...เราบอกแล้ว...จุดเริ่มต้นของจิตอวิชชา จุดสุดท้ายของมันคือทุกข์ โทมนัส โสกะ ปริเทวะ อุปายาส 

มันไม่มีนิพพานตรงระหว่างไหนเลย ที่ว่าจะเป็นนิพพานท่ามกลางปัจจยาการ ๑๒ เนี่ย...ไม่มี ...นิพพานมันอยู่ตรงศีลสมาธิปัญญาที่เดียวที่นี้

แม้แต่หลวงพ่อเทียนก็ยังยืนยันว่ารู้ตัวนี่แหละ ...ท่านก็บอกลูกบอกเมียจนสำเร็จกันเป็นแถว หลวงพ่อเทียนนี่ ก่อนที่ท่านบวชนี่สอนเมียจนเสร็จแล้วนะถึงมาบวช

แล้วก็ไปจ้างชาวบ้านนี่ให้มาภาวนา ...ท่านบอกทำงานได้เงินเท่าไหร่ต่อวัน เอาไปเลย  มาภาวนากี่วันก็ให้เงินเท่ากับค่าจ้างที่ได้น่ะ

ท่านลงทุนขนาดนั้นเลย นี่ ตอนนั้นท่านยังเป็นฆราวาสอยู่นะ  ท่านก็บอก...นั่นไม่ต้องไปทำ ให้มาทำความรู้ตัวนี่ 

คือท่านก็สร้างอุบายขึ้นมาประกอบ...ให้รู้สึกตัวที่การเคลื่อนไหว  ซึ่งถ้าหลวงพ่อเทียนสอนเอง คุมเองน่ะ มันไม่ยากหรอก ...คนที่ถึงแล้วน่ะ เข้าใจมั้ย 

แต่พอพ้นสิ้นหลวงพ่อเทียนลงมาแล้ว มาถึงตอนนี้ มันก็กลายเป็นยกมือถือมือกันแบบนกแก้วนกขุนทองน่ะ ...มันจับความรู้สึกตัวไม่เป็น มันไม่รู้ว่ายกมือไปทำไม 

นี่ไม่รู้จักศีล ไม่รู้จักสมาธิปัญญาโดยนัยยะว่า...ทำไมถึงจะต้องเคลื่อนไหว ทำไมต้องอยู่กับความเคลื่อนไหว ทำไมต้องรู้ความเคลื่อนไหว...รู้ไปทำไม

ก็หมายความว่าไม่เข้าใจนัยยะของศีลสมาธิปัญญาเลยว่า...ทั้งหมดนี่คือการเข้าสู่ศีลสมาธิปัญญาโดยตรง ไม่อ้อม ไม่ไปวกวนในจิต ไม่ไปดู ไม่ไปหาความรู้ที่อื่น

หาความรู้อยู่ที่เดียว...กายใจปัจจุบันน่ะ ...แม้แต่หลวงพ่อเทียนท่านก็บอก ก็ยังรับรองว่า...เจ็ดเดือน เจ็ดวัน 

ท่านไม่รู้หรอกว่านิพพานหรือไม่นิพพาน ...แต่ท่านบอกว่าทุกข์มันน้อยลง จนไม่มีทุกข์เลย  คือหาทุกข์ในกายในขันธ์นี้ไม่เจอน่ะ แล้วก็หาทุกข์ในโลกนี่ไม่เจอน่ะ ...ท่านว่าอย่างนั้น

ท่านก็ไม่ได้พูดว่านิพพานนะ ...เพราะหลวงพ่อเทียนนี่อ่านหนังสือไม่ออก ไม่เคยอ่านไม่เคยเรียนอะไรมาเลย 

แล้วท่านก็ทำของท่านไปคนเดียวน่ะ ไม่มีใครมาสอนอบรมอะไร เพียงแต่ว่าฟังเขาบอกมา ก็ทำไปเรื่อยๆ ...มันก็หนีไม่พ้นกาย หนีไม่พ้นรู้นี่แหละ


(ต่อแทร็ก 16/8  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น