วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/29 (2)


พระอาจารย์
16/29 ( 571005B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 ตุลาคม 2557 
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/29  ช่วง 1

โยม –  ก็พยายามกลับมาที่ตัวบ่อยๆ ...นี่ก็หืดขึ้นคอมากเลยพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  ก็หมายความว่า ความเข้มข้นของกิเลสมันหนา มันแรง ...แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว พอเหนื่อยแล้วเลยก็ยอมแพ้แล้ว


โยม –  แต่หนูไม่ยอมแพ้นะคะ

พระอาจารย์ –  คืออย่าพัก เหนื่อยก็ทำ ไม่เหนื่อยก็ทำ ดันทุรังกันไปมาอย่างนี้ ...ดันทุรังกับกิเลสนี่ ไม่ต้องถามถึงชนะหรอก แพ้มันตลอด เข้าใจรึเปล่า รู้สึกว่าแพ้อยู่ตลอด...ก็ต้องทำ อย่างนั้นน่ะ

ไม่มีแม้แต่ว่าอิ่มใจได้ขณะหนึ่งว่า กูชนะแล้ว ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ...เพราะนั้นมันจะมีความรู้สึกว่า ไม่ไหว ไม่ได้ ไม่ได้เรื่อง อยู่ตลอดเลย อยู่อย่างงั้นแหละ


โยม –  ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

พระอาจารย์ –  แต่อย่าหยุด ที่จะมุ่งมั่น มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติ นี่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติโดยไม่หวังผล แม้ว่าผลที่ได้คือแพ้ตลอด

เพราะกิเลสมันเยอะเหลือเกิน มากเหลือเกิน ...เรื่องที่เกิดค้างไว้..เยอะแยะ  แล้วยังมีเรื่องที่ยังมาไม่ถึงอีก..เยอะแยะ  แล้วไอ้เรื่องที่อยู่ในปัจจุบันก็อีก..เยอะแยะ


โยม –  ค่ะ ยังไม่หลุดอีกเยอะเลย

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ เพราะนั้นมันดูเหมือนกับจะลืมตาอ้าปากขึ้นไม่ได้เลย


โยม –  ใช่เลยค่ะ

พระอาจารย์ –  มันก็เป็นธรรมดา ...ก็บอกแล้วว่าเวลาว่ายน้ำแล้วไม่เห็นฝั่งนี่ มันจะเป็นอยู่ในอาการนั้นน่ะ ทุกคนไป ...ไม่ว่าใคร ไม่ว่าพระอริยะองค์ไหน ท่านก็เริ่มต้นจากจุดนี้ทั้งนั้น

ต่อให้เป็นโสดาบันกลับมาเกิดใหม่ก็ตาม ท่านก็มาเริ่มที่จุดนี้เหมือนกัน ไม่มีคำว่ามีมาตรฐานดีกว่าปุถุชนเลยนะ ไม่มีภาษีดีกว่าเลยในความรู้สึกของท่าน

เพราะท่านจะลืมหมดเลย เหมือนลืมหมดเลยว่าเคยทำ เคยได้มาตอนไหน ได้อย่างไร ...ธรรมนั้นถูกกลบบังหมด ด้วยการเกิดนี่


โยม –  โห เริ่มหนึ่งใหม่หมด

พระอาจารย์ –  เหมือนกับเริ่มหนึ่งใหม่หมดทุกองค์ไป  เพราะนั้นอย่างหลวงปู่มั่น อย่างหลวงตาบัว ท่านไม่ใช่ไม่เคยผ่านเป็นโสดาบันมาก่อนนะ บอกให้เลย ไม่ใช่มาสำเร็จรวดเดียวในชาตินี้นะ

แต่ดูสิว่า ท่านพากเพียรในชาติปัจจุบัน ภพสุดท้าย ภพปัจจุบันนี้ ขนาดไหนน่ะ ...ไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วจะเข้าใจในศีลสมาธิเลย ท่านยังต้องบากบั่นขนาดนั้น

มันถึงจะไปล้วงลึกถึงสิ่งที่เคยทำ..มาสนับสนุนในการทำต่อ ...เพราะนั้นพอถึงขั้นกลางขั้นปลาย จึงเร็วรวดๆๆ ...เข้าเจอมรรค เดินในมรรคเมื่อไหร่ มันรวดๆๆ รวดไปเลย

นี่ของเก่าทั้งนั้นมาสนับสนุน ภูมิธรรมในอดีตมาหมด โสดาปัตติมรรค สกิทาคามรรค...ผลมาหมดเลย


โยม –  ขนาดนั้นแล้วยังตั้งสิบเก้าปีเลยนะพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  ก็บอกแล้ว กิเลสไม่ใช่ของที่ละเลิกกันง่ายๆ น่ะ


โยม –  ขนาดพระอาจารย์บอกว่า อย่างกิจวัตรประจำวันที่มันซ้ำซากนี่ค่ะ อย่างนั่งกินข้าวห้านาทีสิบนาที แปรงฟังสามนาที อย่างนี้ หนูก็พยายาม 

เออ อย่างแปรงฟันสามนาทีนี่ จะพยายามจับมัน ...โอ้โห ไม่เคยอยู่ ไปอีกแล้ว  ตอนไปนี่ไม่รู้ตัวค่ะ มารู้ตัวตอนมา วุ้บ ไปแล้วๆ อยู่อย่างนี้ค่ะ ก็ดู ...อู้หู มันทวนมากๆ เลยค่ะ

พระอาจารย์ –  นี่คือความขยัน เข้าใจคำว่าขยัน ขยันหมั่นรู้ ต้องหมั่นรู้ ขยันหมั่นรู้ รู้บ่อยๆ กับกิเลสที่มันซ้ำซาก คือหลงซ้ำซาก ลืมซ้ำซาก

มันก็ต้องอาศัยภาวนาซ้ำซากเหมือนกัน ...ก็ต้องสร้างสติ สร้างการระลึกรู้แบบซ้ำซาก เพื่อมาสู้กับกิเลสที่มันซ้ำซากในอารมณ์เหมือนเดิม มันมีวิธีเดียวที่จะแก้ เข้าใจมั้ย ไม่มีวิธีอื่น

ไปนั่งหลับหูหลับตาหาป่าหาเขาที่ไหน ก็ไม่มีวิธีแก้ มันไม่มี ...มันอยู่ที่ตัวเองต้องแก้ ด้วยการเอาการปฏิบัตินี่เข้าไปแก้ในทุกอิริยาบถที่มันหลงลืม ที่มันหาย

ทีนี้จิตมันก็จะมาคอยปลอบตัวเองว่า “เออ เดี๋ยวมันก็คงดีขึ้นเอง เนี่ย ได้ฟังอาจารย์ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง คงจะช่วย” ...ช่วยอะไร ช่วยไม่ได้หรอก บอกให้เลยนะ

เพราะว่าเพียงแค่ชี้แนะ ...เราเฉลยข้อสอบให้ จากที่มันตีบตันในข้อสอบ ว่าข้อไหนถูกที่สุด เราบอกได้แค่นี้เอง ...แล้วข้อสอบนี้ก็ไม่ใช่ว่ายากเย็นแสนเข็ญอะไรเลย เป็นของพื้นๆ มีอยู่แล้วทุกคนไป

เกิดมาพร้อมกับศีลสมาธิปัญญา เกิดมาพร้อมกับหนทาง เกิดมาพร้อมกับมรรค เกิดมาพร้อมกับเส้นทางที่จะไปสู่ความหลุดพ้น มันพร้อมกันอยู่แล้วตั้งแต่เกิดเลย ...แต่ไม่เดิน

หรือไปเดินหาทางอื่น เนี่ย มันเดินไปหามรรคภายนอกนี่ วิธีการปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ มันเดินไปหาวิธี หาวิถีมรรคข้างนอก ...ก็ไม่ใช่

มันมีอยู่แล้ว...ทาง ทางเดินไปสู่ความหลุดพ้น ก็คือเดินบนท่ามกลางกายใจนี่ ...ยากก็ต้องทำ


โยม –  ความจริงหนูก็ โอ้ย คำว่า อดทน ที่พระอาจารย์บอก อดทนนะ ทำมันไปอย่างนี้ หนูถึงแบบต้องฟังซีดีพระอาจารย์ตลอดไงคะ มันเหมือนกับหนูเป็นลูกบอล แล้วพระอาจารย์เลี้ยงลูกบอล 

พอมันจะร่วงก็เตะขึ้นมา จะร่วงแล้วก็เตะขึ้นมาอย่างนี้ค่ะ ก็เลยฟังซีดีพระอาจารย์แบบคอยเตะขึ้นมาตลอด ไม่งั้นมันหมดแรง

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะ จิตมันจะพาดำดิ่งลงไปสู่ก้นบึ้งของกิเลสใหม่


โยม –  หนูรู้สึกว่า อื้อหือ มัน เฮ้อ ...แต่หนูก็ไม่ยอมแพ้นะคะ หนูก็ทำตลอด

พระอาจารย์ –  เหมือนปลาไหลน่ะกิเลส ลื่นพรึ่บ ลื่นแพลบ ไปพลอบแพลบๆ จับได้ปึ้บนี่ แพลบแล้ว มันมีช่องพรึ่บๆ


โยม –  มันก็เร็วเหลือเกิน เร็วยิ่งกว่าแสง

พระอาจารย์ –  แล้วมันคอยหาช่องทางจะไปอยู่ตลอดด้วยในตัวของมันเอง ไม่มีทางหรอกที่มันจะหาทางที่จะอยู่ด้วยตัวของมันเอง อยู่กับตัวเองนี่...ไม่มีนะ มีแต่หาทางไป ตลอดเลย

พอไปไม่ได้ มันก็จะสร้างอารมณ์เหงา..เบื่อ เหงา...เบื่อๆ อย่างเนี้ย ...กูต้องไปอีกแล้ว ต้องหาอะไรที่หายเหงาหายเบื่อทำ


โยม –  ใช่ค่ะ (หัวเราะ) เป็นอย่างนั้นจริงๆ

พระอาจารย์ –  บอกแล้ว กิเลสมันสร้างทุกรูปแบบน่ะ ที่จะให้ออกนอกศีลนอกมรรคน่ะ

แล้วเราถามว่า ถ้าไปนั่งดูจิตนี่ มันจะได้อะไร หือ เข้าใจมั้ย ...ดูจิตเป็นหลักนี่ เราบอก โอ้โฮ มันไปถึงไหนกันวะนั่น  ไม่เข้าใจหรือว่าสติปัฏฐาน ท่านวางหลักไว้อย่างไร

คำว่าสติปัฏฐาน เผลอ เพลิน ลืมหายไป ปึ๊บ มันไปอยู่ตรงไหน ระลึกรู้ ปุ๊บ อยู่ในความคิด กำลังคิด ปึ้บ นี่ รู้แล้ว รู้ว่าไปตกระกำลำบากอยู่กับอารมณ์ ธรรมารมณ์ ไปตกระกำลำบากอยู่ในความคิด

นี่ รู้ สติปัฏฐาน เรียกว่าจิตตานุสติปัฏฐานเกิด ธัมมานุสติปัฏฐานเกิด เวทนานุสติปัฏฐานเกิด เราเขาสุขทุกข์เกิด มีอารมณ์...รู้  พอรู้เบื้องต้นนี่...รู้แล้วด้วยฐานของสติปัฏฐาน ในฐานทั้งสาม

แล้วก็พอรู้แล้วไม่ใช่ไปจดอยู่กับมันอย่างนั้น ไปเพียรเพ่งอยู่กับมันอย่างนั้น ...รู้แล้วต้องกลับมาอยู่ในฐานของศีลสมาธิปัญญาเลย เนี่ย เรียกว่าสติปัฏฐาน

แล้วก็ออกไปอีก ความเผลอเพลินมาดึงออกไป พอรู้แรกเกิดขึ้น...มันไม่ได้รู้แรกลงที่กายนะ ...มันจะรู้ก่อนเลยว่าอยู่ในอารมณ์ อยู่ในความลืม ความหลง มันจะรู้อยู่ในฐานของสติปัฏฐานก่อน

แล้วจะไปดูจนกว่ามันจะจบสิ้นของกิเลสหรือ...ไม่มีทาง ...จะไปดูไอ้ฐานที่ออกมานอกจากกายนี่ คือเวทนา จิต ธรรมนี่ คือฐานของกิเลส มันมาจากฐานกิเลสความปรุงแต่งหมดเลย

เพราะนั้นจะไปดูจนกว่ากิเลสมันจะจบ...ไม่จบ ไม่มีวันจบ มันก็จบเป็นท่อนๆ วรรคๆ ตอนๆ ...แล้วก็รวดไปอีก จบอีก ดับอีก...รวดออกไปอีก จบอีก ก็ไปอีก

นี่ เขาเรียกว่าตีนลอยแล้ว อยู่ในภาวะเลื่อนลอย ตีนลอยแล้ว เอาล่อเอาเถิดกับกิเลส  แล้วก็คอยดูจนกว่ากิเลสมันจะจบ ...มันจะจบได้ยังไง ห๊า

เดี๋ยวก็มีอารมณ์ขึ้นมาใหม่ เดี๋ยวก็เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ ความคิดเดิมจบ ก็เกิดความคิดใหม่ขึ้นมา เรื่องราวคนนี้จบ ก็เกิดเรื่องราวคนโน้นใหม่ขึ้นมา

เนี่ย ถามว่าดูไปทำไมน่ะ ไปดูกิเลสทำไม ท่านถึงต้อง...พอนั่นปุ๊บนี่ ต้องกลับมาเอกายนมรรค คือทางสายเอก คือศีลสมาธิปัญญา ...ไม่ใช่ไปเข้าใจว่ามหาสติปัฏฐานคือทางสายเอก

แต่คราวนี้พอมันไปเชื่อวิธีการแห่งจริตถูกจิต ถูกใจกับจริต ว่าเป็นถูกจริตกับจิตตานุสติปัฏฐานแล้ว ทีนี้มันละเลยหมดเลย ศีลสมาธิปัญญามันละเลยไปเลยน่ะ

แล้วไปเข้าใจว่าศีลก็คือสำรวมในสิกขาบทแล้ว สมาทานศีลดีแล้ว แล้ววันนี้ก็ตรวจสอบดูแล้วทั้งอดีตทั้งปัจจุบันไม่ได้ฆ่าสัตว์ไม่ได้โกหก นี่เป็นศีลหลอกๆ หลอกให้อุ่นใจ เข้าใจรึเปล่า หลอกให้อุ่นใจว่า เออ มีศีลแล้วนะ

แต่ถ้าถามว่าอย่างนี้มีศีลไหม นี่ เราถามว่ารู้รึเปล่าว่ากำลังนั่ง ...ถ้ารู้ว่ากำลังนั่งนี่...มีศีลอยู่ กำลังรักษาศีลอยู่  ถ้ากำลังพยายามที่จะไม่ลืมการนั่ง นี่คือพยายามที่จะประคับประคองศีลให้ดำรงคงอยู่

อือ ถ้าพูดอย่างนี้ อธิบายอย่างนี้ พอจะเข้าเค้าหน่อยไหมว่า...ศีลอยู่ที่ไหน ศีลสำคัญอย่างไร แล้วศีลมันมามีหน้าที่ต่อต้านหรือละทิ้งกิเลสได้อย่างไร

นี่ เห็นมั้ย คำจำกัดความของศีลก็จะปรากฏเลยว่า หน้าที่มันตรงต่อศีลเลยโดยตรง คือมันตรงข้ามกับกิเลสโดยตรงเลย ...เมื่อใดมีศีลอยู่ กิเลสน้อยลง ไม่กำเริบ กิเลสไม่กำเริบ

ถ้าเคร่งครัดในศีลยิ่งขึ้น ก็ไปถึงขั้นที่ว่ากิเลสเกิดไม่ได้ เห็นมั้ย อานิสงส์ของศีลก็ไปตามลำดับอย่างนี้ ...แล้วถ้าศีลนี่มันมั่นคงแล้วยังก่อให้เกิดสมาธิจิตหนึ่งน่ะ 

เมื่อเกิดสมาธิจิตเป็นหนึ่งตั้งมั่น ก็เกิดการรู้เห็นในสิ่งที่มันกำลังปรากฏของกายตามความเป็นจริงแล้ว ...นี่ นี่เรียกว่าลบล้างกิเลสแล้ว ไม่ใช่กิเลสเกิดไม่ได้อย่างเดียว มันเข้าไปลบล้างกิเลสอีกด้วยซ้ำ

แล้วเราถามว่าดูจิตนี่มันลบล้างกิเลสในวิธีการไหน หือ มีแต่คอยดัก คอยจับ คอยจ้องว่ามันจะเกิดอะไรบ้างเดี๋ยวนี้ แล้วก็เพื่อจะดูมันตลอดสายให้มันหยุดแล้วก็ดับ..ว่าได้ผลแล้ว

เนี่ย แค่นี้ ไปเอาเป็นหลักไม่ได้ ...จะต้องเอาศีลสมาธิปัญญาเป็นหลัก หรือถ้าเป็นสติปัฏฐานก็ต้องเอากายานุสติปัฏฐานนี่เป็นหลัก เพราะมันไปแมทช์ตรงกันศีลสมาธิ


(ต่อแทร็ก 16/30)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น