วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/26 (3)


พระอาจารย์
16/26 (571001B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/26  ช่วง 2

โยม –  นี่คือรู้เลยว่า เอาตัวไม่รอดแล้วอาจารย์ ..ไปอบายเลยครับ

พระอาจารย์ –  นี่ยังไม่ใช่เวทนาที่เฉียดตายเลยนะ


โยม –  ไม่ได้เฉียดตายเลยครับ แค่เป็นไข้ธรรมดา

พระอาจารย์ –  เออ ยังไม่ได้เฉียดตายเลยนะ ...แล้วถ้าเป็นเวทนาแบบระดับเวทนาตายล่ะ ถึงขั้นที่ว่ากายนี้ต้องสูญสลายเลยน่ะ


โยม –  อันนั้นยังไม่รู้ อาจารย์ ว่าใจจะเด็ดเดี่ยวขึ้นมารึเปล่า

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ยว่า กิเลสมันจะสร้างขันธ์ห้ามาหลอกจนขนาดไหนว่า...โอ้โห เป็นสภาวะที่ทนไม่ได้แห่งเราจริงๆ เลย อย่างยิ่งยวด ไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้แล้ว

โหย ถึงจุดนั้นน่ะ ไม่มีทางเลยที่จะมาสงบนิ่งอยู่จำเพาะกายจำเพาะใจ ด้วยความมั่นคงเป็นกลาง ...จำเพาะกายจำเพาะใจ นี่ปัญญาระดับไหนล่ะ ถึงจะอยู่ในขั้นนั้นได้

ที่ว่ามองความรู้สึกของกายนี่ดับไปเป็นส่วนๆๆๆ  เวทนาในกายนี่ดับไปเป็นส่วนๆๆ ...ด้วยความเป็นกลาง เฉย ...เหมือนมองดูใบไม้ เหลืองโรยแล้วก็ปลิดจากขั้ว ...นี่มันจะมองเห็นอย่างนี้

เหมือนมองข้าวของวัตถุ ด้วยใจที่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอะไร ...เหล่านี้มันจะเป็นบทเรียนหมด แม้แต่พระอริยะพระอรหันต์ ท่านก็เจอบทตายก่อนตายจริงให้เห็นอยู่ตลอด มาชิมลางอยู่ให้เห็นเลย

แล้วก็ดู จะดูร่างกายที่กำลังหมดสภาพไปเป็นส่วนๆ นี่ เหมือนกับใบไม้ที่มันปลิดลงมาทีละใบ กำลังเขียวสด แล้วก็ห้อยเหี่ยว แล้วก็แห้ง จนดูเหมือนมันเป็นลักษณะวัตถุ ลักษณะอาการนั้น

และก็เห็นเป็นลักษณะธรรมดาๆ รู้ก็รู้เฉยๆ อยู่อย่างนั้น เห็น ไม่มีกระเพื่อม...จิตน่ะ ไม่มีกระเพื่อมเลย ทั้งเวทนาก็เห็นลักษณะอย่างนั้น คู่กันกับกายอยู่อย่างนั้น

จนเวทนาแต่ละส่วนก็ดับไป เวทนาทางตาดับ เวทนาทางหูดับ ความรับรู้ทางตา ความรับรู้ทางหู สุดท้ายก็มาความรับรู้ทางจมูก ทางลิ้น ความรับรู้ทางกาย มันจะดับๆๆ

เห็นความดับ วุบ หายๆๆๆ หายไป เป็นลักษณะที่ราบเรียบ ไม่มีกระตุกเลย จิตนี่ไม่มี ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น เรียนรู้กับความเป็นไปของขันธ์ ความเป็นไปของกาย

เพราะนั้น ถึงจุดนั้น ความเป็นไปของขันธ์ไม่มีเลย  มีแต่ความเป็นไปของกายล้วนๆ ขันธ์ไม่มีได้สะเออะสอดแทรกขึ้นมาได้เลย ...แต่ถ้ายังไม่ถึงจุดขีดสุด มันยังมีขันธ์แทรก ความคิดแทรกขึ้นมา

ท่านจะกระวีกระวาดเลย พั่บ ตัดเลย ตัด ตัดทันทีเลย ...นี่แปลว่ามันยังตายไม่สนิท กิเลสยังตายไม่สนิท อวิชชายังตายไม่สนิท มันจะคอยแทรกขึ้นมาๆ แทรกขึ้นมา 

ปึ้บนี่...ท่านจะเห็นเลย ปัญญาเท่าทันอยู่แล้ว จ้องอยู่แล้ว เหมือนกับจ้องอยู่แล้ว...มันพร้อม ศีลสมาธิปัญญาด้วยความพรักพร้อมมันจ้องอยู่เลย การปหานเกิดขึ้นทันที

ถ้ายังไม่สมุจเฉทขึ้นนี่ ท่านจะเห็นที่ต้นขั้วเลย พั้บ ขาดลงตรงนั้น ...แล้วก็คอยเท่าทันอยู่ตรงนั้น จ้องตาเขม็งอยู่ตรงนั้นเลย ...นี่ ที่เราพูดนี่ยังไม่ถึงที่สุดนะ

แล้วถึงภาวะคับขันที่จะตายจริงนี่ จ้องเขม็งอยู่ตรงนั้น ...ไม่ต้องให้ใครมาสวดมนต์ใกล้ๆ นะ มึงไปไกลๆ เลย หรือไม่ต้องมาพูดมาคุย มาเยี่ยมมาเยียน

มึงอย่ามายุ่ง กูจะจ้องอยู่ตรงนี้...พึ่บ ขาดๆๆ ปหานๆ อย่างนี้ ...ดับก็ดับ สิ้นก็สิ้น ไม่สิ้นก็ไม่สิ้น จะอยู่ตรงนี้ ไม่ออกนอกนี้เลย เข้าใจรึเปล่า ...ถึงแม้จะไม่หมดสิ้นแล้วมันตายไปก่อน ช่างมันเลย

นี่ ไม่กลัวเลยๆ ไม่กลัวเลยว่าจะเกิดหรือไม่เกิดนะ ...กลัวแต่กิเลสจะเกิดน่ะ กลัวแต่ขันธ์ห้ามันจะเกิด กลัวอย่างเดียว จ้องเขม็งอยู่อย่างนี้...สำหรับผู้ที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งมรรคนะ


โยม –  ก็จะรู้ตัวอยู่

พระอาจารย์ –  อยู่อย่างนั้น ตายด้วยความรู้ตัวอย่างนั้น จนกว่าขันธ์นี่จะหมดสภาพ หรือกายนี่จะหมดสภาพไป ...หมดก็หมดไป เกิดก็เกิด ไม่เกิดก็ไม่เกิด ไม่สนใจเลย

ต่ถ้าในระดับต่ำกว่านั้นน่ะ มันก็จะยื่นออกมายาว เข้าใจมั้ย ...นี่แหละ ภูมิปัญญาจะอยู่ตรงนี้...จะวัดภูมิปัญญากันตรงนี้

กิเลสขึ้นมา สร้างขันธ์ห้าขึ้นมาเป็น...พรุ่งนี้ ชั่วโมงหน้า ข้างหน้า...แค่นี้ ปึ้บ นี่มันจะยื่นมาเป็นพีเรียด ...ทีนี้ก็ต้องทนทุกข์กันล่ะ ใช้เวลาหน่อย กว่าจะยวบลง

แต่ถ้าเป็นปัญญาที่ว่าเป็นต้นเขตต้นขั้วนี่ ปึ้บ..ขาดๆๆ อย่างนี้ แล้วก็ทรงกายใจอยู่อย่างนี้ ทรงไว้อย่างนี้ ขาดสะบั้นมันอย่างนี้ ...สะบั้นมันอยู่อย่างนี้

เพราะนั้นมันจะไม่มีเวลามาสอบถามสารทุกข์สุขดิบว่า ท่านเป็นยังไง สบายดีมั้ย ...มึงไปไกลๆ กูไป มึงออกไปห่างๆ กูไป เพราะกูกำลังจะปหานตัพพธรรมอยู่

มันจะสมุจเฉท-ไม่สมุจเฉท ก็ตรงนี้ล่ะวะ ...เรียกว่าช่วงชิงกัน ระหว่างอายุขัยที่กำลังจะดับ กับอายุของกิเลสที่กำลังจะหมด...อะไรจะหมดก่อนกัน 

เนี่ย กูกำลังช่วงชิงกันอยู่ ไม่รู้วาสนากูจะถึงมั้ย ...เพราะว่าวาสนาที่มันหล่อเลี้ยงขันธ์มันอาจจะถึงแล้วก็กิเลสดับก่อนก็ได้ หรืออาจจะไปดับพร้อมกันระหว่างขันธ์ก็ได้ 

หรือว่ากายมันหมดอายุขัยก่อน วิบากมันส่งผลได้แค่นี้ โดยที่กิเลสยังค้างอยู่ข้างใน เพราะยังไม่รู้สึกว่าเป็นสมุจเฉทก็ได้ อย่างนี้ มันจะมีเวลาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบอยู่ไหม

ไปไกลๆ กูเลยไป ...มันไม่มีเวลาไปส่วนนั้นเลยนะ ไม่มีจิตไปปฏิสัมพันธ์กับภายนอกในส่วนนั้นเลย สำหรับผู้ภาวนาในขั้นที่ว่าถึงลูกถึงคน ถึงพริกถึงขิงอยู่ขั้นตอนนั้น

แต่ส่วนมากท่านจะไม่ตายหรอก ถ้ากิเลสยังไม่ตาย บอกให้เลย มันจะรอดพ้นก่อน ...แล้วท่านก็มาเพียรต่อ ตอนที่มันสภาพขันธ์ปกติ แล้วก็ศีลสมาธิปัญญาให้แน่นกว่านั้นอีก

ไม่มีเวลาไปดูฟ้าดูดินหรอก บอกให้ ไม่มีเวลาไปชมวิว ชมโลกด้วยสายตา ด้วยหูฟังเลยน่ะ ...ท่านจะเห็นเลย พอผ่านพ้นสภาพอย่างนั้นมา เวลาที่ยังคงอยู่ จะไม่มีเละๆ เทะๆ กับเรื่องรอบข้างเลย

ก็มาเอาล่อเอาเถิดกับกิเลสอย่างนี้...มึงโผล่มาสิๆ อย่าให้เห็นนะมึง ถือว่าแพ้-ชนะกันอยู่ตรงนั้นเลย นี่...จะรู้สึกผิดมาก ถ้าเห็นมันเกิดขึ้นแล้วมันมาค้างเติ่งอยู่

คือถ้ามีการเกิดการค้างเติ่งในขันธ์ห้า หรือว่าไปทิ้งที่หมายที่มั่นไว้ตรงไหน แล้วไม่เห็นว่ามันออกมาตอนไหนนี่ ...ท่านจะรู้สึกว่าผิดมากเลย โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบอกเลยว่าผิดหรือถูก  

ท่านรู้ตัวท่านอยู่ตลอดเลย  แล้วท่านก็เกิดความรีบเร่งยิ่งกว่านั้นขึ้นมาอีก ...ไม่ไปตีโพยตีพาย ไม่ไปร้องแรกแหกกระเชอ ไม่ไปหาวิธีการไล่การละวิธีอื่นน่ะ

นี่คือความเข้มแข็งในการปฏิบัติในองค์มรรค รักษากายใจยิ่งกว่าเพชร ยิ่งกว่าพ่อแม่ ยิ่งกว่าสิ่งล้ำค่าใดๆ ในสามโลกธาตุอีก นี่เปรียบเสมือนความรักในศีลสมาธิปัญญา 

รักษาศีลสมาธิปัญญายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติในสามโลกธาตุมากองรวมกันอีก ไม่สนใจ ไม่เหลือบแลเลย นอกจากเว้นไว้เสียแต่ศีลสมาธิปัญญาคือกายใจปัจจุบันนี่

เพราะนั้นที่เราพูดให้รู้ตัวๆ ให้อยู่กับกายใจๆ นี่ ที่พูดอยู่เสมอนี่ อย่าเบื่อ อย่าเบื่อว่าทำไมเราพูดแต่เรื่องกายใจ รู้แค่กายรู้แค่ใจ รู้แค่ตัว อยู่กับตัวให้มากนี่

แล้วจะรู้เองน่ะ พอถึงวาระสุดท้ายจริงๆ นี่...จะต้องอยู่แค่นี้ ด้วยความผุดผ่องบริสุทธิ์ในกายใจอย่างยิ่งเลย กิเลสไม่แปดเปื้อนปะปนได้เลย

จึงเรียกว่าเพชรน้ำหนึ่ง เหมือนเพชรน้ำหนึ่ง เพชรน้ำเอก  ไม่มีแม้กระทั่งขนแมว ไม่มีแม้กระทั่งยองใยเยื่อใยใดเลย ...การละกิเลสจะต้องละกันถึงขั้นนั้น ระดับนั้น ถึงจะวางใจได้

เพราะนั้น การเอ้อระเหยลอยชายในความคิด ในอารมณ์อยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าประมาท ประมาทในกิเลส

แล้วที่มันประมาทในกิเลสนี่ เพราะมันไม่เข้าใจว่านี่เป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆ ประมาทในขันธ์ห้า ไม่เข้าใจว่าทั้งหมดนี่คือการปรุงแต่งในขันธ์ห้า ซึ่งมาจากกิเลสล้วนๆ

ยังพึ่งยังอาศัย ยังหยิบมาใช้สอย อาศัยไหว้วานอยู่กับมัน ยังหาประโยชน์ในมัน ยังหาประโยชน์กับมัน ยังหวังพึ่งพิงอาศัยแอบอิงกับมัน ...นี่ก็เรียกว่าประมาท มัวเมา

เพราะนั้นต้องจบลงที่กายใจ ทุกอย่างต้องจบที่กายใจ ไม่ไปจบอะไรนอกกายนอกใจ ...ต้องจบที่ศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น โดยไม่มีเงื่อนไขเลย ไม่ทิ้งเงื่อนไขไว้ด้วย

ถึงแม้คนอื่นจะหยิกยกเงื่อนไขมาให้ก็ตาม หยิบยื่นเงื่อนไขนั้นเงื่อนไขนี้มาให้ก็ตาม ก็จะไม่หลงไปกลืนกินหรือไป..เหมือนปลาไปฮุบเหยื่อน่ะ นั่นน่ะคือเหยื่อล่อ

ศีลสมาธิปัญญาคือศีลสมาธิปัญญา กายใจคือกายใจ อย่างเดียวถ่ายเดียวเท่านั้น หน้าเดียวเท่านั้น  ไม่มีสองหน้า ไม่มีตีสองหน้า แล้วทุกอย่างมันจะคืนสู่ความบริสุทธิ์

ธรรมชาติคืนสู่ธรรมชาติเดิม กิเลสคืนสู่กิเลสเดิมหมด ไปแบบมึงจะไปไหนก็ไปเลย เรื่องของกิเลส ไม่ใช่เรื่องของใคร ไม่เก็บไม่จับอะไรมาเป็นเรื่องราวเลย

กิเลสก็คืนสู่สภาพของมันไป คืนสู่รากเหง้าของมัน...คือความไม่มีอะไร นั่นน่ะคืนสภาพเดิมของมัน

ธรรมชาติที่แท้จริงก็คืนสภาพเดิมของมันตามเหตุตามปัจจัย ...รวมกันได้แค่นี้ หมดสภาพเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น คืนสู่สภาพเดิม ...ไม่มีการรั้ง การเหนี่ยว การดึง การยึด

ไม่มีการแก้ไข การเร่ง การทำให้มันเร็วขึ้น ทำให้มันช้าลงกับธรรมชาติอะไร ...ทุกอย่างก็คืนสภาพเดิมหมด ด้วยความไม่ติดข้องค้างคา เหนี่ยวรั้ง ชักจูง น้อมนำอะไรไว้

นี่ เรียกว่าหมดจดในโลก หมดจดในขันธ์ หมดจดในการเกิด แล้วก็หมดจดในการตาย ...ตายแบบหมดจด ไม่มีหนี้ค้างเลย หมดสิ้น ท่านเรียกว่าดับโดยสิ้นเชิง

เอาแล้ว ไป ...รีบเร่งภาวนาแข่งกับความตาย ทำกายใจให้ชัดที่สุด อะไรที่นอกเหนือจากกายใจ ทิ้งได้..ทิ้ง  ทิ้งไม่ได้..วางอยู่ห่างๆ อย่าไปอุ้มสมมัน 

อย่าไปใส่ค่าให้ความสำคัญกับมัน อย่าเห็นว่ามันสำคัญกว่ากายใจ ...นี่คือต้องเปลี่ยนวิถีความเห็นใหม่ อย่าไปเห็นว่าเรื่องนั้นก็ใช่ เรื่องนี้ก็ดี เรื่องโน้นก็น่า เรื่องนู้นก็จริงจัง

เนี่ย ต้องเปลี่ยนความเห็นใหม่ ...ไม่มีอะไรจริงและสำคัญกว่ากายใจ  รู้ตัวเข้าไว้ แล้วทุกอย่างจะหมดค่าลงไปเอง มันจะมีค่าน้อยลงไปเอง

เพราะนั้นการให้ค่าของเรา ความรู้สึกที่เป็นเราไปถือข้าง ก็จะน้อยลงไปเอง ...นี่คือการละสักกาย ด้วยการที่อยู่กับเนื้อกับตัวไว้  มันจะถอดถอน ละ แล้วก็จะถอดถอนไปเอง

พร้อมกับขันธ์ห้า มันก็ถอดถอนออกไป จนไม่มีขันธ์ห้า อยู่แค่กายใจ ...ขันธ์ห้าเป็นของหลอก

เอ้า ไป...ไปแก่เจ็บตายกันต่อ ...แต่จะแก่เจ็บตายอย่างฉลาด หรือจะแก่เจ็บตายอย่างโง่ นี่ก็ต้องทำกันเอาเอง


(ต่อแทร็ก 16/27)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น