พระอาจารย์
16/26 (571001B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 16/26 ช่วง 1
ถ้าหยุดจิตได้น่ะ...จบ จะง่าย
แล้วจะเห็นอะไรได้ชัดเจน ...เพราะนั้น ทำไงถึงจะหยุดจิตได้ ...มันก็มีวิธีเดียวคือสมาธิ
คือจิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง
คราวนี้มันก็เริ่มเห็นความเสื่อมสลายไปของขันธ์ห้าบ้าง
เล็กๆ น้อยๆ เห็นความจางคลายลงไปของความเข้มข้นในขันธ์ห้า มันไม่คอนเซ็นเทรทแล้ว มันไม่เข้มข้นแล้ว
ถึงมันจะไม่ดับไปจริงๆ ก็ตาม
แต่มันก็จะบางเบา..บางเบาในขันธ์ห้า คือความบางเบา ...มันก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นเป็นจริงเป็นจังในขันธ์ห้าน้อยลง น้อยลงไปเรื่อยๆ
น้อยลงไปเรื่อยๆ
อาจจะมีบางช่วงบางขณะที่มันหายว่างไปก็มี แต่ว่ากายใจอย่าให้หายแล้วกัน ...ถ้ากายใจหายไปพร้อมกับขันธ์ห้า แปลว่า...อรูป
เข้าอรูปเลย จิตไปเข้าอรูปแล้ว
กายใจไม่หายนะ หายไม่ได้นะ
จะเหลือแต่ใจล้วนๆ เลย ก็ยังไม่ได้ …ถึงบอกว่าอยู่ในศีลอยู่ในมรรคนี่
กายใจจะหายไม่ได้เลย ไม่งั้นโดนขันธ์ห้าหลอกหมด
แล้วขันธ์ห้ามันจะมีทั้งขันธ์ห้าส่วนหยาบ
ขันธ์ห้าส่วนละเอียด ขันธ์ห้าประณีต ขันธ์ห้าสุดประณีต บอกให้เลย ...ถ้าขันธ์ห้าสุดประณีตน่ะมาเลย เป็นอรูป จับรูปจับนามไม่ได้
แต่มีความรู้สึกว่าเป็นอารมณ์ของเราล้วนๆ เลย
เนี่ย แล้วพอไปเจอขันธ์ห้าประณีต
ทีนี้ก็ไปหมายเอาว่านี่เป็นธรรม ...เนี่ย หลง..หลงขันธ์แล้ว ไปหลงขันธ์ว่าเป็นธรรมแห่งเรา
เป็นสภาวธรรมอันสูงส่ง อย่างนี้ หรือดีไม่ดีก็เหมาว่าเป็นนิพพานก็ยังได้
เพราะฉะนั้น วิปัสสนูนี่ เกิดได้หมดเลยในขันธ์ ก็มาหลงขันธ์ห้าโดยที่ไม่รู้ตัวนั่นเอง
แต่ว่าเป็นขันธ์ห้าส่วนละเอียด ...ซึ่งในวิปัสสนู ๑๐
นั่นน่ะคือการปรุงแต่งของจิตหมดเลย
นั่นก็แล้วแต่ว่ามันจะปรุงในรูปลักษณะไหน แต่ก็คือการปรุงแต่งของจิตทั้งหมด นั่นน่ะเรียกว่าขันธ์
คือปรุงแต่งขันธ์ขึ้นมา แล้วก็มีเวทนา มีสัญญา มีเรามีเขาอยู่ในขันธ์นั้น
แต่ว่าจะมีหน้าตาตัวตนชัดเจนเป็นเราของเรายังไง นั่นน่ะ มันอาจจะละเอียดลงไปเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นว่าเป็นเรายังไงเลยก็ได้ ...นั่นเขาเรียกว่าขันธ์ห้าละเอียด
แต่ถ้าถามว่ากายใจตรงนั้นน่ะมีมั้ย ...ไม่มี
ไม่มีเลย ...เห็นมั้ย มันมีความจริงตรงไหนยึดโยงล่ะ ถ้าออกนอกศีล มันจะไม่มีความเป็นจริงยึดโยงอยู่กับขันธ์ว่าอันไหนจริงกว่า
เพราะนั้นกายใจพื้นๆ นี่
ความรู้สึกตึงแน่นแข็งอ่อนร้อนนี่ ...เป็นยันต์กันผี เป็นยันต์เกราะเพชร
กันกิเลสสอดแทรก กันกิเลสมาเหมารวม กันกิเลสมาแอบอ้างความเป็นจริง
มันกันได้ทั้งนั้น ...กันสังขารธรรม กันสมมุติธรรม
กันบัญญัติธรรม กันพระธรรมจากพระไตรปิฎก เยอะแยะไปหมด ...ที่ว่าไม่มีอะไรจริงกว่ากายใจน่ะ
บอกให้เลย
นี่ ไม่มีอะไรจริงกว่าศีล
ไม่มีอะไรสำคัญกว่าศีล ไม่มีอะไรสูงส่งกว่าศีลน่ะ บอกให้ แล้วทุกอย่างก็ด้อยค่าๆๆ
มันจะเห็นเองว่าสลายหมด ถ้าเราไม่ไปโอบอุ้มมัน
ถ้าไม่มีเจตนาแห่งเรานี่
ไปโอบไปอุ้มมันในขันธ์ห้า ไปประคับประคองขันธ์ห้านั้น ทั้งขันธ์ห้าหยาบ ขันธ์ห้ากลาง
ขันธ์ห้าละเอียด ขันธ์ห้าประณีตไว้ ...เหมือนเราไม่ถือของไว้ในมือนี่ มันตกแตกหมดน่ะ
ก็มาสานต่อเจตนารมณ์ในศีลนี่
ถือไว้ รักษาไว้ ...จะเห็นเองน่ะ อันไหนจริงกว่า อันไหนไม่จริงกว่า ...ถึงแม้จะถอยเจตนาจากศีลออกมา รู้เฉยๆ มันก็ยังมีอยู่ ไม่หาย ...ตกไม่แตก
แต่ถ้าไม่ไปโอบอุ้มความคิดความปรุงหรืออารมณ์ไว้นี่
ตกแตกหมดนะ มันจะตกแตกเองนะ ...ไม่ต้องไปทำลาย ไม่ต้องไปทุบตีมันนะ ...แค่ถอยมือออกมาน่ะ
แล้วก็มาสานเจตนารมณ์ในศีล...เบื้องต้นต้องมีเจตนาในศีลก่อน
มาเอาตรงนี้แทนไว้ก่อน ...พอมันอยู่ตัวปุ๊บ วาง มันก็จะรู้กลางๆ กลางกับศีลแล้ว
เริ่มกลางกับกายขึ้น
นี่ ทุกอย่างตกแตกหมดเลย ว่างหายหมดเลย
สลายหมดเลย ...ขันธ์ห้าสลายหมดเลย มองไปทางไหน สุดโลกธาตุ สุดสามโลกธาตุ
ไม่มีขันธ์ห้าอยู่เลย ไม่มีแม้กระทั่งสามโลกธาตุ
เพราะนั้นสามโลกธาตุมันอยู่ได้ด้วยความโอบอุ้ม...แห่งเรา
แห่งจิต แห่งเจตนารมณ์
ต้นเหตุแห่งตัณหานี่ คือการปรารภ คือจิตที่ไปปรารภ
หรือไปตรึก ...ปรารภ ตรึกขึ้นมานี่ ตัณหาเกิด กำหนัดย้อมใจเกิด โลกเกิด
สามโลกธาตุเกิดแล้ว
พระพุทธเจ้าท่านถึงบอก
โลกก็เป็นของว่าง เอากะท่านสิ โลกเป็นของว่าง สามโลกธาตุเป็นของว่าง เห็นมั้ย ...ที่มันมีสามโลกธาตุเพราะว่านี่ มันมีไอ้ตัวอวิชชานี่ไปอุ้มสมไว้
มันเลยมี..ดูเหมือนมี ...แล้วก็จากที่ดูเหมือนมี แล้วก็จะมีจริงๆ ด้วย เข้าไปเกิดตายในนั้นจริงเลย ...มีขันธ์ มีขันธ์ละเอียด ขันธ์หยาบ มีกายหยาบกายละเอียดขึ้นมาเลยน่ะ
เพราะนั้นทุกอย่างนี่
ถือว่าเป็นการเรียนรู้หมด ...ที่ต้องมาจบลงที่กายใจ อย่าไปจบที่อื่น อย่าไปจบนอกขันธ์
อย่าไปจบในขันธ์ อย่าไปจบกับเรื่องราวในขันธ์ อย่ายกขันธ์มาพิจารณา...เสร็จมันหมดน่ะ
ก็จบลงที่กายใจ ...มันจะไปเอานั่น
มันจะไปนี่ มันจะไปค้นหาตรงนั้น มันจะไปแก้ไขตรงนี้ มันจะไปหาความเป็นจริงในขันธ์ส่วนนั้นขันธ์ส่วนนี้...ไม่ต้องน่ะ
จบลงที่กายใจเลย หักกันตรงๆ
แล้วจะเห็นเอง
แล้วจึงจะเกิดคำว่าแจ้งในขันธ์ห้าเอง...ว่าแท้ที่จริงไอ้ขันธ์ห้าที่กูจะเข้าไปทำความแจ้งกับมันนี่ จริงๆ ไม่ต้องเลย
...อยู่ตรงนี้ แล้วจะแจ้งในขันธ์ห้า ว่าอุปาทานขันธ์คืออะไร
ก็คือนามกับรูป...นามกับรูปก็มาจากจิตปรุง แค่นั้นเอง ...อวิชชาปัจจยาสังขารา สังขาราปัจจยาวิญญาณ
วิญญาณปัจจยานามรูป ...นามรูปนี่คือขันธ์ห้า
พอมีขันธ์ห้ามันก็มีผัสสะ สฬายตนะ เวทนา
ตัณหา อุปาทาน ...นี่ ก็มาจากขันธ์ห้าทั้งหมดเลย ขันธ์ห้าก็ตรงนี้ มันอยู่ในปัจจยาการที่เรียกว่านามรูปนั่นเอง
เพราะนั้นเหตุปัจจยาการของนามรูปคืออะไร...ก็คือวิญญาณ สังขาร เห็นมั้ย แล้วสังขารมาจากไหน...อวิชชา ...เพราะนั้นตัวอวิชชานี่
โคตรพ่อโคตรแม่ของขันธ์ห้าคืออวิชชา
เพราะนั้นในขั้นตอนที่อวิชชายังไม่ดับ
เพราะเรายังดับอวิชชาไม่ได้ ใช่ไหม นี่...ศีลสมาธิปัญญาเบื้องต้น ขั้นกลาง ดับได้
หยุดได้ ชะงักได้ ระงับได้...แค่สังขารา
เพราะนั้นถ้าระงับสังขาราได้...ขันธ์ห้าหยุด ...แต่อย่าไปบังอาจไประงับอวิชชา เป็นไปไม่ได้ ...ต้องระงับตรงนี้ก่อน นี่คือสมาธิ
แล้วจึงจะเกิดปัญญาที่เข้าไปเห็นถึงรากเหง้าคืออวิชชาต่อไป
คือมันต้องบ่มอยู่ในศีลสมาธิอย่างนี้
แล้วก็เรียนรู้เรื่องขันธ์ห้า ...เพราะสมาธิยังไม่แน่จริง ยังไม่เป็นมหาสมาธิจริง
มันจะเป็นขันธ์ห้าออกมาเรื่อยน่ะ ตลอด..ตลอดเวลา
คือไม่หยุดหย่อน แล้วก็ไม่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยหิว
ไม่มีวันหยุดวันลา ไม่มีวันลากิจ ไม่มีวันลาป่วย ไม่มีวันพักผ่อน
ไม่มีพักโอเวอร์ไทม์ ...มันจะทำงานโดยที่ไม่หยุดยั้งเหมือนสายน้ำที่หลั่งไหล
จนกว่ามันจะหมดกำลัง ...ด้วยการที่ว่าไม่มีใครเข้าไปเพิ่มเติมพลังให้ขันธ์ห้า
หรืออุปาทานกับมัน จริงๆ จังๆ กับมัน ...มันจะหลั่งไหลมาจนหมดสิ้น เหือดแห้ง
เข้าใจคำว่ามันเหือดแห้งไปมั้ย นี่ออกแล้วหายๆๆ
แต่ไอ้พวกเรานี่...ออกแล้วไปดึงกลับเข้ามา
แล้วมันไปสร้างเรื่องต่ออีกหลายเรื่อง ออกมาเรื่องเดียว ไปสร้างอีกสิบเรื่องกลับมา
...อ้วนพีเลยกิเลส ตัวใหญ่ขึ้น ใช่มั้ย
แต่ถ้ามันออกหายๆ เนี่ย ไม่สนใจหรอก กูไม่สนใจมึง ...ก็เห็นมีแต่ความดับไปของขันธ์ห้าๆ ความไร้สาระของขันธ์ห้า มันก็...เอาดิ
ออกก็ออกไปดิ
ยิ่งออก...ออกมาเท่าไหร่ก็หมดไปเท่านั้น
ยิ่งหมดค่าไปเท่านั้น ยิ่งหมดกำลัง ยิ่งอ่อนแอ ยิ่งเสื่อมทราม ยิ่งเสื่อมโทรม
ยิ่งอ่อนล้าในการปรุงแต่ง
มันยิ่งอ่อนล้าลง ยิ่งช้าลง เชื่องช้าลง
เข้มข้นน้อยลง แข็งแกร่งน้อยลง ...การปั้นเป็นตัวเป็นตน เป็นของเราของเขาน้อยลง
มันหมดกำลังๆ มันช้าลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ
ทีนี้มันก็หยุดโดยธรรมชาติแล้ว
อยู่ที่ใจ เหลือแต่ใจ ใกล้เคียงใจที่สุดแล้ว ...ทีนี้จะเข้าถึงโคตรพ่อโคตรแม่มันแล้ว นี่ ถึงจะเข้า...ถึงจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของอวิชชา
ถ้าจิตยังไม่หยุดด้วยปัญญาถึงระดับนี้
ไม่มีทางเลย ...ถามว่าอวิชชา ตัวจิตผู้ไม่รู้นี่ อยู่ตรงไหน หน้าตาเป็นไง
ไม่มีใครเห็นเลย...นอกจากพระอรหันต์ จึงจะเข้าสู่วิชชาสวะ
ท่านเรียกว่าญาณที่เห็นอวิชชา คือ
ขยญาณ ที่เรียกว่าอาสวะญาณนี่ คือขยญาณ ...เป็นญาณที่เห็นจิตตัวสุดท้าย
หรือว่าจิตตัวแรก นั่นน่ะคืออวิชชา ...ขยญาณนี่เห็น
เพราะนั้น ทำกายใจให้ชัดเจนที่สุดในทุกที่ ทุกสถาน
ทุกเวลา ทุกเหตุการณ์น่ะ ...ระหว่างที่นอนป่วยนี่ ถ้ายังแยกอะไรกับเวทนาไม่ออก ดูที่อิริยาบถหยาบเลย
แค่นั้นแหละ
โยม – ก็เห็นมันนอนนะอาจารย์ แล้วก็มีอะไรมาคลุมอย่างนี้ ...แล้วก็ยอมมัน
พระอาจารย์ – คือต้องเหยียบหยั่งที่ตัวกายหยาบเลย
โยม – ก็อยู่อย่างนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย
พระอาจารย์ – ช่างมัน แล้วอะไรที่คลุมอยู่อย่าไปแตะต้องมัน ...นั่นแหละคือจิตมันกำลังสร้างขันธ์ห้ามาล่อหลอกให้เข้าไปมัวเมาอยู่ในนั้น
ให้เกิดการเข้าไปขวนขวาย...ว่าจะทำยังไงกับมันดี
จะแก้ยังไง จะต้องกินยาตัวไหน เมื่อไหร่มันจะดีขึ้น มันเป็นกรรมส่วนไหนมา
โยม – มาครบหมดเลยอาจารย์ มันเล่นงานเราทุกรูปแบบ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ เพราะว่าเราไปให้...ไปอุ้มชูมัน
โยม – หนึ่งวันน่ะอาจารย์ ผมไม่สามารถทำอะไรได้
พระอาจารย์ – เห็นมั้ย ความเหนียวแน่นของมัน ...แล้วก็เห็นความยากในการถอดถอนมั้ย ยากในการที่จะถอดถอนจากไอ้หมอกหนาแน่นทึบนั่นน่ะ
ให้มาอยู่แค่หลังกระทบเตียง หัวกระทบหมอน
โยม – ไม่มีเลยครับ มันไปดูไอ้คลุมนั่นตลอดเวลา
ใจมันถูกหลอกไปแล้ว
พระอาจารย์ – ถึงดึงมาได้ ก็ดึงมาได้แค่แวบๆ แค่นั้นเอง
แล้วก็พรวดเข้าไปเต็มๆ
โยม – ครับ เต็มที่เลย
พระอาจารย์ – นั่นน่ะ เข้าใจว่าถอดถอนมั้ย ...การถอดถอนจากกิเลสน่ะ ถอดถอนกันยังไง
โยม – ยากมากครับอาจารย์ ทั้งๆ
ที่เหมือนว่าตัวเองนี่ฝึกมาเต็มที่แล้ว พอถึงเอาจริงๆ ขึ้นมานี่
พระอาจารย์ – เออ นี่แหละคือข้อสอบ แบบประเมินผล
โดยที่ไม่ต้องไปถามใครว่า...ผมภาวนาถึงไหนแล้ว
(ต่อแทร็ก 16/26 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น