พระอาจารย์
16/25 (571001A)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – นี่เห็นว่าไปผ่าตัดหรือ
โยม – ครับอาจารย์ ไส้ติ่งอักเสบครับ แต่พอมีไข้ก็แย่
มันก็ปิดสภาวะหมดครับ โมหะมันก็คลุมปิดหมด ก็อยู่กับความทุกข์ไป สองวัน แยกไม่ออก
พระอาจารย์ – นอนโรงพยาบาลกี่วัน
โยม – เจ็ดวันครับ
แต่ว่าช่วงที่มีไข้เราจะแยกไม่ได้เลยครับ ก็เลยรู้ตัวว่าเราฝึกมาอ่อนครับ จริงๆ
ไม่ค่อยอยากมาเท่าไหร่ กลัวจะโดนหนัก คือ...แค่นี้ก็เอาตัวไม่รอดแล้ว
พระอาจารย์ – มันต้องวาง อย่าไปยุ่งกับมัน ...ถ้าคิดจะไปชนะมันนี่ หรือว่าคิดจะไปอะไรกับมันมาก นี่ เจตนา เข้าไปเจตนากับมันมากเกินไป
เข้าไปกลืนโดยไม่รู้ตัวเลย
มองห่างๆ อย่าเข้าไปจัดการ ...มันมีการคิดเข้าไปจัดการกับมันด้วย มันก็เข้าไปต่อสู้กัน โดยการเข้าไปต่อสู้กัน ...การต่อสู้นั่นน่ะก็คือเข้าไปกลืนกินกับมัน
อย่างนั้น
ถ้ารู้ด้วยการวาง รู้แล้วก็วาง
ช่างมัน ...ช่างมันแล้วมันจะถอยออก ช่างมัน ไม่ต้องไปอะไรกับมัน มองห่างๆ รู้ห่างๆ ...ถ้าคิดจะไปเอาชนะ เอาอะไรจริงๆ จังๆ นั่น มันเข้าไป
แล้วไอ้เวทนาพวกนี้
มันเป็นอะไรที่มันไม่หาย มันจะเป็นแบบต่อเนื่องของมันไปอยู่อย่างนั้น
มันไม่ได้รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนอะไร มันเหมือนมันกระจายไปหมด คลุมไปหมด
โยม – ก็มีบางจังหวะ ช่วงที่ใจมันผ่อนคลาย มันก็ถอยออกมาบ้างนิดหน่อย
แต่ว่ามันก็ไม่มั่นคงจริงจัง แต่เรารู้แล้วว่ามันก็สามารถดูได้จริงๆ นะ ทั้งๆ
ที่มันเหมือนกับคลุมอยู่ แต่ก็ยังถอยมาได้นิดหน่อย มันก็เป็นอีกสภาพนึง
พระอาจารย์ – มันจะต้องเหมือนกับทิ้งมันไปเลยน่ะ ทิ้งไป
ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวเลย ทิ้ง วาง...วางทุกความรู้สึก วางแบบไม่ไปแตะต้อง
ไม่เข้าไปแตะต้องเลย แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นยังไงก็ช่างมัน
แล้วไปอยู่โรงพยาบาลไหนนี่
โยม – อยู่นครพิงค์ครับ
...ก็เลยผ่อนเรื่องการฝึกไปพอสมควร สิบสี่วัน
พระอาจารย์ – ไม่เป็นไร
โยม – ก็เดี๋ยวกลับมาใหม่
เดี๋ยวตั้งตัวได้แล้วก็กลับมา ให้มากขึ้น
พระอาจารย์ – ฐานสมาธินี่สำคัญ ฐานสมาธิ ฐานรู้นี่ ฐานใจนี่ ถ้าสมาธิมันไม่มั่นจริงๆ นี่ ใจนี่มันจะถูกกลืนหมด ...เพราะนั้นถ้าจะให้ฐานสมาธิให้มั่นนี่ กายนี่ ศีลนี่...ต้องชัดเจน
ในระหว่างที่มันไม่มีเวทนานี่
ต้องทำกายให้ชัด ทำรู้ให้ชัด เพื่อสะสมฐานของศีล-สมาธิให้มันแข็งแกร่งกว่านี้
ชัดเจนกว่านี้ ...มันต้องชัดเจนกว่านี้ ตัวรู้ ตัวใจรู้นี่
ตัวสมาธินี่มันต้องชัดเจนกว่านี้
มันต้อง...หมายความว่า
มันต้องไม่บุบสลายไปกับอะไรที่มันมาครอบงำ ...กิเลสมันครอบงำ ขันธ์มันครอบงำหมด
มันสร้างอะไรมากมายปกคลุมไปหมด เป็นเมฆเป็นหมอกบังกายบังใจไปหมด
มันมีแต่เวทนาของเรา ตัวของเรา..คลุมไปหมด
...ถ้ามันมีเราเกิดขึ้นกับส่วนไหนที่ไหน มันก็เป็นทุกข์ที่ตรงนั้นแหละ ...แม้แต่เป็นเราผู้ปฏิบัติก็ยังเป็นทุกข์เลย มีเราผู้ไปแยกแยะ ก็ยังเป็นทุกข์เลย
ก็ต้องเป็นแค่รู้...รู้ๆๆ รู้เฉยๆ
รู้ด้วยความตั้งมั่น รู้เห็นทุกสภาพอาการ แค่รู้เห็นทุกสภาพอาการ...แต่ถ้ามีเราเข้าไปปฏิบัติเพื่ออะไร
มันจะเข้าไปมีเป็นในขันธ์โดยไม่รู้ตัว
เพราะนั้นเวลาที่มันผ่อยคลายจากเวทนาแล้ว
มันก็ต้องมาสะสมศีล-สมาธิ นี่ ปัญญาก็คือความรู้ชัดเห็นชัดในกาย รู้ชัดเห็นชัดในรู้
สองอย่างนี่
ทำศีลสมาธิปัญญา ในระหว่างที่มัน...กิเลสมันถูกจำเพาะกลุ่ม
จำเพาะให้มันอยู่ในที่ในฐานของมัน ไม่ให้มันครอบงำครอบคลุม ...มันก็จะเกิดปัญญาที่มันชัดเจนในกายใจ
แล้วเวลาที่มันอยู่ในสภาวะที่กิเลสมันฟื้นคืนสภาพของมันขึ้นมา
ด้วยเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งนี่ ...มันก็สามารถหยิบยกศีลสมาธิปัญญาขึ้นมาใช้ได้โดยมั่นคงชัดเจน
แล้วมันก็จะเกิดความแยกแยะไปเองโดยปริยาย
ส่วนไหนเป็นส่วนกิเลส ส่วนขันธ์ และส่วนไหนคือกายใจ ...แล้วส่วนไหนจริง ส่วนไหนไม่จริง
แต่ถ้ากิเลสมันครอบงำหมดนี่
ทุกอย่างจริงหมดเลย อะไรก็เป็นจริงของเราหมด เป็นจริงกับเราหมด ...มันเป็นทั้งของเรา มันเป็นทั้งกับเรา
หมดทุกสภาพขันธ์
โดยที่มันเป็นการปรุงแต่งขันธ์ขึ้นมาโดยจิตล้วนๆ นั่นแหละ
มันก็มาบอกว่ามันเป็นของเราหมด...เหมือนกันทุกสภาพอาการ
เพราะนั้นการเจ็บไข้ได้ป่วยนี่
มันถือว่าเป็นแบบฝึกหัดหมดน่ะ ...เป็นแบบทดสอบ แบบฝึกหัด ให้เห็นว่า ข้อสอบครั้งต่อไปนี่
จะวางจิตยังไง จะปฏิบัติต่อมันยังไง จึงจะยกเหนือระดับนี้
อย่างไรที่จะยกสติสมาธิปัญญาให้มันเหนือระดับกิเลสระดับนี้
เวทนาในขันธ์ระดับนี้ เวทนาในกายระดับนี้ ...ก็มาตั้งรากตั้งฐานศีลสมาธิใหม่
มีวิธีแก้วิธีเดียว
คือต้องสร้างฐานของศีลสมาธิปัญญานี้ให้ตั้งมั่นที่สุด
แล้วเวลาอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม..ที่กิเลสมันสร้างขึ้นมานี่ ...มันก็สามารถจะสร้างศีลสมาธิปัญญาขึ้นมาตั้งรับ..รับรู้รับเห็นกับอาการ
ที่กิเลสมันจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา หยิบยกนั่นหยิบยกนี่มาเป็นเรื่องของเรา
ตัวของเรา โดยมันอ้างสภาวะขันธ์ขึ้นมา ว่านี่เป็นเวทนาขันธ์ในเราของเรา
สร้างรูปกายว่าเป็นเราของเราขึ้นมา
มันก็จะเห็นว่าทั้งหมดมันเป็นการปั้นแต่งขึ้นมาของกิเลสทั้งหมด
ไม่ใช่ความจริง ...ความจริงมีแค่กาย มีแค่เวทนาในกาย แล้วก็มีแค่รู้แค่เห็น นี่...กิเลสมันไม่สามารถจะมาสอดแทรกกลมกลืนได้
ที่มันเป็นทุกข์กับความเจ็บไข้ได้ป่วยนี่
ก็เพราะว่ามันเข้าใจว่าความเจ็บไข้นี้เป็นของเรา ...จริงๆ ความเป็นไข้
ความทุรนทุรายอะไรนี่ มันก็เป็นเวทนาหนึ่งเท่านั้นเอง ...เวทนาของกายไม่ใช่ของเรา
มันเวทนาของธาตุ มันเป็นเวทนาธาตุเวทนาธรรม
แล้วก็มีแค่ใจเป็นธาตุรู้ธาตุเห็น แล้วก็มีกายเป็นแค่ก้อนกองสสาร ...ความเป็นจริงทั้งหมดสามส่วนสามกองนี่...เป็นความเป็นจริง
แล้วมันมีความไม่จริงแทรกซึมปนเปื้อนอยู่อย่างไรกับส่วนไหน ...มันก็คัดกรองออกได้ ถ้ามันชัดเจนในสามอาการนี่
เพราะนั้นการจะทำให้มันชัดเจนในสามอาการนี่
มันจะต้องสร้างรากฐานการรู้การเห็นอยู่ในสามอาการนี้อย่างต่อเนื่อง...ในช่วงเวลาปัจจุบันนี่
ในช่วงเวลาที่ดำรงชีวิตอยู่ปกติ
แล้วเวลามันเกิด เมื่อกิเลสมันยังไม่หมดสิ้น เวลามีเวทนานี่ ส่วนมากมันจะไปจับที่เวทนากายนั่นแหละ
มันไม่ไปจับที่ส่วนอื่นหรอก ...มันยึดนี่
มันจะยึดเวทนากายเป็นส่วนที่ยึดมากที่สุดนั่นแหละ
เพราะนั้นเวลาที่เวทนามันแปรปรวนไปถึงขีดที่มันรู้สึกว่าเราทนไม่ได้
นั่นแหละ ความเป็นเรามันจะเข้ามาคลุมในเวทนา มาหมายเวทนาเป็นเรา
แต่ถ้ามันมีรากฐานของศีลสมาธิปัญญา
มันก็จะคัดกรองออกได้ว่าเวทนาสักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่เวทนาเรา เป็นเวทนาในกาย
เป็นเวทนาในความเป็นจริงของกาย
ในเวทนานั้นไม่มีเรา
เป็นแค่ก้อนกองเวทนาธาตุเวทนาธรรมเท่านั้นเอง ...มันก็ต่างคนต่างอยู่ไป
ไม่เข้าไปเกิดอาการเหมือนที่มันเป็นเวทนาเรา
ถ้ามันเป็นเวทนาเราเมื่อไหร่นี่
มันจะเกิดอาการเข้าไปดิ้นรนขวนขวายในเวทนานั้นๆ …การที่มันดิ้นรนขวนขวายอยู่ในเวทนานั้นๆ น่ะ ที่เรียกว่าเป็นทุกข์แห่งเรา
เพราะหมายเวทนาเป็นเรา
แต่ถ้ามันไม่มีการเข้าไปดิ้นรนขวนขวายในเวทนา
ด้วยมันเห็นชัดเจนแล้วว่า เวทนาก็เป็นแค่เวทนา ไม่ใช่เรื่องของเรา...อย่างนี้
ใจมันก็จะอยู่
ใจมันก็จะอยู่ในฐานะรู้เห็นกับเวทนานั้นด้วยความเป็นกลาง
ด้วยความสมดุล ด้วยความพอดี ด้วยความต่างคนต่างดำเนินไป ไม่เกี่ยวข้องกัน
เพราะนั้นระดับของศีลสมาธิปัญญาที่ว่า..แค่เห็น มันก็เก่งแล้ว แค่เข้าไปแยกแยะออกได้นี่ ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่งแล้ว ...แต่ว่ามันแยกได้ชั่วคราว แล้วมันก็เข้าไปกลืนกินใหม่
แต่ถ้ามันดีที่สุด ดีจริงนี่ หมายความว่ามันเข้าไปแยกออก แบบขาดเลยโดยสิ้นเชิง ...หมายความว่าไม่เข้าไปแตะต้องเลย ไม่เข้าไปขวนขวายเลย
แต่ถ้ากิเลสมันยังแรงอยู่
มันยังลึกซึ้งอยู่กับความยึดมั่นถือมั่นในกายในขันธ์นี่ ก็เป็นเราเป็นของเราอยู่ เพราะนั้น...พยายามเบื้องต้นขอให้มันแยกออกให้เห็นตามความเป็นจริงก่อน
บ่อยๆ
ถึงมันจะกลืนกินเข้าไปอีกก็ตามทีเถอะ ...เพราะว่ากิเลสมันยังมีอำนาจเหนือ มันยังไม่หมด ความยึดมั่นในกายในขันธ์มันยังไม่หมด
เดี๋ยวมันก็เข้าไปอีก
ก็ต้องเพียรอดทนตั้งมั่น แยกแยะออกอีก แล้วก็เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ ดึงเข้าไปกลืนกิน จมแช่ ขวนขวาย
เป็นอดีตเป็นอนาคตกับเวทนานั้นขึ้นมาอีก
ก็ว่า "เมื่อไหร่ เวลาไหน ทำไม ยังไง" นี่
มันจะเกิดคำถามขึ้นอยู่อย่างนั้นน่ะ ...ลักษณะนี้มันเข้าไปขวนขวายในเวทนาโดยมันเข้าใจว่าเวทนาเป็นเรื่องของเรา
แล้วเมื่อมันยังว่าเป็นเรื่องของเราอยู่ ...จิตที่มันโง่เขลาอยู่นี่ มันก็จะบอกว่า เมื่อมันเป็นเรื่องของเรานี่
มันก็สามารถจะทำอะไรกับมันได้ มันก็เกิดอาการเข้าไปขวนขวายในเวทนา
แล้วพอมันทำได้ มันก็ดีใจ ถ้ามันทำไม่ได้นี่ มันก็เกิดความทุรนทุรายขึ้นมา ...แล้วในลักษณะอย่างนี้
มันจะมีแต่ความทุรนทุราย เพราะมันทำไม่ได้ มันแก้ไม่ได้
เพราะนั้นเวลาทุกข์จริงๆ อยู่ในภาวะอมทุกข์อยู่อย่างนั้นกับเวทนา ว่ามันเป็นทุกข์แห่งเรา
เพราะว่ามันเข้าไปขวนขวายแล้วขวนขวายเล่า มันก็ยังไม่หาย
มันก็ยังแก้ไม่ได้
มันก็ยังไม่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างเนี้ย
มันก็เกิดภาวะที่เศร้าหมองเป็นทุกข์อยู่กับเวทนา ...ทั้งหมดนี่เพราะมันเกิดความเข้าใจผิดว่า นี่เป็นเรื่องของเรา
(ต่อแทร็ก 16/25 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น