พระอาจารย์
16/25 (571001A)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 16/25 ช่วง 1
มันเป็นของธาตุ ...ถ้ามีธาตุ
ถ้ามีการรวมตัวของธาตุ แล้วมีใจครอบครองอยู่กับธาตุนี่ มันอิงอาศัยอยู่กับธาตุนี่ ...เมื่อนั้นน่ะ มันจะมีเวทนาในธาตุเกิดขึ้น
ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เป็นเรื่องปกติของธาตุที่มันเป็นไป ...ถ้ามันเป็นธาตุดินน้ำไฟลม ที่ไม่มีวิญญาณครอง
ที่ไม่มีใจครอบครองนี่ มันก็จะไม่มีเวทนาเกิดขึ้นกับธาตุนั้นๆ
แต่ถ้ามันเป็นธาตุที่รวมตัวขึ้นมาเป็นสัตว์นี่
มีลักษณะเป็นเหมือนกับสัตว์ มีชีวิตนี่ ...หมายความว่าธาตุนั้นน่ะมันมีใจรวมอยู่ด้วย เป็นใจที่มันอิงอาศัยอยู่ข้างในนั้น มันจึงมีเวทนาอยู่ในธาตุ
พร้อมกับธาตุนั้นๆ
เพราะนั้นในระหว่างที่เราอยู่อิริยาบถปัจจุบันนี่
เวลาเราเดินไปเดินมา หนาวร้อนนี่ โดนแดดลมฝนกระทบ ถือว่าเป็นเวทนาเล็กเวทนาน้อย นี่ ต้องเห็นให้ชัด
เหล่านี้คือต้องมาเรียนรู้กับเรื่องเวทนาโดยรอบที่มันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ...ให้มันเห็นว่ามันเป็นเวทนาของกาย ไม่ใช่เวทนาของเรา
แล้วก็ให้มันเห็นภาวะที่บางครั้งบางเวทนาเล็กๆ
น้อยๆ นี่ มันมีเราเข้าไปจับอย่างไร เข้าไปหมายว่านี่เป็นตัวเรายังไง
แล้วไปเดือดเนื้อร้อนใจกับเวทนานั้นอย่างไร ...ให้เห็น ...แล้วก็แยกออก
แยกให้ออกในลักษณะเวทนาเล็กๆ น้อยๆ นี่ ...แล้วมันก็จะสะสม ค่อยๆ สะสมภูมิปัญญาภายในขึ้นไป ...ทีนี้เวลามันเจอไอ้เวทนาใหญ่ๆ ขึ้นมานี่ ในเวทนาที่มันยึดมั่นถือมั่นอย่างมาก
ด้วยความกลัว ด้วยความกังวล ด้วยอะไรนี่ ...ก็อาศัยที่มันเรียนรู้กับเวทนาบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน มันก็สามารถจะคัดกรองแยกแยะได้ พอเห็นเป็นลางๆ ไป
แยกให้ออกในลักษณะเวทนาเล็กๆ น้อยๆ นี่ ...แล้วมันก็จะสะสม ค่อยๆ สะสมภูมิปัญญาภายในขึ้นไป ...ทีนี้เวลามันเจอไอ้เวทนาใหญ่ๆ ขึ้นมานี่ ในเวทนาที่มันยึดมั่นถือมั่นอย่างมาก
ด้วยความกลัว ด้วยความกังวล ด้วยอะไรนี่ ...ก็อาศัยที่มันเรียนรู้กับเวทนาบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน มันก็สามารถจะคัดกรองแยกแยะได้ พอเห็นเป็นลางๆ ไป
เพราะนั้นก็ต้องสะสมรากฐานของศีล-สมาธิ
กายใจนี่ รู้ให้ชัด เห็นให้ชัด อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นใจ อันไหนเป็นจิต ต้องแยกให้ออก...กายส่วนกาย จิตส่วนจิต จิตไม่ใช่กาย กายไม่ใช่จิต
จิตไม่ใช่ใจ ใจไม่ใช่จิต กายไม่ใช่ใจ
กายก็ไม่ใช่จิต นี่ ต้องแยกให้ชัด เวทนาก็เป็นเวทนา ไม่ใช่กายไม่ใช่จิต
เวทนาเป็นเวทนาไม่ใช่กายไม่ใช่ใจ ...นี่ต้องให้เห็นชัด
แต่ละส่วนต้องให้ชัดในแต่ละส่วนๆ
ส่วนจิตนี่ จิตนี่มันเป็นกองใหญ่
มันเป็นกองรวมกัน ในจิตทั้งหมดนี่ ในจิตทั้งหมดน่ะที่มันปรุง ...ความเป็นจิตปรุงขึ้นมานี่ ความเป็นจิตทั้งหมดนั่นแหละคือขันธ์ห้า
คือมันจะกอปรด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ อยู่ในจิต คือมันมีทั้งอารมณ์ ทั้งความรู้สึก มันมีทั้งความหมาย
มันมีทั้งความเห็น มันมีทั้งความจำ
มันมีทั้งความเดือดเนื้อร้อนใจ
อารมณ์พอใจ-ไม่พอใจ ขุ่นมัวเศร้าหมอง พวกนี้คือจิตทั้งหมด …เพราะนั้นกลุ่มของจิตทั้งหมดนี่ก็คือกลุ่มที่เรียกว่าขันธ์ห้า
นี่ต้องแยกให้เห็นอย่างนี้
แล้วก็ขันธ์ห้าก็ขันธ์ห้า กายก็คือกาย ไม่ใช่ขันธ์ห้า ...กายก็คือความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็ง ตึงแน่นเคลื่อนไหว กระเพื่อมกระเทือน
ลักษณะนี้คือกายกับเวทนา
มันจะเป็นลักษณะที่อยู่คู่กันเป็นความจริง
แต่ไม่ใช่ขันธ์ ...ให้เห็นว่าขันธ์ก็คือส่วนของจิต
กายกับส่วนเวทนาของกายก็คือส่วนของธาตุ ใจก็คือส่วนที่รู้และเห็น
นี่
มันก็มีกลุ่มอาการที่มันรวมกันขึ้นมาเป็นกอง กองสัตว์กองคนตรงนี้
มันมีกลุ่มสามสี่กลุ่มอยู่แค่นี้
เพราะนั้นการภาวนาด้วยสติสมาธิ
เพื่อให้ใจนี่ จิตนี่มันตั้งมั่น แล้วก็คอยมาหยั่งรู้ดูเห็นอยู่ภายในกองกายกองธาตุนี่
มันจึงจะเห็นลักษณะอาการที่แตกต่างกันไปมา
ระหว่างขันธ์คือรูปนาม
ระหว่างกายคือธาตุ แล้วก็ระหว่างใจ ...มันจะเห็นอยู่สามกลุ่ม
เพราะนั้นกิเลสนี่มันจะไปเกิดอยู่ในส่วนที่เรียกว่าจิต
ที่มันสร้างขันธ์ห้า ที่มันสร้าง ที่มันรวมเป็นขันธ์ห้าขึ้นมา เป็นตัวเป็นตน
เป็นเราเป็นเขา เป็นดี-ร้าย ถูก-ผิด
เป็นอารมณ์พอใจ-ไม่พอใจ เป็นสุขเป็นทุกข์
พวกนี้ คือจัดอยู่ในกลุ่มของขันธ์ห้า ที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ด้วยอำนาจของกิเลส ด้วยอำนาจของอวิชชา ด้วยอำนาจของตัณหา ด้วยอำนาจของอุปาทาน มันจะเป็นตัวที่สร้างอุปาทานขันธ์นี้ขึ้นมา
พวกนี้ คือจัดอยู่ในกลุ่มของขันธ์ห้า ที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ด้วยอำนาจของกิเลส ด้วยอำนาจของอวิชชา ด้วยอำนาจของตัณหา ด้วยอำนาจของอุปาทาน มันจะเป็นตัวที่สร้างอุปาทานขันธ์นี้ขึ้นมา
เพราะนั้นกิเลสทั้งหมดนี่มันจะอยู่ในส่วนนี้หมดเลย
อยู่ในส่วนของขันธ์ห้า มันจะอาศัยขันธ์ห้านี่เป็นที่ตั้งของกิเลส
เป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกของเรา ทั้งดีใจเสียใจ
พอใจไม่พอใจอะไรอย่างนี้
เพราะนั้น ...ส่วนที่จะต้องละ
ส่วนที่จะต้องวาง ส่วนที่จะต้องไม่เข้าไปข้องแวะ
ส่วนที่จะต้องไม่เข้าไปพอกพูนเพิ่มเติมก็คือส่วนนี้
นี่ปัญญาที่แยกแยะเพื่อจะให้เห็นว่าสามส่วนนี่ ...ส่วนไหนเป็นส่วนที่ต้องเลิกละเพิกถอนออกไป หรือว่าไม่ให้ค่าให้ความสำคัญกับมัน
ส่วนไหนที่ไม่ต้องไปแตะต้องมัน ...คือส่วนไหนที่ว่ามันเป็นความเป็นจริง ก็ปล่อยให้มันเป็นความเป็นจริงของมันไป
ไม่ต้องเข้าไปวอแว ไม่ต้องเข้าไปขวนขวาย ไม่ต้องเข้าไปประกอบกระทำในมัน ไม่ต้องเข้าไปดัดแปลง เปลี่ยนแปลงแก้ไข ...ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาพของมัน
ไม่ต้องเข้าไปวอแว ไม่ต้องเข้าไปขวนขวาย ไม่ต้องเข้าไปประกอบกระทำในมัน ไม่ต้องเข้าไปดัดแปลง เปลี่ยนแปลงแก้ไข ...ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาพของมัน
เพราะนั้นการฝึกฝนน่ะ มันจะต้องฝึกฝนอยู่ในอิริยาบถทุกอิริยาบถ
มันจึงจะเกิดความชำนิชำนาญแยกแยะด้วยความชัดเจน
จนกว่ามันจะชัดเจนจนชัดแจ้ง
มันชัดเจนด้วยความชำนาญ แล้วก็ชัดแจ้ง มันเกิดความชัดแจ้ง
มันก็เกิดความเข้าใจมากขึ้น ยอมรับมากขึ้น
เพราะนั้นการละการวางนี่
การละการวางขันธ์ห้านี่ ที่เกิดจากจิตปรุงแต่งนี่ มันจะง่าย ง่ายเพราะอะไร ...เพราะมันเข้าใจ เพราะมันเข้าใจมากขึ้นๆๆ มากขึ้นไปเรื่อยๆ
ว่าส่วนนี้เป็นส่วนของกิเลสล้วนๆ เลย
แล้วก็เป็นส่วนที่ไม่มีอยู่จริง
เป็นส่วนที่มันถูกกิเลสมันสร้างเป็นภาพหลอนภาพลวงขึ้นมา หาสาระแก่นสารใดๆ ไม่ได้เลยในมัน
ในเมื่อมันเข้าใจมันก็ยอมรับตามสภาพที่แท้จริง
กับยอมรับตามสภาพที่มันเป็นจริงกับไม่เป็นจริง การละการวางจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ
ง่ายขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถ้ายังปล่อยปละละเลยให้มันล่องลอยไปทั้งวันทั้งวี่นี่
เวลามันเกิดเหตุเหล่านี้ที่มันเกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าอย่างรุนแรงขึ้นมานี่
มันจะเกิดการเข้าไปจริงจังมั่นหมายโดยที่หาทางออกไม่ได้เลย
มันเข้าไปเกาะกุมขันธ์ห้า
ยึดมั่นถือมั่นแบบมืดมัว ตาบอดหูหนวกอยู่ในนั้นเลย ...นี่เขาเรียกว่าโง่งมงาย
เข้าไปเกลือกกลั้วมัวเมาอยู่ในนั้น
ก็หันรีหันขวางอยู่ในนั้น
ดิ้นรนทุรนทุรายอยู่ในนั้น หาทางออกไม่ได้เลย เหมือนกับมันติดกับดัก ติดเป็นลิงติดตังน่ะ
ติดไปหมดอยู่ในนั้น สลัดไม่หลุด สลัดไม่ออกเลย
จนเกิดความเร่าร้อนอยู่ในขันธ์ห้า
กับขันธ์ห้า ...ทั้งที่ขันธ์ห้าจริงๆ มันไม่มี ขันธ์ห้าจริงๆ เป็นของว่าง
ของว่างจริงๆ นะ ...ของที่มีอยู่จริงๆ นี่ มันมีอยู่แค่กายใจ
กายใจกับขันธ์ห้านี่ต้องแยกให้ออกว่าไม่ใช่อันเดียวกัน
ขันธ์ห้าก็คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ...คำว่ารูปกับกายนี่ไม่ใช่อันเดียวกันนะ มันจำลองกายขึ้นมาเป็นรูปเท่านั้นเอง
จิตน่ะ
แล้วเมื่อมันจำลองรูปขึ้นมา
มันก็มีสัญญาในรูปขึ้นมาว่าดีร้ายถูกผิด มันก็ไปให้ค่าในรูปนั้นว่าเป็นชายเป็นหญิง
เป็นสวยเป็นงาม น่าพึงพอใจ ไม่น่าพึงพอใจ
มันก็เกิดความเห็น
ก็เกิดกิเลสอยู่ในรูปกับรูปนั้นๆ ความเป็นเรา ความเป็นของเรา
มันก็เกิดอยู่ในขันธ์ห้าน่ะ มันก็เกิดขึ้นพร้อมกับขันธ์ห้า ความเป็นเราน่ะ แล้วก็ความเป็นเขาก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับขันธ์ห้า
ตราบใดที่มันยังมีขันธ์ห้าอยู่ มันก็ยังมีเราของเราอยู่ ...แต่เมื่อใดที่มันไม่มีขันธ์ห้า มันจะไม่มีเรา มันมีแค่กายใจ มีแค่กายใจ ...แล้วกายก็ไม่ใช่กายโดยภาษาโดยสมมุติ
กายก็เป็นกายตามความเป็นจริง ที่เป็นแค่ธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏ หรือว่าเป็นกายธรรม หรือว่าเป็นธรรมที่ปรากฏเท่านั้น ...หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้
หาความเป็นชายหญิงไม่ได้ หาความสวยงามไม่ได้ หาความเป็นใครของใครไม่ได้ หาแม้กระทั่งชื่อเสียงความหมายใดความหมายหนึ่งก็ไม่ได้ ...นั่นน่ะกายตามความเป็นจริง มันเป็นแค่นั้น
เพราะนั้นมันก็จะเห็นในกาย ไม่ใช่ขันธ์ ...เมื่อมันเห็นอย่างนี้ ซ้ำๆๆๆ บ่อยๆ มันจึงจะเข้าใจ ระบบของขันธ์ห้า ว่าขันธ์ห้าที่แท้จริงคืออะไร มันมีจริงมั้ย
ตราบใดที่มันยังมีขันธ์ห้าอยู่ มันก็ยังมีเราของเราอยู่ ...แต่เมื่อใดที่มันไม่มีขันธ์ห้า มันจะไม่มีเรา มันมีแค่กายใจ มีแค่กายใจ ...แล้วกายก็ไม่ใช่กายโดยภาษาโดยสมมุติ
กายก็เป็นกายตามความเป็นจริง ที่เป็นแค่ธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏ หรือว่าเป็นกายธรรม หรือว่าเป็นธรรมที่ปรากฏเท่านั้น ...หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้
หาความเป็นชายหญิงไม่ได้ หาความสวยงามไม่ได้ หาความเป็นใครของใครไม่ได้ หาแม้กระทั่งชื่อเสียงความหมายใดความหมายหนึ่งก็ไม่ได้ ...นั่นน่ะกายตามความเป็นจริง มันเป็นแค่นั้น
เพราะนั้นมันก็จะเห็นในกาย ไม่ใช่ขันธ์ ...เมื่อมันเห็นอย่างนี้ ซ้ำๆๆๆ บ่อยๆ มันจึงจะเข้าใจ ระบบของขันธ์ห้า ว่าขันธ์ห้าที่แท้จริงคืออะไร มันมีจริงมั้ย
สมควรที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น
สมควรที่จะเข้าไปดีใจเสียใจในขันธ์ห้ามั้ย ...หรือว่ามันเป็นแค่ความปรุงแต่งขึ้นมา
เป็นมโนภาพ เป็นจินตภาพขึ้นมาลอยๆ เท่านั้นเอง
พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่าขันธ์ห้ามันเป็นของว่าง
มันว่าง มันไม่มี ...แต่กายใจไม่ใช่ของว่างนะ กายใจเป็นของที่มี
แล้วมันจะว่างมันจะหายก็ต่อเมื่อกายนี้มันหมดสภาพ คือตาย
คือหมดวาระเมื่อไหร่นี่ กายมันก็จะแตก
คือมันจะคืนสภาพเดิม ดินคืนดิน น้ำคืนน้ำ ไฟคืนไฟ ลมคืนลม มันก็คืนสู่สภาพเดิม
คืนให้โลก คืนให้อยู่ในระบบของโลก
เพราะนั้นตราบใดที่ยังมีวิบากกรรมนี่ หล่อเลี้ยงขันธ์
หล่อเลี้ยงกายใจอยู่ กายก็ยังมีอยู่ตลอดเวลาจนตาย ...แต่ขันธ์ห้านี่จะมีก็ได้
ไม่มีก็ได้
แล้วแต่ว่า เมื่อใดที่จิตมันเคลื่อนออกจากกายใจ
เมื่อนั้นน่ะ จิตจะออกไปสร้างขันธ์ห้าขึ้นมารองรับความเป็นเราของเรา
ขึ้นมารองรับความเป็นเขาของเขา
ขึ้นมารองรับกับสิ่งต่างๆ
ในสามโลกธาตุ ว่ามีอย่างนั้น ว่าเป็นอันนี้ ว่าคืออันนี้ ว่าเป็นสุขอย่างนี้
ว่ามากว่าน้อย จิตออกไปมันจะไปสร้างขันธ์ห้ามารองรับเลย ...นี่คือความปรุงแต่งในจิต
หรือถ้ามันไม่ออกนอกกายใจ มันก็มาหมายกายใจขึ้นมาเป็นขันธ์ห้าเอาใหม่อยู่ในปัจจุบัน มันก็มาหมายในปัจจุบัน ...ไม่ส่งออกมันก็ยังหมายปัจจุบันเป็นขันธ์ห้า
หมายกายนี่ว่าเป็นเรา หมายกายนี่ว่าเป็นรูปของเรา หมายกายนี้เป็นรูปชายรูปหญิงขึ้นมา
หรือถ้ามันไม่ออกนอกกายใจ มันก็มาหมายกายใจขึ้นมาเป็นขันธ์ห้าเอาใหม่อยู่ในปัจจุบัน มันก็มาหมายในปัจจุบัน ...ไม่ส่งออกมันก็ยังหมายปัจจุบันเป็นขันธ์ห้า
หมายกายนี่ว่าเป็นเรา หมายกายนี่ว่าเป็นรูปของเรา หมายกายนี้เป็นรูปชายรูปหญิงขึ้นมา
เพราะว่าจิตมันก็ออกมาจากฐานใจ
ออกมาจากฐานรู้ ออกมาจากฐานความรู้สึกที่เป็นกายล้วนๆ ...ส่งนอกส่งใน
มันเป็นอย่างนั้น
(ต่อแทร็ก 16/26)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น