วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/20


พระอาจารย์
16/20 (570926B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
26 กันยายน 2557


พระอาจารย์ –  อย่าไปภาวนาเกินจริง อย่าไปหาอะไรที่มันเกินปัจจุบัน อย่าไปทำอะไรที่มันไม่มีให้มันมีขึ้นมาใหม่...ด้วยความโลภแห่งธรรม ไม่สันโดษแห่งธรรม ไม่เพียงพอต่อธรรมที่มีอยู่แค่ในปัจจุบัน

ปัจจุปันนัญ จะ โยธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ  พระพุทธเจ้าท่านว่าปัจจุบันธรรม  ตัตถะ ตัตถะ...ที่นี้ๆ ...วิปัสสติ ทำที่นี้ให้แจ้ง

ท่านไม่ได้ให้ไปทำที่นั้น ท่านไม่ได้ให้ไปแจ้งที่โน้น ท่านไม่ได้ให้ไปแจ้งที่ไหน ...ท่านบอกว่า ตัตถะ ตัตถะ...ที่นี้ๆ  วิปัสสติ...คือทำความแจ้งให้เกิด

นั่ง...รู้ว่านั่ง อยู่กับนั่ง...ที่นี้คือนั่ง ทำความแจ้งในที่ “นั่ง” ให้เกิด...ว่าไอ้ที่นั่งนี่เป็นใคร มีใครนั่ง อะไรเป็นนั่ง มันเป็นของใคร

ถ้ายังทำความแจ้งในที่ “นั่ง” นี้ไม่ได้ อย่าไปทำความแจ้งในที่อื่น ...เพราะในขณะนี้มันกำลังนั่ง

แต่ด้วยความละโมบโลภมากของจิต มันก็ไม่พอ มันจะไปแจ้งในทุกที่...ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงโน้นบ้าง  อ้างอิงตำรา อ้างอิงความจำ คำพูดคนนั้นคนนี้มาบ้าง

ว่าจะต้องไปรู้ จะต้องไปแจ้ง จะต้องไปเข้าใจในบทนั้นในบาทนี้ ในเรื่องนั้น ในอารมณ์นู้น ในกิเลสตัวนั้น ในกิเลสตัวนี้ ...สุดท้ายก็ยังไม่รู้เลยว่าไอ้ที่นั่งนี่คืออะไร

เมื่อมันไม่เข้าใจว่าที่ “นั่ง” นี่ ตามความเป็นจริงมันคืออะไร ...มันก็จะเข้าใจตามประสาของมันเองว่า...ที่ “นั่ง” นี้เป็น "เรานั่ง" ...แล้วก็เชื่อกันหัวปักหัวปำว่า...เป็น "เรานั่ง"

ไม่ได้เกิดความแยบคายเลยว่า มันเป็น "เรานั่ง" ได้อย่างไร ตรงไหน ...และไอ้ที่ "เรานั่ง" จริงๆ คืออะไร แล้วไอ้ที่ "นั่ง" จริงๆ คืออะไร ...แล้วไอ้ที่ “นั่ง” จริงๆ กับ “เรานั่ง” นี่มัน ต่างกันอย่างไร

แล้วไอ้ที่ “นั่ง” จริงๆ กับไอ้ที่ “เรานั่ง” นี่ อันไหนจริงกว่ากัน  แล้วไอ้ที่ “นั่ง” จริงๆ กับ “เรานั่ง” อันไหนมันทุกข์มาก อันไหนมันทุกข์น้อยกว่ากัน …อย่างนี้...มันแจ้งรึยัง  

เพราะถ้าไม่แจ้งใน...ที่นี้ๆ นี่ มันจะไปแจ้งที่โน้น ที่ไหนก็ไม่ได้ ...ด้วยความปรารถนาที่ไม่มีคำว่าจบสิ้นแห่งจิตเรา มันทำให้เกิดความหลากหลายในธรรม

แล้วไอ้ความหลากหลายในธรรมนี่ ก็ไม่ใช่เรียกว่าปัญญาอะไรหรอก ...แต่ท่านเรียกว่าเป็นความสับสนในธรรม...ที่ไม่มีอยู่จริง

เพราะจิตนี่มันจะไปไหนล่ะ ...มันไม่ได้ไปอยู่ในปัจจุบันหรอก ...มันจะไปอยู่ในอดีต กับไปอยู่ในธรรมอนาคต ...ซึ่งธรรมในอดีตและธรรมในอนาคตนี่ มันเป็นธรรมที่ไม่มีอยู่จริง

มันเป็นเรื่องที่มันถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาลอยๆ แทบจะหาคุณค่าความหมายในตัวมันไม่ได้เลย แทบจะหาความเป็นจริงอ้างอิงกับมันไม่ได้เลย

เพราะนั้นการฝึกการภาวนานี่...ถ้าไม่ดึงจิตไว้ให้อยู่กับปัจจุบันกาย ปัจจุบันนั่ง ปัจจุบันยืนเดินนั่งนอนนี่ ...จิตมันจะไม่มีวันรู้จักคำว่า “ที่นี้” ได้

จิตจะไม่มีวันรู้จักว่า “ที่นี้” คือที่ไหน  จิตจะไม่มีวันเห็นความสำคัญว่า “ที่นี้” สำคัญอย่างไร  จิตจะไม่มีวันเห็นเลยว่า “ที่นี้” เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเป็นจริงขนาดไหน

อย่าไปภาวนาดูอดีต ดูอนาคต  อย่าไปภาวนาดูคนอื่น ...ให้ภาวนาดูอิริยาบถ ภาวนาดูกายปัจจุบัน

อาจจะไม่ตรงตามสำนักอื่น แต่ขอบอกว่ามันตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอก ท่านภาวนา ท่านสอนให้ภาวนาอยู่ในหลักของไตรสิกขา ศีลสมาธิปัญญา มรรคมีองค์แปด

ศีลอยู่ที่ไหน...อยู่ที่นี้ กายปกติกายปัจจุบัน ก้อนธาตุก้อนศีล ก้อนปกติธรรมดากายนี่ท่านเรียกว่าก้อนศีล  ยืนยังไง...ศีลก็อยู่ที่ยืน เดิน...ศีลก็อยู่ที่เดิน

มันไม่ได้ผิดแบบแผนที่พระพุทธเจ้าสอนศีลสมาธิปัญญาเลยน่ะ ...แต่กลับพากันไปเห็นดีเห็นงามในที่อื่น ที่มันนอกศีล เกินศีล เกินกายเกินใจ เกินกายเกินปัจจุบัน

เพราะนั้นอะไรที่มันเกินกายเกินศีลออกไปนี่ ล้วนแล้วแต่เกิดจากจิตปรุงแต่งขึ้นมา ...ซึ่งไอ้ตัวจิตที่มันปรุงแต่งเกินกายเกินศีลออกไปนี่ มันเหมือนกับการตัดต่อพันธุกรรม

มันทำให้เกิดอาการที่ว่าผิดลักษณะธรรมชาติธรรมดาของความเป็นจริงขึ้น ...คือเกินความเป็นจริงบ้าง ขาดจากความเป็นจริงไปบ้าง

มันไม่สมดุล ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นความพอดี ไม่เป็นความมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เป็นไปตามครรลองคลองธรรม ...แต่มันกลายเป็นครรลองของกิเลส

ทุกวันนี้พืชจีเอ็มโอบางประเทศเขาก็ไม่ยอมรับ ถึงแม้ว่ามันจะมีคุณสมบัติที่ดีขนาดไหน แต่มันผิดธรรมชาติ ...มันถูกตกแต่งขึ้นมาใหม่ด้วยวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง ด้วยเจตนาแห่งเรานั่นเอง 

แต่คนน่ะมักจะเอาตัวคุณสมบัติที่มันผิดธรรมชาตินี่ มาเป็นตัววัดคุณงามความดีของการภาวนา ว่าจิตดีอย่างนั้น จิตดีอย่างนี้ ...ขอให้มันดีจริงๆ เหอะ

แต่มันดีไม่จริงน่ะ ...อย่างที่บอกกันมาว่า...ดีใดไม่มีโทษ ท่านเรียกว่าดีเลิศ ...ถ้าดีใดยังมีโทษอยู่ ท่านเรียกว่าดีไม่จริง และไม่สามารถจะรักษาจิตดีนั้นให้เที่ยงได้

แล้วที่ว่าดีจริงนี่ จิตดีจริงนี่ มันดีอยู่ตรงไหน ....ดีจริงอยู่ที่ไม่คิดนึกปรุงแต่ง ดีจริงอยู่ที่จิตรู้ จิตเห็น จิตเป็นกลาง ...ตรงนี้น่ะดีไม่มีโทษ

ไม่มีทุกข์ไม่มีโทษ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีเราไม่มีเขา ไม่มีอดีตไม่มีอนาคต ไม่มีสั้นไม่มียาว ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่มีดีไม่มีชั่ว ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่มีมากไม่มีน้อย ไม่มีนอกไม่มีใน

นี่ถ้าจิตดีมันต้องอย่างนี้ ถึงจะเป็นดีที่ไม่เป็นโทษ ...เพราะนั้น จิตมันจะดีได้จริง ดีที่ไม่เป็นโทษจริงนี่ จะต้องดีด้วยศีลสมาธิปัญญา

ไม่ใช่ดีด้วยการไปทำขึ้นมาโดยเรา ด้วยความอยากแห่งเรา ด้วยความปรารถนาแห่งเรา ด้วยเป้าประสงค์แห่งเรา

จิตมันจะต้องดีด้วยศีล อยู่ในศีลอยู่ในธรรม อยู่กับศีลอยู่กับธรรม ...และจะต้องเป็นศีลปัจจุบัน จะต้องเป็นธรรมปัจจุบันเท่านั้น จึงจะเรียกว่าจิตจึงจะดี

เพราะจิตดวงนั้น ถึงจะเป็นดีเบื้องต้น ก็จะเป็นดีที่ประกอบด้วยปัญญา คือรู้เห็นกับความเป็นจริงตลอดเวลา ไม่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ...นี่เรียกว่าจิตที่กอปรด้วยปัญญา

ไม่ใช่ไปนั่งนึก นั่งค้น นั่งหา คิดนึก ปรุงแต่ง วิเคราะห์ วิจารณ์ ...แล้วไปคลุกเคล้า ไปหมกมุ่น ไปค้นคว้าอยู่บนความไม่จริง

เพราะนั้น หยุดสร้างสภาวะใดสภาวะหนึ่งขึ้นมาในจิต หยุดอยู่กับกาย หยุดอยู่กับรู้ ...มันจะไปหาอะไร มันจะไปสร้างอะไร มันจะไปคิดอะไร มันจะไปเอาอะไร...ไม่เอา

ดีก็ไม่เอา ชั่วก็ไม่เอา  ถูกก็ไม่เอา ผิดก็ไม่เอา  อดีตก็ไม่เอา อนาคตก็ไม่เอา ...เอาแต่นั่ง เอาแต่รู้ว่านั่ง ในขณะที่มันนั่ง ...เอาแต่ยืน เอาแต่รู้ว่ายืน ในขณะที่มันยืน

ถ้ามันเพียรเพ่งพยายามรักษากายรักษาจิตให้มันเสมอกันอยู่อย่างนี้ ให้มันพอดีกันอยู่อย่างนี้ ให้มันสมดุลระหว่างกายกับจิตอยู่อย่างนี้ตลอดเวลานี่ ...ไม่ต้องถามหามรรคผลนิพพานเลย

แต่ถ้าตราบใดยังปล่อยจิตให้ร่อนเร่พเนจร สร้างนู่นคิดนี่ ก็ไปอยู่ในฟากที่เรียกว่าฟากฝั่งฝัน

แต่ถ้าผู้ใดอยู่ในกาย อยู่กับรู้...ว่านั่งรู้ว่านั่ง ยืนรู้ว่ายืน เดินรู้ว่าเดิน ...นี่คือผู้นี้กำลังเพียรจะว่ายมาสู่ฝากฝั่งแห่งความเป็นจริง

เพราะที่ผ่านมา...ตั้งแต่เกิดมาจนถึงมานั่งตรงนี้ในปัจจุบันนี่ ...มันไปอยู่ในฝากฝั่งฝันเสียมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์แล้วมาโดยตลอดเลย

แล้วถ้ายังไม่เพียรพยายามแหวกว่ายที่จะมาสู่ฝากฝั่งแห่งความเป็นจริงนี่ ...ในอายุขัยที่เหลืออยู่ก็จะเป็นอย่างนี้อีก 99 เปอร์เซ็นต์น่ะแหละ

หรือว่ามาฟังแล้ว รู้แล้วว่า...อย่างนั้นคือฝากฝั่งฝัน อย่างนี้นี่คือความฝั่งความเป็นจริง...แต่กูไม่ทำ ...อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ เราบอกแล้วว่า ฝั่งนี้ฝัน...อย่าไป ...ฝั่งนี้จริง...ให้มา ให้อยู่ 

พระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์สาวกก็ได้แต่บอกว่า...เราเป็นแต่เพียงผู้สั่งสอน ผู้ชี้แนะ ผู้บอกทาง ...แต่เอ็ง มึง คุณ ท่าน...ทำเอง ...ต้องทำเอาเอง

เหมือนพวกเรานี่กำลังลอยคออยู่ในมหาสมุทรที่ไม่เห็นฝั่ง แล้วไม่รู้ว่าทางไหนไปฝั่งคือแผ่นดิน ...นี่ท่านเรียกว่าอยู่ในสภาพที่ลอยคออยู่ในโอฆะสงสาร

เคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทร ที่มีทั้งฉลาม ปักเป้า ปลาซิว คอยกัด คอยตอด คอยดึง คอยแทะ ...ข้างบนก็ยังมีเหยี่ยว อินทรี คอยจิก คอยโฉบ

แล้วก็ยังมีอีกหลายพันล้านคนลอยคอเป็นเพื่อนกัน คอยชกต่อยกันอยู่ในทะเล แล้วก็เฮไปเฮมาตามคลื่นลม มันจะพัดไปขึ้นตรงไหนก็ไม่รู้...แล้วก็ฝันว่าสักวันจะขึ้นฝั่งเอง

ไม่มีทางหรอก ...มหาสมุทรนี้สุดล้ำลึก โอฆะสงสารนี้ไม่มีขอบเขต แทบจะไม่มีประมาณเลย  เรียกว่ามองไม่เห็นฝั่ง ไม่มีสิทธิมองเห็นฝั่งเลย...ด้วยอำนาจแห่งกิเลสบดบังนี่

จนให้ได้มีปรากฏขึ้นซึ่งพระพุทธเจ้าท่านมาตรัส แล้วก็มีธรรมทายาทสืบเนื่องมาเป็นพระสงฆ์ วางหลักธรรมไว้ มาเป็นเข็มทิศ แล้วก็มาชี้ว่าทิศนี้ๆ

ถ้าหลับหูหลับตาว่าย ลืมหูลืมตาว่าย เอาตีนว่าย เอามือว่าย เอาหัวว่าย...ตรงไปนี่ เจอฝั่ง ขึ้นฝั่งได้แน่ ...ก็เชื่อบ้าง เชื่อซะหน่อย แกล้งเชื่อด้วย ไม่เชื่อก็ต้องแกล้งเชื่อ

เพราะไอ้ทุกคนที่ว่ายน่ะ มันก็ว่ายไปด้วยความที่ไม่เห็นฝั่งทั้งนั้นแหละ แม้แต่ตัวเราเองผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ว่ามันเห็นฝั่งแล้วถึงว่ายนะ ...ก็ว่ายทั้งที่ไม่เห็นฝั่งน่ะ

แต่เรามีศรัทธาเชื่อในคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์หรือหลวงปู่ ผู้มีจริยาวัตรเหมือนพระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่าพุทธาจาโร ฉายาท่าน มีจริยาวัตรเสมือนพุทธะ ...ก็เลยเชื่อ

ก็หลับหูหลับตาว่ายเหมือนกัน...แต่ว่ามีทิศทางชัดเจน ทั้งๆ ที่ว่าไอ้คนที่ลอยคอด้วยกันมันก็ต่างคนต่างว่าย แต่ต่างคนต่างว่ายกันไปคนละทิศคนละทาง

แต่ทิศทางแห่งฝั่ง มีทิศทางเดียว ดั่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่า...เอกายนมรรค หรือว่าทางสายเอก คือศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบัน

จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ขอให้ทำไปเหอะ ทำไปก่อน แกล้งๆ ทำไปก่อน ...แต่สำคัญว่ามันไม่เชื่อแล้วมันไม่ทำ หรือสำคัญว่ามันเชื่อแล้วขี้เกียจทำนี่สิ ...ไอ้นี่ต่างหากคือปัญหาใหญ่

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร วิริเยนะ ทุกขะ มัจเจติ ...ถ้ามันว่ายไปนี่ แล้วมันเห็นฝั่งลิบๆ ถึงจะลิบขนาดไหน แต่แค่เห็นลิบๆ นี่ ถามว่ากำลังใจมันมีไหม ...มี ยิ่งกว่ามีอีก

เพราะนั้น ผู้ที่เห็นฝั่ง ยังไม่ขึ้นฝั่งนี่  ท่านก็จัดว่าเป็นพระอริยะขั้นต้นแล้ว ...แต่ไอ้ผู้ที่ไม่เห็นฝั่ง แต่ว่าไปในทิศทางที่ฝั่งนั้นตั้งอยู่นี่ ท่านก็เรียกว่าเป็นผู้ที่ปรารภอยู่ในความเพียรอย่างยิ่งยวด

ไหนจะต้องต่อสู้กับกระแสน้ำที่มันพัด ไหนจะเพื่อนที่ลอยคออยู่ในมหาสมุทร มันไซโคอยู่ข้างหูตลอดน่ะ...ฝั่งหนึ่งอยู่ฝั่งโลก อีกฝั่งหนึ่งอยู่ฝั่งธรรม

มันไซโคทั้งทางโลกและทางธรรมนั่นแหละ …ก็เลยเป็นว่า...กูจะตั้งใจว่ายไปทิศนั้น ตรงไป ...ไม่ฟังเสียงนกเสียงกาก็ไม่ได้

มันก็เอื้ออนาทร สงเคราะห์ เมตตา “กลัวจะผิดทาง กลัวจะช้า ไปด้วยกันเถอะเรา” มันก็พยายามหาชุดลิเกมา...“ใส่ซะๆ จะได้เหมือนๆ กัน จะได้บรรลุธรรมแบบเดียวกัน”


(ต่อแทร็ก 16/21)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น