วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/26 (1)


พระอาจารย์
16/26 (571001B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นในระหว่างที่มันยังไม่มีเวทนารุมล้อมรุมเร้านี่ ...ก็ต้องเพียรเพ่งอยู่ในกายใจ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่า กายใจคือกายใจ ไม่ใช่ขันธ์ห้า

เพราะนั้นเวลาที่มันรู้อยู่กับตัว รู้อยู่กับความรู้สึกของการเดินการยืน การตึงการแน่น การเกร็งการขยับ แล้วรอบๆ ตัวมัน ระหว่างที่รู้ชัดในสองสิ่ง...กายกับใจนี่

รอบๆ ตัวกายกับรอบๆ ตัวใจ...รอบๆ มันน่ะว่างหมดเลย จะไม่มีอะไร ...นั่นหมายความว่ายังไง  หมายความว่าจิตมันไม่สามารถออกไปสร้างขันธ์ห้าได้ เพราะจิตมันอยู่ในฐาน...ฐานรู้กับฐานกาย

แต่เมื่อใดที่ศีลสมาธิปัญญาอ่อนแอ เสื่อมทราม ไม่ระมัดระวัง ไม่เข้มแข็ง ไม่ควบคุมรักษาไว้นี่ ...จิตมันก็จะเคลื่อนออก ...ทีนี้พอเคลื่อนออกปุ๊บ ไอ้ความรู้สึกที่เป็นกายกับใจล้วนนี่ มันไม่เป็นกายล้วนๆ แล้ว

มันไม่รู้สึกว่าเป็นกายล้วนๆ ไม่รู้สึกว่าเป็นใจล้วนๆ แล้ว ...มันจะมีอะไรวนเวียนอยู่รอบตัวกายใจนั้น เป็นเมฆเป็นหมอกบ้าง เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง เป็นเรื่องราวบ้าง เป็นดีร้ายถูกผิด เป็นอะไรรุงๆ รังๆ อยู่ตรงนั้น

นั่นหมายความว่าจิตนี่มันยังไม่ลงในฐานของใจอย่างแนบแน่น ยังไม่ลงในฐานของศีลอย่างแนบแน่น ก็ไม่ต้องไปเลิกไม่ต้องไปละอะไร  ก็ทำความชัดเจนอยู่ในกายใจซ้ำลงไป

พอยิ่งชัดในกายใจที่เป็นความรู้สึกล้วนๆ กับใจรู้ล้วนๆ ลงไปเรื่อยๆ ...ไอ้สิ่งที่มันรกรุงรังวนเวียนๆ เป็นเรื่องราวขันธ์ห้า ขันธ์คนนั้น เรื่องคนนี้ เรื่องของเราข้างหน้า เรื่องของเราที่สุขที่ทุกข์ มันก็หดตัวลงไป

ก็เรียกว่าขันธ์ห้ามันสลาย มันเสื่อมลง เพราะว่ามันถูกศีลสมาธิปัญญาทำลาย ...จะเรียกว่าทำลายก็ได้ ไม่เรียกว่าทำลาย ก็ได้ เพราะว่าถ้าอยู่ในศีลสมาธิปัญญา จิตก็ไม่ส่งออกไปสร้างขันธ์ห้าที่ใด หรือเรื่องราวใดเกิดขึ้นมา

ไอ้เรื่องราวๆ ต่างๆ นี่  ไอ้ที่ว่าเรื่องๆๆๆ นี่ หมายความก็คือขันธ์ห้านั่นเอง ...ถึงจะมีหนึ่งเรื่องราว ก็คือมันรวมขันธ์ห้าขึ้นมา และด้วยความไม่รู้ ก็ไปหมายการรวมขันธ์ห้าขึ้นมา

นั่น ก็เป็นเรื่องของเราบ้าง เรื่องของเขาบ้าง  ภาราหะเว ปัญจักขันธา...ยิ่งมีขันธ์ห้ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทุกข์เท่านั้นแหละ ...แต่กายใจไม่มีขันธ์ห้า มันจะเป็นทุกข์แห่งเราไม่ได้

เพราะนั้นการที่รู้ตัวให้ชัดอยู่เสมอ บ่อยๆ แล้วมันจะเห็นรอยปริ รอยแยก รอยแตก ระหว่างกายใจกับขันธ์ห้า...ว่าขันธ์ห้าคือขันธ์ห้า กายใจคือกายใจ

ขันธ์ห้ามันเป็นระบบของจิตล้วนๆ เลย ...ถ้าจิตมันหยุดเมื่อไหร่ ขันธ์ห้าก็หยุด  ถ้าขันธ์ห้าหยุดเมื่อไหร่ ความสืบเนื่องในขันธ์ห้าก็หยุด

เพราะนั้นตัวที่จะพาไปเกิดก็คือขันธ์ห้า อุปาทานขันธ์นั่นเอง ...มันจะมีความสืบเนื่องไปอนาคต เรื่อยๆๆ แล้วก็ลิงก์ไปตรงนั้น ลิงก์ไปจุดนั้น ลิงก์ไปเวลานี้ ลิงก์ไปเมื่อนั้นเมื่อนี้

ลิงก์ไปในสถานที่นั้น บุคคลนี้ อารมณ์นั้น เรื่องโน้น ...มันจะลิงก์ไปทั่ว เป็นโยงใย เป็นเครือข่าย เป็นเวิร์ลไวด์เว็บ เป็นอนันตาจักรวาลเลย  ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีที่ประมาณเลย

นี่ ความไม่อับจนในขันธ์ห้า หรือว่าความไม่สิ้นสุดในขันธ์ห้า มันเป็นอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่แจ้งในขันธ์ห้านี่ ไม่มีทางเลยที่จะว่ามันจะวางขันธ์ห้าได้ มันจะละขันธ์ห้าได้ มันจะทำขันธ์ห้าให้สลายได้

เพราะนั้นการที่มันจะสลายขันธ์ห้า หรือว่าดับขันธ์ห้า หรือว่าวางขันธ์ห้านี่ ...มันจะต้องมาเรียนรู้อยู่ว่า อะไรคือขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ความเป็นจริงของมันแค่ไหน

แล้วก็กายใจตามความเป็นจริง ความเป็นจริงของกายใจแค่ไหน ... แล้วในระหว่างขันธ์ห้ากับกายใจ...อันไหนจริงกว่ากัน  แล้วระหว่างขันธ์ห้ากับกายใจ...อันไหนจริงที่สุด

นั่นแหละมันถึงจะตัดสินใจได้โดยเป็นปัจจัตตังว่า...มันต้องละขันธ์ห้า เพราะขันธ์ห้านั่นเป็นทุกข์แห่งเรา ...แต่กายใจนี่มันเป็นทุกข์แห่งมัน ไม่ใช่ทุกข์แห่งเรา เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของใครเลย 

แต่ถ้าเข้าไปจริงจังมั่นหมายอยู่ในขันธ์ห้า เมื่อนั้นก็เป็นเรื่องของเรา...ก็เป็นทุกข์อยู่กับขันธ์ห้าตลอดจนวันตายโดยไม่เข้าใจ ...เพราะมันแยกไม่ออกระหว่างขันธ์ห้ากับกายใจ มันไปปนเปื้อนกัน มันไปเหมาเอาว่ากายใจนี่คือขันธ์ห้า 

ก็มันไม่ใช่ ...กายก็คือกาย มันไม่ใช่ขันธ์ห้า ...มันมีสัญญา เวทนา สังขาร อยู่ในกายตรงไหน...ไม่มีอ่ะ มันไม่มี เข้าใจมั้ย  มันมีอารมณ์อยู่ในตัวตึง แน่น อ่อน ไหว ตรงไหน...ไม่มี

มันไม่มีอารมณ์ในตัวมันเลย มันไม่มีความถูก มันไม่มีความผิด มันไม่มีแม้อะไรเลย แม้กระทั่งชีวิตเลย มันไม่มีแม้กระทั่งความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจ

เพราะนั้นแล้วที่มันบอกว่ากายเป็นอย่างนั้น กายเป็นอย่างนี้ ...ตัวนี้คือขันธ์ห้า  จิตมันไปสร้างขันธ์ห้าขึ้นมาครอบกาย หมายกายขึ้นมาเป็นขันธ์ห้า

แล้วมันก็มีพร้อมหมดเลย ว่าในกายมีเรา มีของเรา มีความรู้สึกเป็นเรา มีความรู้สึกว่าน่าพอใจ-ไม่น่าพอใจ เนี่ย ...จิตมันมาหมายกายนี่เป็นขันธ์ห้าขึ้นมา

แล้วมันมากลืนกินอยู่ในกาย กลืนกินเข้าไปว่า มีความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งที่เป็นเราของเราขึ้นมา ...แล้วก็ไม่มีปัญญาที่จะแยกแยะออก


โยม –  พอมีไข้ปั๊บ อาจารย์ ...มันปิดหมดเลยครับ ทั้งๆ ที่สัญญาเก่าเราก็รู้อยู่แล้วนะ แต่ถูกปิด

พระอาจารย์ –  มันแทรกซึมทุกอณูขันธ์ ทุกอณูกาย ทุกอณูธาตุเลยน่ะ ...เป็นของเราล้วนๆ หมดเลย มันปิดประตูตีแมวเลย


โยม –  มันปิดสนิท ...มันใส่เราฝ่ายเดียวเลย

พระอาจารย์ –  นี่แหละที่เรียกว่ามืดบอด กิเลสคือความมืดบอด มันจะมองไม่เห็นช่องทางออกเลย


โยม –  ดูไม่ออกเลยครับ

พระอาจารย์ –  แต่ถ้ามีฐานของศีลสมาธิปัญญา  ศีลสมาธิปัญญานี่ มันจะค่อยๆ กลั่นกรองตัวมันเองออกมาจากขันธ์ห้า แล้วมันจะเห็นว่าขันธ์ห้าเป็นอย่างไร

มันมาแอบยังไง มันมากลืนยังไง มันเข้ามาตอนไหน มันเกิดขึ้นตอนไหน มันเกิดขันธ์ห้าขึ้นตอนไหน เนี่ยมันก็จะจับ...จับประเด็นได้

แล้วก็จับช่วงเวลาที่เกิดขันธ์ห้าขึ้นมาแอบอิง เกิดการแอบอิงขันธ์ห้ากับกายขึ้นมาตอนไหน ...มันก็ทัน แล้วก็แยกออก คัดกรองออก  …ทีนี้พอมันจับได้ทันแล้ว มันก็ตั้งอยู่ตรงจุดนั้นน่ะ

แล้วทีนี้พอมันเริ่มจะคลุม เกิดจิตมันเคลื่อนออกมาจะคลุม มาหมายว่านี้เป็นปวดเรา เมื่อยเรา นี่เรา ...พอเห็นตรงนั้นปุ๊บ มันก็พึ่บ ขันธ์ห้าก็ดับอยู่ตรงนั้น เออ...ขันธ์ห้าดับ เวทนาไม่ดับ กายไม่ดับ 


โยม –  ครับ ตอนนอนอยู่พอเห็นได้ครับ

พระอาจารย์ –  แต่คราวนี้ว่า กิเลสมันไม่ท้อถอย


โยม –  โอ้โห มันแรงกว่าเราเยอะเลยครับ

พระอาจารย์ –  ก็ศีลสมาธิปัญญาเรามันยังมีวันหยุดพักนี่ เข้าใจป่าว เพราะว่าพวกเรายังไม่อยู่ในระดับมหา ...คือศีลสมาธิปัญญาเรายังไม่อยู่ในระดับมหานี่ 

แต่กิเลสมันเป็นมหาน่ะ มันไม่เคยหยุดยั้งเลย ...มึงอย่าเผลอแล้วกัน มันคลุมเลย ...พอวางมือจากศีลสมาธิปัญญา หรือพอบอก..อืม เหนื่อยโว้ย พักก่อน ...เสร็จ ปึ่บ คลุมเลย

แล้วทีนี้มันแนบแน่น เข้าใจคำว่ามันแนบแน่นไหม ...ท่านบอกว่ากิเลสนี่เหมือนยางเหนียว เหนียวยิ่งกว่าอะไรในโลกสามโลกอีก

อะไรที่ว่าเหนียว ที่ว่าเป็นกาวตราช้างอะไรก็ตามว่าเหนียวแล้ว ติดแนบแน่นสนิทแยกไม่ออก นี่ กิเลสนี่ยิ่งสนิทแน่นยิ่งกว่านั้นอีก แนบแน่นกับกายใจนี่ยิ่งกว่าสิ่งเหนียวอะไรในสามโลกธาตุอีก

เพราะนั้นแล้ว...มีอยู่ช่องทางเดียว ตัวเดียวที่จะไปทำลายความเหนียวแน่นของกิเลสได้...คือศีลสมาธิปัญญาถ่ายเดียวเท่านั้นเอง ไม่มีวิธีการอื่นเลย

ใครว่าแน่ ใครว่ามีวิธีการไหนที่นอกเหนือจากศีลสมาธิปัญญา แล้วจะมาทำลายความเหนียวแน่นของกิเลส ของความปรุงแต่งที่มันมาจับกายใจว่าเป็นเรา เป็นขันธ์ห้าขึ้นมานี่...ไม่มี ไม่มีวิธีการใดด้วย บอกให้

แต่ว่าการที่รู้ตัวนี่ คือดำรง ธำรงไว้ ซึ่งคำว่าตัวกับรู้สองอย่างนี้เอง จึงจะทำให้เห็นว่า กายใจส่วนกายใจ กิเลสส่วนกิเลส ขันธ์ห้าส่วนขันธ์ห้า ไม่ใช่อันเดียวกัน ขันธ์ห้ากับกายใจไม่ใช่อันเดียวกัน

กิเลสความเป็นเรา ความรู้สึกที่เป็นเรากับกายใจ ไม่ใช่อันเดียวกัน ...การดำรงความรู้ตัวไว้อย่างเดียว จึงจะเกิดปัญญาที่เห็นความเป็นจริงว่า กิเลสส่วนกิเลส กายใจส่วนกายใจ ขันธ์ห้าส่วนขันธ์ห้า

เห็นอย่างนี้บ่อยๆ เมื่อนั้นน่ะ จึงจะเห็นว่า...ขันธ์ห้านี่ไร้สาระ หาสาระแก่นสารในขันธ์ห้าไม่ได้เลย แล้วแม้กระทั่ง อย่าว่าแต่สาระแก่นสารเลย ตัวตนที่แท้จริงของขันธ์ห้าก็ไม่มี..ไม่มี เป็นของที่เหมือนอากาศธาตุ

นี่ปัญญาขั้นสูงสุด จะเห็นขันธ์ห้าเหมือนอากาศเลย ...คือไม่มีน้ำหนักเลย ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีราคาเลย มันหมดราคาเลย มีค่าเสมอศูนย์ เป็นสุญโญ สุญญตาหมดเลย

เพราะนั้น ปัญญาท่านเห็นแล้วมันเชื่อ แล้วมันลบความยึดมั่นถือมั่นในระดับนั้นแล้ว ...จากนั้นไปนี่ จะมีขันธ์ห้าหรือไม่มีขันธ์ห้า เท่ากัน บอกให้เลย

จะใช้ขันธ์ห้า จะอยู่กับขันธ์ห้า หรือไม่มีขันธ์ห้า ก็เท่ากันเสมอกัน ไม่มีประโยชน์เลย ไม่มีว่าจะต้องครองขันธ์ห้าไว้มั้ย หรือไม่ครองขันธ์ห้าไว้ มันเสมอกันหมด

เพราะว่ามีค่าเสมอศูนย์หมดแล้ว เข้าใจโดยตลอด แจ้งตลอดในขันธ์ห้าหมดแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบของขันธ์ห้า ความเป็นจริงคืออะไร ที่มาที่ไปคืออะไร

แล้วมันมีประโยชน์มีโทษถ้าเข้าไปยึดถือครองอย่างไร ไม่มีประโยชน์ไม่มีโทษเมื่อเข้าไปยึดถือครองอย่างไร ...นี่ ท่านเข้าใจโดยตลอด

เพราะว่าท่านเรียนรู้กับขันธ์ห้านี่มาตลอด...ตั้งแต่อยู่กับความรู้ตัวเป็นต้นไปนี่ จนเห็นที่มาที่ไปของมัน ...ทั้งวี่ทั้งวันนั่นแหละ ตลอดวี่ตลอดวันนั่นแหละ

ท่านก็เรียนรู้ไปเองว่า...เมื่อใดที่ขันธ์ห้ามาก เมื่อนั้นก็ทุกข์มาก ...เมื่อไหร่ที่ไม่มีขันธ์ห้า มีแต่กายใจ ดำรงกายใจล้วนๆ รู้ มีแต่ความรู้ตัว ไม่มีทุกข์เลย ไม่มีทุกข์แห่งเราเกิด ไม่มีแม้กระทั่งเราอยู่ในนั้นเลย

ท่านก็เรียนรู้อยู่อย่างนี้ ว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์อย่างไร แล้วก็จะเข้าใจว่า ภารหะเว ถ้ายังปล่อยให้มันทับถมเป็นภาระอย่างยิ่ง ทั้งที่มันไม่สมควรมีภาระในขันธ์ห้าเลย


(ต่อแทร็ก 16/26  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น