วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/27 (1)


พระอาจารย์
16/27 (571001C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

โยม  –  ถามอาจารย์รึเปล่า

โยม (อีกคน) –  อาจารย์มีอะไรแนะนำโยมเป็นพิเศษบ้างไหมครับ

พระอาจารย์ –  บอกแล้วไง ไม่มีอะไรสำคัญกว่ากายใจ ...ควบคุมจิตไว้ มันคิดนึกปรุงแต่งเรื่องราวใดๆ บุคคลใด ...ต้องตั้งมั่น ไม่คิด ไม่ออกนอก เกิน อย่าให้มันเกินกายเกินใจ

ถ้าเกินออกไปนี่ มันก็ไปแบกขันธ์ แบกทั้งขันธ์เราทั้งขันธ์คนอื่น นี่ คือเรียกว่าแบกขันธ์ แต่ถ้าอยู่กับกายใจนี่ มันไม่มีขันธ์ให้แบก มันก็ไม่มีภาระ ภาระแห่งกายใจนี่จะน้อย

เพราะตัวมันไม่เคยเรียกร้องอะไรสักเท่าไหร่หรอก จริงๆ จะเรียกได้เลยว่า มันไม่เรียกร้องอะไรเลยก็ได้ แต่ที่ว่าไม่เรียกร้องอะไรสักหน่อย เพราะมันยังแอบขันธ์ห้าอยู่


โยม –  แล้วสมาธิผมเป็นไง อาจารย์

พระอาจารย์ –  ก็ยังไม่ตั้งมั่นเท่าไหร่ ...นี่เราพูดถึงสมาธิตามธรรมชาตินะ ไม่ได้พูดถึงสมาธิแบบไปนั่งให้มันนิ่งอย่างนั้น


โยม –  จิตยังไม่ค่อยตั้งมั่นหรืออาจารย์

พระอาจารย์ –  โดยรวม


โยม –  แต่ก็พอได้บ้างใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  อย่าให้ออกนอกฐาน ...คือความหมายของสมาธิที่เราว่านี่คือสมาธิโดยรวมทั้งชีวิตเลย...ในการดำรงชีวิต  มันไม่ใช่สมาธิแบบว่านิ่งเป็นชั่วโมงอะไรอย่างนั้น ไอ้อย่างนั้นเขาเรียกว่าไม่ใช่สมาธิ

สมาธินี่ มันจะต้องหมายความว่าความตั้งมั่น หรือว่ากลุ่ม...กลุ่มของจิตน่ะ มันจางมั้ย ...ในระหว่างวันนี่ เรื่องราวที่ต้องคิดต้องนึก มันบางเบาลงมั้ย


โยม –  ครับ อยู่กับรู้

พระอาจารย์ –  แล้วก็ความรู้ มันกระจ่างขึ้นมั้ย  ตัวรู้น่ะ มันกระจ่างขึ้นมา สว่างขึ้นมาแทนความปรุงไปในจิต อาณาเขตแห่งจิต มันกว้างมั้ย ...นี่ ถ้าจะวัดสมาธินี่ เราจะวัดโดยรวม


โยม –  ครับอาจารย์ ผมก็เข้าใจอย่างนั้น

พระอาจารย์ –  เพราะนั้น มันไม่ใช่ว่าจะตั้งมั่นได้ตลอดวัน หรือว่ารู้ตลอดเลย ...คือหมายความว่า มันจะต้องมีการปรุงแต่งในขันธ์ห้าตลอดอยู่แล้ว


โยม –  ตลอดครับ

พระอาจารย์ –  คือมันไม่สามารถหรอก ยังไม่สามารถ ถ้าไม่ใช่ที่เป็นมหาสมาธิอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ ...ตรงนั้นน่ะ ขันธ์ห้าแทบจะเกิดไม่ได้เลย

แต่ในระดับพวกเราจะไม่ถึงสมาธิขั้นนั้นแน่ๆ ...แต่ว่ามากหรือน้อย ก็วัดจากที่ว่าจิตนี่...อาณาบริเวณของจิตนี่ เรื่องราวในจิตนี่ที่มันสร้าง อารมณ์ในจิตที่มันออกไป

มันหนาแน่น มันยืดยาว มันมากมาย มันน้อยลงหรือเปล่า นี่ วัดสมาธิตรงนี้แล้วถ้ามันน้อยลงเมื่อไหร่ รู้นี่จะชัดขึ้นเท่านั้น ความสว่างแห่งรู้ ความสว่างแห่งกายจะชัดขึ้นเท่านั้น

เพราะนั้น มันก็ต้องอยู่ที่เจตจำนง ...มันจะต้องมาสร้างเจตจำนงที่กายใจ ...ถ้าไม่สร้างเจตจำนงแห่งกายใจ อาณาบริเวณแห่งจิตไม่มีทางที่จะหด หรือว่าน้อยลง หรือว่าเจือจางลง ...ก็แปลว่าสมาธิต่ำ


โยม –  โดยส่วนมากต่ำทุกคนอยู่แล้ว

พระอาจารย์ –  แต่ว่ามันจะได้รับการพัฒนาขึ้นรึเปล่า หรือมันจะพัฒนาส่วนจิต หรือจะพัฒนาส่วนกายใจ ใช่มั้ย มันก็อยู่ที่เจตจำนง ...ถ้าทิ้งเจตจำนงตรงกายใจ มันก็จะไปเจตจำนงตรงจิต

ก็หมายความว่าอาณาบริเวณมันก็จะกว้างขึ้น กิเลสก็จะหนาแน่นขึ้น ความเข้มข้นของกายเรา ตัวเรา ตัวเขา ก็จะเข้มข้นขึ้น ความจริงจังในขันธ์ห้าก็จริงจังขึ้น

เพราะนั้นไอ้ตัวกายใจหรือศีลสมาธิปัญญา มันจึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันกับกิเลส ...มันก็อยู่ที่ว่าจะตั้งเจตนารมณ์อย่างไร นี่ ก็เรียกว่าเจตนารมณ์ในองค์มรรค หรือการประกอบมรรค

เพราะนั้นจะมาวัดว่าสมาธิเป็นระดับไหนๆ นี่ไม่ได้หรอก ...ถ้าอย่างนั้นก็ไปนั่งหลับตาเอา แล้วก็ว่าสงบมากหรือสงบน้อยกว่ากัน นิ่งได้นานมั้ย ...ไอ้นั่นก็ใช่ แต่ว่าเป็นแค่อารมณ์  อันนั้นไม่ใช่สมาธิที่แท้จริง

นี่ ต้องวัดโดยรวม แล้วก็คอยดูว่า เดือนนี้ เดือนที่แล้ว สองเดือนที่แล้ว กับเดี๋ยวนี้ ...เรื่องราวในความคิด เข้มข้นขึ้นมั้ย มากเรื่องขึ้นมั้ย เยิ่นเย้อออกไปมั้ย หรือมันหดรวมลง สั้นลง 

มันง่ายขึ้นเร็วขึ้นในการที่มีเรื่องอะไรให้คิด มีเรื่องอะไรให้ปรุง...แล้วก็ไม่ค่อยจริงจังเท่าไหร่ มันรู้สึกว่าจะวางก็ได้ ไม่วางก็ได้  แล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้สลักสำคัญอะไร ไม่ได้เอามาเป็นธุระมาก 

ถ้าอย่างนี้ก็หมายความว่าสมาธินี่ดีขึ้น


โยม –  อยู่กับกายใจได้มากกว่า

พระอาจารย์ –  อือ ...ใส่ใจอยู่ในที่นี้มากกว่า ใส่ใจอยู่ในศีลสมาธิมากกว่า ...ปัญญามันก็จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเอง มีความกระจ่างในตัวของมันเอง เป็นปัจจัตตังอยู่ในตัวของมันเอง

มีการแยกแยะเข้าใจในระบบ ใน system ...ใน system ของขันธ์ห้า  system ของกายใจ   system ของโลก ...มันจะเข้าใจเป็นระบบๆ โดยระบบเลย ...แล้วมันจะเข้าใจของมัน ด้วยตัวของมันเอง เป็นปัจจัตตัง


โยม –  ของผมนี่สมาธิอ่อนลงแล้วใช่ไหมอาจารย์

พระอาจารย์ –  มันก็เป็นช่วงๆ เข้าใจมั้ย


โยม –  เข้าใจครับ ผมก็พยายามอยู่

พระอาจารย์ –  มันก็ยังไม่เข้าที่ วัดเป็น curve อย่างนี้ไม่ได้


โยม –  มันยังขึ้นๆ ลงๆ อยู่หรือครับ

พระอาจารย์ –  มันยังเป็นลูกฟูกน่ะ


โยม –  มันยังไม่แน่นอน

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ มันยังหาความแน่นอนไม่ได้ ยังตอบตายตัวอะไรไม่ได้ เพราะมันยังอยู่ในภาวะที่เรียกว่าขึ้นๆ ลงๆ หรือว่าลูกผีลูกคน

มันยังไม่เป็นลูกคน มันยังเป็นลูกผีลูกคน แต่คนทั่วไปนี่ มันลูกผี ไม่ใช่ลูกคน เข้าใจรึเปล่า


โยม –  อ๋อ ลูกผีล้วนๆ เลย

พระอาจารย์ –  เออ มันลูกผี แล้วก็ลูกเปรต สัตว์นรก อสุรกาย ...แล้วก็ค่อยมาพัฒนาเป็นลูกผีลูกคน แล้วจากนั้นก็เป็นลูกคนมากกว่าลูกผี

แล้วสุดท้ายก็เป็นแค่คนล้วนๆ เลย  นี่เรียกว่าอยู่กับกายใจล้วนๆ ก็เป็นคนเต็มๆ เต็มที่แล้ว ...ผีไม่มีแล้ว ไม่มีผีแล้ว หรือว่าผีหลอกไม่ได้ คือถึงมี...แต่หลอกกูไม่ได้ เอางี้ ...ผีคือขันธ์ห้านะ

แต่พวกเราตอนนี้โดนผีหลอกน่ะ และตัวเองก็เป็นผีซะด้วยซ้ำ และคนโดยมากก็เป็นผีเหมือนกันน่ะ เอางี้


โยม –  แต่ยังนึกว่าเป็นคน นี่แหละสำคัญ

พระอาจารย์ –  เออ ก็ไอ้ความนึกว่าเป็นคน...นั่นก็คือเอาขันธ์ห้ามาเป็นตัวคิดด้วย


โยม –  เห็นผีเป็นคนด้วย ...เห็นผิด

พระอาจารย์ –  ใช่มั้ย ...คนจริงๆ มันแค่ไหน...ก็แค่กายใจ นี่คือคนนะ ...แต่ว่ามันเป็นคนไม่เต็มคนกัน

มันครึ่งผี ครึ่งเปรต ครึ่งสัตว์นรก ครึ่งอสุรกาย ครึ่งเทวดาอินทร์พรหม ครึ่งบ้าครึ่งบอ ครึ่งดีครึ่งเลว ครึ่งสุขครึ่งทุกข์ ครึ่งๆ กลางๆ อะไรก็ไม่รู้ จนสับสนอลหม่านปะปนกันแยกแยะไม่ออกเลย

เพราะนั้น ก็ค่อยๆ คัดกรองส่วนที่ไม่เป็นคนออกซะ ...นั่นคือขันธ์ห้าทั้งหมด ความปรุงแต่งในจิต


โยม –  เดี๋ยวไปพัฒนาสมาธิอีกครับอาจารย์

พระอาจารย์ –  รู้ตัวเข้าไว้ นั่นแหละเป็นตัวที่พัฒนา แล้วก็เจตนารมณ์ในนั้น ...ไม่ใช่หมายความว่าไปตัดความคิด ไปละความคิดโดยตรงนะ


โยม –  ครับผม เข้าใจแล้วอาจารย์

พระอาจารย์ –  ต้องใส่เจตนารมณ์ว่า...ช่างหัวมัน อะไรก็รู้ตัวเข้าไว้ๆ ท่ามกลางอารมณ์ ท่ามกลางความรู้สึก ...อย่าไปจริงจังกับส่วนนั้นจนลืมส่วนนี้ แค่นั้นเอง

มันจะได้รับการพัฒนาในศีลสมาธิปัญญาแบบ...เรียกว่าไปตามลำดับขั้นตอน ไม่ใช่แบบฮวบฮาบ แต่มันจะเป็นไปแบบลุ่มลึก ลาดเท เข้าใจมั้ย

มันจะไปเรียบง่าย ลุ่มลึกลาดเท ค่อยเป็นไป ...อย่างนี้ใช่ ในมรรค การเดินในมรรคจะเดินไปอย่างนี้

แต่ไม่ใช่ว่า “โอ๋ย วันนี้โคตรดีเลย มันดีมาได้ยังไงวะ” ...ให้รู้ไว้เลย กิเลสหลอกแล้ว เป็นไปไม่ได้หรอก อันนั้นน่ะจิตหลอก


โยม –  ครับ ผมก็เห็นอะไรมาพอสมควรครับอาจารย์ เดี๋ยวปฏิบัติถวาย

พระอาจารย์ –  อือๆ


(ต่อแทร็ก 16/27  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น