วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/28



พระอาจารย์
16/28 ( 571005A)
5 ตุลาคม 2557 


พระอาจารย์ –  รู้ตัวเข้าไว้ ให้ได้ตลอดเวลา ไม่อ้างอะไร

โยม –  มีความรู้สึกว่าจิตมันก็ยังอ้างตลอดเวลาน่ะค่ะพระอาจารย์


โยม (อีกคน) –  พระอาจารย์เล่าตอนที่พระอาจารย์ภาวนาให้ฟังบ้างสิเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  โอ้ย อย่าไปฟัง ...ไปฟังไม่ได้หรอก ฟังแล้วมันจะเอาไปตั้งเป็นมาตรฐาน อย่างนั้น...ไม่ได้ ไม่เหมือนกัน จะเอามาเป็นแบบแผนไม่ได้ 

ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะเข้าไปผูก...ว่าจะต้องอย่างโน้น จะต้องอย่างนี้ ...คือทำยังไงก็ได้น่ะ ให้มันกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวให้ได้ต่อเนื่องนั่นแหละ ...มันไม่ต้องมาเลียนแบบว่ากินนอนอยู่ยังไง

แต่ละคนก็ต้องหาช่องทางของตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง ฝึกฝนจิต เท่านั้นแหละ  มันเป็นการฝึกฝนจิตทั้งหมดนะ ...แล้วคราวนี้ว่ามันจะฝึกฝนขั้นไหนล่ะ นี่ มันมาเลียนแบบกันไม่ได้

จะขั้นอุกฤษฏ์ ขั้นวาง ขั้นเบา ขั้นธรรมดา...มันก็เป็นนิสัยของมันเอง จะมาเลียนแบบไม่ได้ ...ถ้าเลียนแบบนี่เสียหมดน่ะ มันจะกลายเป็นสีลัพพตะ ลูบๆ คลำๆ กันไป

ก็บอกให้เตือนตัวเองตลอด...ว่ายืนเดินนั่งนอน ไปไหนมาไหนนี่ อย่าให้ห่างเนื้อห่างตัว  มีเรื่องราวอะไร การกระทำอะไรขึ้นมานี่ มันสามารถหักห้ามจิตได้รึเปล่า

มันต้องฝึก มันเป็นเรื่องของภายใน ...ไม่มีใครรู้หรอก ไม่มีใครคอยสอนคอยเตือนได้ นอกจากตัวเองต้องมีความตั้งใจขึ้นมาที่จะเคี่ยวกรำกับจิตตัวเอง

ที่จะไม่ให้มันคิด ไม่ให้มันแต่งอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งขึ้นมา ...หรือว่าถึงแต่งแล้วคิดแล้ว มันก็ต้องฝืนทวนกลับ ไม่กระทำตาม พูดตามความคิด 

นี่ คือไม่ไปตามอารมณ์ ไม่ไปตามความคิด ...ใครมีความบากบั่นอดทนในการฝืนทวนกิเลสเท่าไหร่ มันก็มีกำลังของศีลสมาธิปัญญามากขึ้นเท่านั้นน่ะ


โยม –  ก็คือไม่ว่าจะเจอเรื่องราวอะไร เราก็ต้องไม่ตอบโต้

พระอาจารย์ –  ทุกเรื่อง มันจะไม่มีข้ออ้างเลยน่ะ จะไม่มีข้ออ้างเลยว่า...กับคนนี้ได้ กับคนนั้นไม่ได้ กับเรื่องนั้นได้ กับเรื่องนี้ไม่ได้  ไม่ว่าใคร...ไม่มี ไม่มีคำกล่าวอ้างเลย

ศีลสมาธิปัญญาก็ต้องบอกว่าศีลสมาธิปัญญาอย่างเดียวน่ะ ...ไม่มียกเว้นให้กิเลสตัวใดตัวหนึ่ง อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่มันจะชักลากออกนอกกายใจได้

ไม่งั้นมันก็ติดข้อง ซ้ำซากในอารมณ์เดิมๆ อยู่อย่างนั้นแหละ  กิเลสตัวเดิม ก็เท่าเดิมน่ะ...หรือดีไม่ดีมันมีแต่พอกพูนขึ้นไปด้วยซ้ำ

เพราะนั้นมันเป็นเรื่องของบุคคลที่ว่า..ใครจะตั้งใจใส่ใจมากกว่ากันเท่านั้นเอง  มันไม่ได้ขึ้นกับเวลา สถานที่อะไรเลย ...มันอยู่ที่ว่ามีความมุ่งมั่นที่จะรักษาศีลสมาธิปัญญาเท่าชีวิตน่ะ


โยม –  คือแบบยอมทุกกรณีเลยใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ไม่มีข้ออ้างเลยน่ะ ...เพราะนั้นที่มันไม่ยอมเพราะอะไร ...เพราะมันมันถือหน้าถือตา ถือตัวถือตนไว้อยู่ มันไม่ยอม ...นี่ ที่ว่า “ตัวเรา” มันไม่ยอม

และไม่ใช่ว่าต้องยอมนี่ ครั้งเดียวแล้วมันจะเลิก ...มันก็ซ้ำอยู่อย่างนั้นน่ะ ซ้ำแผลเดิมอยู่อย่างนั้น อยู่อย่างนั้นน่ะ ใครจะถอยก่อนน่ะ ...ส่วนมากมันไม่ค่อยได้กันน่ะ


โยม –  มันทนไม่ค่อยจะได้

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ จะตามกิเลสหมดน่ะ ...เนี่ย มันอยู่ที่ความอดทนนี่


โยม –  มันยอมไม่ค่อยได้

พระอาจารย์ –  ความตั้งใจที่จะเลิกละมันน้อยกว่าความตั้งใจที่จะเข้าไปเอา เข้าไปเป็น ...ตรงเนี้ย มันก็เป็นจุดบกพร่องของทุกผู้ภาวนา

เพราะนั้น ถ้ามันไม่สร้างฐานกำลัง ที่ว่าในขณะที่อยู่ไม่มีเรื่องไม่มีราวนี่ ...แทนที่มันจะทำความคร่ำเคร่งตั้งมั่นต่อกายใจตัวเอง ทำความรู้ตัวอย่างเข้มแข็ง ...มันก็กลับปล่อยล่องลอยหายไปอย่างนี้

มันจะมีฐานกำลังอะไรไปสู้กับกิเลส เอาฐานกำลังอะไรไปสู้กับอารมณ์ มันไม่มี ...ถ้าว่าภาวนานี่ ก็ต้องทุกลมหายใจเข้าออก ไม่มีคำว่ายกเว้น ตราบใดที่มีลมหายใจเข้าออกอยู่

นี่หมายความว่า จะไม่ห่าง จะไม่ว่างเว้นจากศีลสมาธิปัญญาเลย นั่น กำลังของศีลสมาธิปัญญาระดับนั้นน่ะ มันถึงจะก้าวข้ามกิเลสได้ ...เพราะนั้นถ้าความตั้งใจมันน้อย..น้อยไปกว่านั้นแล้วนี่ ยากที่จะข้ามพ้น 

มันก็ได้แต่ที่ว่าบรรเทา แค่นั้นเอง ...พอบรรเทาไม่ให้มันลุกลาม พอบรรเทาไม่ให้มันสืบเนื่องไปจนต่อภพข้ามชาติอะไรไปอย่างนั้น ...แล้วก็ค่อยๆ ขัดเกลามาตามลำดับ 

แต่ถ้าหยุดยั้งการภาวนาเมื่อไหร่ กิเลสมันก็แทรกซึมขึ้นมา  แล้วมันก็ขยันสร้างอารมณ์ที่น่าเข้าไปมี น่าเข้าไปเป็น ...แบบแนบเนียนขึ้น แนบเนียนขึ้นไปเรื่อยๆ

แล้วถ้ายิ่งภาวนาไม่เป็น ภาวนาไม่ตรง ไปนั่งสร้าง หา ให้เป็นสภาวธรรมต่างๆ นี่ ...มันก็ยิ่งเข้าไปติดน่ะ ถอนตัวไม่ออกเลย อยู่ในความปรุงแต่งล้วนๆ

แทนที่มันจะอยู่กับธรรมชาติของความเป็นจริงล้วนๆ มันกลับไปอยู่ในความปรุงแต่งล้วนๆ เลย ...นี่คือความไม่รู้ ความโง่เขลา ที่กิเลสมันหลอก...ไปอยู่กับเรื่องราวนึกคิดปรุงแต่งแบบเต็มตัว จริงจัง

เพราะนั้น ศีลสมาธิปัญญา...กายใจปัจจุบันนี่ มันเป็นเครื่องยืนยัน เครื่องพิสูจน์ความเป็นจริง...มีอยู่จริง ตรงนี้ 

เราจะต้องดึงจิต ดึงไว้ ...ทุกสิ่งที่มันออกนอกกายใจ มันก็กลับมาตั้งมั่นอยู่กับกายใจได้ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน ...บากบั่น พากเพียร อดทน ไม่เอาอะไรมาเป็นตัวขวางกั้นได้

เพราะนั้นก็ต้องสั่งสมไป ...เพราะแต่ละคนแต่ละสัตว์ มันจะมีเรื่องราวอะไรหลายเรื่อง...ที่มันไม่ยอมวาง ยังไม่ยอมวาง ยังไม่อยากวาง และไม่คิดจะวางด้วย

มันมีกี่เรื่องล่ะ ที่มันเป็นอารมณ์ที่ไม่ยอมวาง ไม่อยากวาง และก็ไม่มีทางจะวางเลย ...มันติดอย่างแนบแน่น ในความเป็นของเรา ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ในสถานะความเป็นเรา

นี่ ช้า-เร็วมันก็อยู่ตรงนี้ ว่าตั้งใจขยันละรึเปล่า ...ถ้าใครขยันที่จะละ อดทน พากเพียร บากบั่น ที่จะละอารมณ์ ละความคิด  ไม่ไปปรุงไม่ไปแต่ง ไม่ไปค้นไม่ไปหา อะไรที่มันนอกเหนือกายใจนี่ออกไป

จิตมันก็จะหดกลับมาอยู่ในที่ในฐาน กลับมาอยู่ในที่ปัจจุบัน กลับมาอยู่ในฐานใจ ฐานรู้ เมื่อจิตมันอยู่กับฐานใจฐานรู้ มันก็เกิดความรู้ที่ชัดจริงชัดแจ้ง ตามความเป็นจริง ตามสภาพที่แท้จริงของธรรม

ปัญญามันก็เกิด...เมื่อมันเห็นธรรมตามจริง ...ไม่ใช่เห็นธรรมที่หลอกลวง หรือว่าธรรมปรุงแต่ง ...โดยกิเลสปรุงแต่งธรรม ก็เรียกว่าสังขารธรรม

แต่ถ้ายังปล่อยจิตให้ไปคิดค้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ควบคุมให้จิตมันหยุดอยู่จนเกิดเป็นจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่นได้นี่ ...มันไม่มีทางเลยที่จะเห็นสภาพที่แท้จริงของธรรม ไม่มีทางที่จะเห็นสภาพที่แท้จริงของกาย 

มันก็จะไปเห็นกาย เห็นสิ่งต่างๆ รอบกายนี่ ผ่านกิเลส ผ่านเราหมด ...แล้วเมื่อใดที่มันเห็นผ่านกิเลส ผ่านเรา ผ่านความปรุงแต่งนี่ มันจะมีแต่ความยึดมั่นถือมั่น เป็นอุปาทาน เป็นเรื่องที่ไม่ยอม เป็นเรื่องที่น่าติดน่าข้อง

แต่เมื่อใดที่มันรวมเป็นจิตหนึ่งแล้ว มันก็เห็นธรรมนั้นเป็นสิ่งที่...เป็นอะไรอย่างหนึ่งที่เกิดๆ ดับๆ เป็นแค่ไตรลักษณ์ ...ไม่น่าเข้าไปจับต้องครอบครองได้ ไม่มีสาระสำคัญที่จะไปถือครอง

มันก็วาง...โดยปัญญารู้เห็นแล้วก็วาง รู้เห็นความเป็นจริงแล้วก็วาง นี่ ...แต่ที่มันไม่วางเพราะมันไปรู้เห็นผ่านเรา มันรู้เห็นผ่านความยึดมั่นถือมั่น มันไม่มีทางวางหรอก ด้วยปัญญาไม่มี


โยม –  ถ้าเกิดเขารู้ตามที่..อย่างที่โยมดูจิตตอนแรกๆ นี่ อะไรที่เราเห็นนี่ มันก็คือภาวะของความปรุงแต่ง

พระอาจารย์ –  ปรุงแต่งหมดน่ะ ...ขึ้นชื่อว่าจิต ก็บอกอยู่แล้ว ตัวจิตก็คือตัวความปรุงแต่ง


โยม –  ที่เราเห็นสภาวะนั้นสภาวะนี้ มันก็คือความปรุงแต่งทั้งหมด

พระอาจารย์ –  ความปรุงแต่งทั้งหมดน่ะ ...แล้วมันก็ไปให้ค่าให้ความสำคัญ ตามที่คนเขายกย่องกัน หรือว่าตามแต่คนนั้นคนนี้จะจำกัดความสภาพนั้น สภาวะนั้นอย่างไร

ก็หลงกัน เชื่อกัน ไปมะงุมมะงาหรากันอยู่อย่างนั้น ...ทุกวันนี้มันก็ยังมีพวกที่ยังไม่ยอมเลิก ยังเข้าใจว่าดูจิต มันว่าตรง เร็ว ...ก็พูดกันไปพูดกันมา เดี๋ยวก็เถียงกันไม่จบ

ถึงบอกว่า พระพุทธเจ้าบอกอย่าเถียง ให้พิสูจน์ทราบด้วยการปฏิบัติ ...ถ้าใครเคยดูจิตมาก่อนนี่ แล้วมันยอมวกกลับมาพิสูจน์ทราบด้วยการเอากายเป็นเครื่องระลึกรู้แทน

ลองดูอย่างจริงๆ จังๆ  แล้วมันจะเห็นเลยว่ามันต่างกันอย่างไร ...แต่ส่วนมากที่มันยังตั้งข้อกังขาแล้วมันยังถกเถียงกันไม่จบ เพราะมันไม่เอาการปฏิบัตินี่เข้าไปพิสูจน์

มันเอาแต่ตั้งความคิดความเห็นความเชื่อไว้...เป็นตัวยืนยันอยู่ในการปฏิบัติของตัวเอง ...ไม่มีทางหรอกที่จะไปแก้ หรือเชื่อว่าศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงคืออะไร

แล้วก็ไปค้ำไปคาอยู่กับสภาวะที่เรียกว่า อ้างว่า เป็นภูมิธรรมขั้นนั้น เป็นภูมิธรรมขั้นนี้ขึ้นมา ...ก็ไปคาอยู่แล้วไม่ยอมทิ้งไม่ยอมวาง เกิดความถือเนื้อถือตัวขึ้นมาว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่แล้ว ...เสร็จมันหมดน่ะ

เพราะนั้น ถ้ารู้จำเพาะกายจำเพาะใจจริงๆ นี่  แม้แต่จิตดวงหนึ่ง ยังไม่มีคำว่ากระเด็นออกมาได้เลย นั่นน่ะ ถ้าจิตมันไม่กระเด็นออกมาได้แม้แต่จิตหนึ่งโดยสตินี่ ...ถามว่าสภาวะจิตนี่มันจะเกิดได้อย่างไร 

เนี่ย สภาวะอารมณ์มันจะเกิดมาจากไหน หือ ...ลำพังกายนี่มันมีสภาวะอารมณ์อะไร ลำพังใจนี่มันมีสภาวะอารมณ์อะไร...มันไม่มี ไม่มีอะไรเลย มันเป็นความบริสุทธิ์ในตัวของมันเองล้วนๆ อยู่แล้ว

เพราะนั้นอะไรที่มันเกิดความหลากหลายขึ้นมานี่ มันคือความปรุงแต่งหมดเลย ...แล้วก็มายกย่องกันว่า อย่างนี้ดี อย่างนี้เลว อย่างนี้ใช่ อย่างนี้ผิด ...อันนี้คือการจำกัดความขึ้นมาใหม่ เรียกว่าสมมุติขึ้นมา

แล้วก็ไปจริงจังตามบัญญัติสมมุตินั้น แค่นั้นเอง ...แล้วก็แข่งขันกันอยู่ในบัญญัติสมมุตินั่นน่ะ ใครจะได้บัญญัติที่เขายอมรับยกย่องกันว่าถูกว่าใช่ว่าตรง เนี่ย มันจะหมดข้อถกเถียงกันได้ยังไงหือ

แต่ถ้ามันมาอยู่ที่กายใจ โดยที่ไม่มีจิตปรุงออกมาเลยนี่..สักเจตสิกดวงหนึ่ง หรือไม่เคลื่อนออกนอกกายใจแม้แต่เสี้ยวแห่งวินาทีแล้วนี่ ...มันหมดข้อถกเถียงน่ะ มันไม่มีอะไรมาเถียงใครเลย

แล้วถามว่าอย่างนี้นี่ เป็นความจริงล้วนๆ ไหม ...เพราะนั้นผู้ที่ถึงความจริงล้วนๆ แล้วนี่ จะไม่มีคำว่าเถียงเลย ไม่มีว่าเถียงกันเองเลย ไม่มีคำว่าดีกว่า สูงกว่า ถูกกว่า

มันเป็นความจริงเดียวกันหมด เห็นความจริงอย่างเดียวกันหมดว่ามันไม่มีอะไร ...ไอ้ที่ว่ามี ไอ้ที่ว่ามีเรื่องนั้น มีเรื่องนี้ขึ้น มันเป็นความปรุงแต่งโดยกิเลส โดยจิตที่เข้าไปอ้างขึ้นมาลอยๆ

เพราะนั้นอย่าไปดิ้นรนขวนขวายในธรรมเหล่านั้น มันก็...เดี๋ยวก็ดี..เดี๋ยวก็ไม่ดี  เดี๋ยวก็ดี..เดี๋ยวก็ไม่ดีอีกแล้ว อยู่อย่างนั้นน่ะ


โยม –  โยมก็ภาวนาแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นประมาณนั้นเลย

พระอาจารย์ –  จะไปเห็นอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ยังไงก็ตาม แต่ว่ากายใจเราต้องมีอยู่ ...ไม่อย่างนั้นมันก็จะตกอยู่ในสภาวะโมหะ เลื่อนลอย

มันต้องกำหนดให้ได้...ตลอดการนั่ง ต้องรู้ให้ได้ตลอดการนั่ง  ระหว่างที่เดินไปไหนมาไหนนี่ จะต้องกำหนดให้ได้เลย ระหว่างทุกก้าวเดิน จะไม่ลืมเลยทุกก้าวเดิน ทุกความรู้สึกที่ก้าวเดินเลย 

แล้วก็ไม่ใช่ว่าพอเปลี่ยนอิริยาบถ อย่างกำลังรู้ว่านั่งอยู่นี่  ถ้าลุกขึ้น...ลืมแล้ว ทิ้งหายเลย ทิ้งกายเลย ...เห็นมั้ยว่าจิตนี่มันไวขนาดไหน กิเลสมันไวขนาดไหน

แล้วถามว่าลักษณะอาการกิเลสอย่างนี้...ใครจะแก้ให้ได้ หือ ใครจะช่วยได้ ...มันเป็นเรื่องจำเพาะตนจริงๆ ใช่มั้ย

เพราะนั้นการฟังนี่ ที่เราชี้แจงนี่...เหมือนกับเราบอก เราเฉลยข้อสอบให้แล้ว...แต่ใครจะกาหรือไม่กา นี่เราบอกแล้วข้อสอบที่ถูกคือข้อนี้ แต่จะกาหรือไม่กา...อยู่ที่ตัวคนนั้น

แต่เราบอกไม่ผิดหรอก เราไม่ได้โกหกว่าข้อนี้ผิดหรือถูก เราบอกแล้วว่าถูกตรงๆ ถูกจริงๆ ถูกกว่าทุกข้อ ...แต่ว่าจะกาหรือไม่กา หรือว่ารู้แล้วก็ยังไปกาข้ออื่นก็ไม่ว่ากัน

เพราะว่าอะไร ...เพราะความเชื่อลึกๆ มันกลัวไม่เหมือนคนอื่น เพราะคนอื่นเขากาข้อนั้นกัน เนี่ย แค่นี้ก็ตายแล้ว แล้วยิ่งไปเสวนากับคนที่เขาตอบข้อนั้นข้อนี้ มีหรือมันจะมากาข้อที่เราบอกว่าถูกที่สุด

เห็นมั้ยว่ามันหลากหลายความคิดความเห็นกันเหลือเกิน ...ก็บอกว่ากายใจก็คือกายใจอย่างเดียว ไม่มีความเป็นอื่นเลย มรรคจึงได้ชื่อว่าเป็นทางสายเอก ...นอกนั้นก็เถียงกันตายน่ะ

อ่ะ ถ้าเอาสติปัฏฐานนี่ คนนึงจริตนึง อีกคนนึงอีกจริตนึง คนนึงถูกจริตไปทางเวทนา อีกคนถูกจริตทางกาย...เถียงกันไปเหอะ แล้วมันจะขึ้นชื่อว่า เอกายนมรรคเป็นทางสายเอกยังไง

มันยังต้องบีบเส้นทางเข้าไปแล้ว แล้วก็ดันกันไปถึงให้สุดของเส้นทางนั้นๆ  มันไปสุดที่ไหนล่ะ  สุดท้ายเราบอกให้เลย ไปสุดที่ไหน ...มันไปสุดที่ความว่าง เหมือนว่างเปล่าไปหมดเลยน่ะ

แต่มันว่างเปล่าที่มันไม่ใช่ว่างเปล่าแบบหมดกิเลสไป ไม่ได้ว่างเปล่าเพราะว่ารู้แจ้งเห็นจริงในธรรม จึงหมดอารมณ์ ...แต่มันว่างเปล่าไปดื้อๆ ซะอย่างนั้นน่ะ

ก็ไปดำรงคงไว้ในความดับๆๆๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ ...มันดับอะไร ดับเพื่ออะไร ใครดับ อะไรเป็นตัวดับอะไร...ไม่รู้น่ะ ดับว่างๆ ดับว่างไป  แล้วใครคงความว่างดับไว้ให้ได้นานที่สุด ก็ว่าถูก

หรือแม้แต่เข้าไปเห็นความดับ หรือว่าคงสภาพดับได้สักชั่วคราว ชั่วครั้งหนึ่ง เวลาหนึ่ง แล้วมันหายไป ...ก็ยังถืออีกว่าตัวเองน่ะผ่าน...ผ่านภาวะนี้มาแล้ว  

เนี่ย หมายความว่าบ่มเสร็จแล้ว สุกแล้วน่ะ ...มันเชื่อกันอย่างนั้นน่ะ นี่ คือความนิสัยของผู้ปฏิบัติ มันมีทางให้ข้องแวะเยอะแยะไปหมด

ถ้าออกนอกศีลสมาธิปัญญา ออกนอกกายใจปัจจุบัน หลงลืมกายใจปัจจุบันเมื่อไหร่ ...มันจะมีอะไรที่มันไปหลอกให้ว่านี่คือมรรคนี่คือผล...เป็นผลเกิดขึ้นแล้ว ผ่านแล้วๆ ...มันผ่านอะไร

แล้วก็มาหลอกกันไปหลอกกันมา ยกตนข่มคนนั้นคนนี้ขึ้นมา ...แต่ระหว่างนั้นน่ะ จิตทำงานตลอดน่ะ เห็นมั้ย ระหว่างทำพูดคิดไปนี่ จิตทำงานตลอด

แม้แต่ผู้ที่สอนธรรมด้วย ที่ยังไม่ได้เป็นไปสู่ความหลุดพ้นโดยตรงน่ะ ...จิตยังทำงานอยู่ตลอด ยังมีอารมณ์อยู่ตลอดเลย  เดี๋ยวก็ถูกใจคนนี้ เดี๋ยวสอนคนนี้ เดี๋ยวก็ไม่ถูกใจคนนี้ ยังมีเลือกที่รักมักที่ชังกันอยู่

ถ้าไม่พยายามสอนจิต บังคับจิต ควบคุมจิตให้มันอยู่จำเพาะกายจำเพาะใจได้นี่  ไม่มีทางเห็นหน้าตาที่แท้จริงของกิเลส ไม่มีทางแม้แต่จะตั้งละกิเลสได้ถึงตัวต้น ...มันละได้แต่ตัวปลอม ละกิเลสแบบปลอมๆ


(ต่อแทร็ก 16/29)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น