วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/29 (1)


พระอาจารย์
16/29 ( 571005B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 ตุลาคม 2557 
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นกายใจต้องเป็นสิ่งที่ถือไว้อย่างถาวร จะมีกิเลส จะไม่มีกิเลส ก็ไม่ทิ้งกายใจ ...ไม่ใช่ว่าไปตั้งอกตั้งใจรู้ตัวตอนที่เฉพาะมีอารมณ์หรือมีความคิด

ไม่มีกิเลส รู้สึกว่าไม่มีกิเลสเลย ไม่มีอารมณ์เลย  ก็ยังต้องถือกายใจไว้ ไม่วาง ...อย่างอื่นวางได้หมด ยกเว้นกายใจ ยกเว้นศีลสมาธิปัญญา วางไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ วางไม่ได้เลยน่ะ

ความมั่นคงในการภาวนา ความหนักแน่นในการภาวนา...ครูบาอาจารย์นี่ ท่านทำได้ถึงขนาดนั้นน่ะ เพราะนั้นการข้องแวะกับผู้คนนี่ ท่านไม่ได้มีความอภิเชษฐ์ด้วยเลยน่ะ

เพราะอะไร ...เพราะมันเป็นทางเสื่อมไปของมรรค เป็นทางที่ดำรงคงมรรคได้ยาก  การข้องแวะพูดคุยคลุกคลีนี่ ยากมากที่จะดำรงคงไว้ซึ่งกายใจปัจจุบัน ด้วยการระลึกรู้อยู่

แต่ถ้ากล้าแลก ...แลกกับความสัมพันธ์ทั้งหมด แลกกับความถูกผิดในโลกทั้งหมด แลกกับความชมชอบของจิตเรา ความไม่พอใจ ความพอใจของจิตเราในอารมณ์โลก

นี่ ท่านแลก สละออก แลกไป ...เพื่อให้ได้กายใจปัจจุบัน เพื่อดำรงกายใจอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้รู้ถึงกายใจปัจจุบัน อย่างต่อเนื่อง

เพราะนั้นมันไม่ใช่ว่ามันจะได้กันมาง่ายๆ  มันต้องแลกเอามา ...จนบางท่านบางองค์ก็ต้องแลกชีวิตกันเลย เพื่อจะไม่ให้จิตมันคลาดออกจากกายใจปัจจุบันนี้ไป

แล้วไปก่อเรื่องก่อราว ไปก่อร่างสร้างขันธ์มารองรับ สร้างอารมณ์เป็นเราของเราขึ้นมา ข้างหน้าข้างหลัง ในภายภาคหน้า เป็นภพชาติชราพยาธิมรณะต่อไป

ท่านก็ต้องแลกกับการที่จะตั้งมั่นกับศีลสมาธิปัญญาอยู่ถ่ายเดียว อยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย ไม่ออกนอกบ้าน ไม่ออกนอกเคหสถานเลย

ยิ่งกว่ากฎอัยการศึก...กฎอัยการศึกนี่มียังชั่วคราวนะ ...แต่นี่มันเป็นกฎที่เรียกว่ากฎตายตัวเลยน่ะ ไม่มีคำว่าอ่อนข้อให้กิเลสแม้แต่วรรคหนึ่ง บาทหนึ่ง ขณะหนึ่งเลย

เพราะนั้นน่ะ ถ้ามาถามว่าเราปฏิบัติยังไงนี่ จะเลียนแบบยังไงนี่ หือ มันเป็นไปไม่ได้ กำลังมันไม่ถึง กำลังความพากเพียร กำลังความตั้งใจ กำลังสัจจาธิษฐานนี่ มันผ่านการเพาะบ่มมาหลาย

แต่ละท่านแต่ละองค์นี่ ผ่านกันมาหลาย  ท่านเคี่ยวกรำกับตัวเอง ท่านเคี่ยวกรำกับจิตตัวเอง มาหลาย มานานแล้ว กว่าที่มันจะมาลงล็อกในชาตินั้นๆ ...นี่ ในชาตินั้นๆ น่ะก็ยังเลือดตาแทบกระเด็นเลย

ถึงบอกกิเลสนี่เป็นสิ่งที่เหนียวแน่นที่สุดในสามโลกธาตุ ...อะไรที่ว่าเหนียวๆ เรียกว่าขาดได้ยาก ละไม่ขาด หรือว่าไม่มีเครื่องบั่นทอนทำลายล้างที่ว่ายากที่สุดในวัตถุข้าวของเรื่องราวต่างๆ

กิเลสนี่เป็นสิ่งที่เหนียวแน่นยิ่งกว่าอีก ยิ่งกว่าความเหนียวแน่นใดๆ ในโลกนี้ ...ถ้ายังปล่อยจิตปล่อยใจ ถ้ายังปล่อยเนื้อปล่อยตัว ให้เป็นเหมือนเดิม อย่างเดิม แบบเดิม ...ก็เรียกว่าประมาทตายใจกับกิเลส 

ไม่มีทางหรอกที่ศีลสมาธิปัญญามันจะเกิดภาวะที่เรียกว่างอกงามขึ้นมาแบบผิดหูผิดตา ...เพราะนั้นในศีลสมาธิปัญญาที่มันจะงอกงาม มันจะเป็นไปแบบลุ่มลึก ลาดเท 

นี่ ราบเรียบ ลุ่มลึก ค่อยๆ เพิ่มทีละเล็กทีละน้อย ...ไม่ใช่แบบวูบวาบๆ กระโตกกระตาก กระโชกกระชาก มันจะเป็นไปแบบลุ่มลึกลาดเท ไปแบบเฉียงไม่ได้ในแต่ละขณะเลย

มันจะไปในแบบที่ลาดลุ่มลึก แต่ว่ามันเพิ่มพูนปริมาณไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามันเพิ่มไปอยู่ในขีดขั้นไหนน่ะ ...นั่นแหละถึงเรียกว่าศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง 

ไอ้ประเภทที่ว่า อยู่ดีๆ ปุ๊บนี่ เหมือนกับถูกหวยรวยเบอร์ขึ้นมา...ไอ้อย่างนี้ถูกหลอกหมดน่ะ บอกให้ จิตหลอกหมดน่ะ ...อยู่ดีๆ อารมณ์ขาดหายไปโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอะไรอย่างนี้...ไม่มีหรอก  

มันหาคำตอบหาเหตุผลอะไรไม่ได้นี่ ...ถ้ามันหาคำตอบหาเหตุผลในตัวของมันเองไม่ได้นี่ ให้รู้ไว้เลย จิตหลอก กิเลสหลอก หลอกให้ตายใจกับกิเลสแค่นั้นเอง โดยอ้างอิงธรรม 

มันก็พยายามจะหาธรรมมารองรับสภาพนี้ให้ได้ ไม่ได้มันก็ไปถามคนที่จะตอบให้ เพื่อให้อุ่นใจในกิเลสนั้นๆ ว่าถูก ...ทีนี้ก็เป็นนักภาวนาตามหากิเลส ไม่ใช่ตามหาธรรม

เพราะนั้น ธรรมนี่ไม่ต้องตามหาหรอก มันมีอยู่แล้ว มีอยู่แล้วธรรม ความเป็นจริงมีอยู่แล้ว ศีลสมาธิปัญญา ปัจจุบันธรรมนี่ มีอยู่ทุกปัจจุบันเลย ...มันธรรมทั้งนั้นน่ะ ทำไมไม่ขุดค้นลงไปในธรรม

แต่จะไปตามหากิเลส ตามหาธรรมที่กิเลสมันสร้างสรรค์ขึ้นมา ...เหมือนนักดูจิต ไปตามดูกิเลสที่ตัวเองขี้ออกมาเป็นกองๆๆๆ นี่ แล้วก็ไปวิจัยขี้นั่น ไปหาสาระแก่นสารในขี้น่ะ นั่นแหละ

หรือบางคนขนาดว่า เอ้า ดูกายดูจิต ดูอะไรก็ได้เหมือนกัน ดูกายดูจิตนี่ กายก็ได้จิตก็ได้ ...ก็ไปติด เดี๋ยวๆ ดูจิตแล้วก็ต้องหันมาดูกาย "นี่ เบื่อจัง หันไปดูจิต" ว่าดูกายดูจิตเหมือนกัน ได้เหมือนกัน

นี่เรียกว่าอะไร ...คือยังไม่แน่วแน่ลงไปในศีลอย่างแท้จริง ...สุดท้ายน่ะ ไม่มีคำว่ากายติดอยู่หรอก บอกให้เลยว่า ดูกายดูจิตนี่ สุดท้ายมันไม่เอาแล้วกาย ไม่เอา ว่ามันหยาบ ธรรมที่ได้จากของหยาบๆ คงไม่มี

เนี่ย ก็คร่ำเคร่งอยู่ในกายอยู่ในศีล แทบครึ่งค่อนชีวิตนี่ กว่าจะหลุดพ้นจากกาย ...เอาจนเป็นแบบว่า จิตนี่มันถูกเคอร์ฟิวไว้นี่แบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเลย เห็นแต่กายใจๆๆๆ อย่างนี้ ทั้งวันทั้งคืนเลย

ดูซิ มันจะไม่เข้าใจว่ากายจริงๆ คืออะไรได้ยังไง ...เอาแบบไม่มีทางเล็ดรอดไปเลยนะ เรียกว่าเคอร์ฟิว กฎอัยการศึก ...ออกไปนี่ ประหารตัดหัวเลย...จิตน่ะ

ถึงขั้นประหารตัดหัวเลย ไม่เอาไว้เลย ...นั่นน่ะ จึงจะค่อยๆ กระจ่างขึ้นว่า...อ๋อ กายคืออะไร กายคือแค่ไหน เท่าไหนที่ว่ากาย เท่าไหนที่เรียกว่าไม่ใช่กาย

พอถึงจุดนั้นไม่ต้องถามว่ากายนี้เป็นเรารึเปล่า..ไม่ต้องถามเลย  ตัวเราอยู่ไหน..ไม่ต้องถามเลยน่ะ  ความรู้สึกที่เป็นเรามีไหม ...ไม่ต้องไปหาเลยว่าอยู่ตรงไหน ...มันถูกลบไปหมดเลย

แต่พวกเรา พวกผู้ภาวนานี่ ยังมีช่องว่างเยอะ เยอะแยะ เยอะจนเรียกว่า...รู้จักกระชอนไหม นั่น เอากระชอนไปตักน้ำน่ะ ...นั่นน่ะ ถามว่าศีลสมาธิปัญญาอยู่ไหน ก็อยู่ในกระชอนนั่นน่ะ

ปริมาณของศีลสมาธิปัญญามีแค่ไหน ก็อยู่ในกระชอนนั่นน่ะ ตักเข้าไปเหอะ ตักเท่าไหร่ก็รั่วเท่านั้นน่ะๆ ...มันจะเก็บพลังอำนาจของศีลสมาธิปัญญาได้ยังไง หือ  

นั่นน่ะคือรูรั่ว ช่องว่างที่มันออกไปพร้อมกับจิตปรุงแต่งน่ะ มากมายนับไม่ถ้วนกันอย่างนั้นน่ะ

เพราะนั้นผู้ที่พากเพียรภาวนาในศีลสมาธิปัญญานี่ ท่านพากเพียรที่จะอุดรอยรั่วให้หมด คอยอุดรอยรั่วให้หมด ซีลไว้อย่างแน่นหนาเลย  เพราะนั้น...ถึงบอกว่าสำรวมอินทรีย์

การสำรวมอินทรีย์นี่ถือว่าเป็นเรื่องการซีลศีลสมาธิปัญญาอย่างหยาบนะ  ยืนเดินนั่งนอนด้วยอาการสำรวม นี่คือการซีลทั้งนั้นนะ...นี่ แบบหยาบๆ ...ไม่ใช่ลุกลี้ลุกลน ล่อกแล่กๆ เหมือนลิงเหมือนค่างอย่างนี้

นี่ ถ้าเดิน อิริยาบถเดิน เดินแบบไปหยิบของที่ต้องการอย่างนี้  ลองเดินช้าๆ กับเดินเร็วนี่ สติมันอยู่กับอะไรมากกว่ากัน หรือกำลังทำอะไรอยู่อย่างนี้ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมานี่ ปุ๊บ จิตวิ่งไปรับแล้ว ใช่มั้ย

แต่ถ้าตั้งใจให้มั่น ตั้งกายให้มั่น แล้วค่อยๆ ...เสียงโทรศัพท์ก็ดัง แต่ตั้งใจลุก ตั้งใจเดินไปด้วยอาการสำรวม ช้าๆ นี่ คือความมั่นคงที่จะรักษาอาการกาย ติดตามพฤติกรรมของกาย อยู่ตลอดต่อเนื่อง

เห็นมั้ย กิเลสมันไวขนาดไหน พึ่บ ไปเลย พั้บ ไปเลย ...มันหลุดข้ามกาย ทะลุกายไปแบบไม่เห็นฝุ่นเลยน่ะ ...กิเลสนำหน้านี่ นำหน้าแบบไม่เห็นฝุ่นเลย 

แล้วพอไปแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว ...ไม่มีคำว่ากลับตัวด้วยนะ ไปแล้วไปลับ ไปแล้วไปจ้อยเลย หายจ้อยเลยนะ ครึ่งค่อนวัน ...มันรั่วขนาดนั้น ศีลสมาธิปัญญามันรั่วขนาดนั้น

แล้วถามว่า...จะเอาอะไรไปละกิเลส หือ มันจะเอาปัญญามาจากไหน ...นี่คือคำตอบ นี่คือเฉลยคำตอบ ว่าคำตอบที่ถูกที่สุดอยู่ตรงไหน ...มรรคที่จะส่งผลจนเกิดผลน่ะ มันคือตรงไหน ต้องขีดระดับไหน 

แล้วพวกเราอยู่ในขีดขั้นไหนขององค์มรรค คือขั้นตอนไหนของศีลสมาธิปัญญาล่ะ ...ลองวัดแบบเทียบค่ากับกิเลส ประเมินกับกิเลสที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ดู มันก็เห็นแล้ว ...แล้วมันก็ยังตายใจอยู่กับที่ว่า 

“มันเป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้ ช่างมันเถอะ เพราะมันเป็นไปของมันอย่างนี้” ...เนี่ย ก็เรียกว่าผลักภาระไป โดยอาศัยคำอ้างนั้นคำอ้างนี้มาเป็นตัวผลักภาระง่ายๆ ในศีลสมาธิปัญญา ในการที่จะสำรวมระวังรักษากายใจ

เพราะนั้นสิ่งที่มันจะดึงให้ออกนอกกายใจนี่ มันมีตลอดเวลา...มาแบบคาดไม่ถึงเลย และตลอดเวลา กิเลสมันท่วมท้นสามโลกธาตุ ครอบงำสามโลกธาตุหมดเลย มืด มิดเลย คลุมแบบมิดเลย

ถ้าไม่เอาความตั้งใจอดทนมาสู้กันในเบื้องต้นแล้วนี่ คือตั้งใจที่จะรู้จริงๆ จังๆ กับกายนี้ ...เอาความตั้งใจนี่มาเป็นตัวสู้กับกิเลสก่อน เอาความอดทนเป็นตัวสู้กับกิเลสก่อน 

เรียกว่าขันติเป็นตบะที่แผดเผาก่อน ...แล้วมันก็ค่อยๆ ก่อร่างสร้างศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา

ทีนี้เมื่อศีลสมาธิปัญญามันเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวมันเองขึ้นมาได้ ...กำลังของศีลสมาธิปัญญาที่จะไปเพิกถอนกิเลส มันก็มีมากขึ้นไปเอง ปัญญาชัดจริงชัดแจ้งในความจริงต่างๆ นานา ก็เกิดขึ้น

ความถดถอยหายไป ละลายไป สลายไป ของความปรุงแต่งในเรื่องราวต่างๆ ความเป็นไปต่างๆ ที่จิตออกไปว่า ออกไปกล่าวขาน ...มันก็น้อยลง หาสาระแก่นสารไม่ได้ ไม่ค่อยเชื่อมัน

เมื่อไม่เชื่อก็ไม่อาศัยมัน เมื่อไม่เชื่อก็ไม่พึ่งมัน เมื่อไม่เชื่อก็ไม่ต้องใช้มัน ...เพราะนั้นการทำพูดคิดอะไรก็ตาม มันก็เลยไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องใช้อารมณ์ มันไม่พึ่งกิเลส

มันก็ทำไปตามเหตุปัจจัยอันควร ไม่ได้ตามอารมณ์ ไม่ได้ตามความคิดนึกปรุงแต่ง แต่มันตามเหตุอันควร เรื่องมันก็จบเร็วจบง่าย ไม่ค้างคาอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ทั้งเป็นอดีต ทั้งเป็นอนาคต หรือแม้กระทั่งทั้งในปัจจุบัน

เพราะนั้นโลก อารมณ์ในโลก บุคคลในโลก ก็เหมือนกับน้ำที่มันไหลผ่าน มันไม่มีอะไรตกค้าง มันก็ไหลไปตามกระแสน้ำที่มันไม่หวนคืน มันก็ไป ผ่านไปๆๆ

โลกก็หมุนไป ผ่านไปๆๆ ...ไม่ไปจับ ไม่ไปติด ไม่ไปแตะ ไม่ไปต้อง ไม่ไปข้อง ไม่ไปเกี่ยว กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ...ไม่ปล่อยให้จิตมันไปข้องแวะ เกาะเกี่ยว หมกมุ่น ทุ่มเท อยู่ในนั้น

ความรู้แจ้งรู้จริงในกายในใจมันก็อยู่ในที่ในนั้นน่ะ...ที่มันปล่อยผ่านทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปข้องแวะนั่นแหละ ...กิเลสไม่หมดชาตินี้ มันจะไปหมดชาติไหน หือ ถ้ามันได้อย่างงั้นน่ะ 

...แล้วมันทำกันอย่างนั้นรึยังล่ะ


(ต่อแทร็ก 16/29  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น