วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/19 (1)



พระอาจารย์
16/19 (570926A)
26 กันยายน 2557
(ช่วง 1)


(แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ภาวนามันเป็นเรื่องของจิต การควบคุมจิต การฝึกจิต ให้มันอยู่ในกรอบ ในที่ ในฐาน ...เหมือนการตะล่อมจิต ไม่ให้มันส่ายแส่กระจัดกระจายออกไป

ต้องรวมจิตกับกายให้เป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ มันจึงจะมีบาทฐานของสมาธิ ...เพราะถ้ามันไม่มีสมาธิจิตตั้งมั่นแล้วนี่ มันจะไม่เกิดปัญญาการรู้การเห็น

ทีนี้การรู้การเห็นที่มันมีอยู่นี่ เป็นการรู้การเห็นผ่านกิเลส ผ่านความปรุงแต่ง ...เพราะนั้นการรู้การเห็นที่มันผ่านกิเลส ผ่านการปรุงแต่งนี่  มันจึงทำให้การรู้เห็นมันคลาดเคลื่อนไปจากธรรมตามจริง

แล้วก็ไปหลง ไปหลงสำคัญผิด มั่นหมายขึ้นมา จากที่มันผ่านกิเลสปรุงแต่ง ผ่านจิตปรุงแต่ง  มันก็เลยเกิดความยึดมั่นถือมั่นแบบผิดๆ ...แต่ก็ยังหลงเชื่อว่ามันเป็นความจริง ความถูก

มันจึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ...เพราะธรรมชาติของกิเลสหรือจิตปรุงแต่งนี่ มันเป็นตัวไปบิดเบือนความเป็นจริงของธรรมชาติ ทำให้ธรรมชาติไม่เป็นไปตามที่มันเป็น ที่มันควร

เมื่อมันเข้าไปดัดแปลงธรรมชาติขึ้นมา ด้วยความหมาย ด้วยความเห็น ด้วยความเชื่อ ...เพราะนั้นการกระทำต่อสิ่งนั้นๆ เหตุนั้นๆ ที่ปรากฏ จึงเป็นการกระทำที่ผิดไปจากธรรมชาติ

มันก็เป็นการฝืนทวนกระแสธรรมชาติ ...มันจึงเป็นความทุกข์ ทุรนทุราย เพราะมันไม่ได้ดั่งปรารถนา

พอมันไม่ได้อย่างที่มันปรารถนาแล้ว ก็ยังไม่หยุด มันก็ยังดันทุรังที่จะเอาให้ได้ เอาให้เป็น เอาให้มี ด้วยความดิ้นรนขวนขวาย ...มันก็เป็นเหตุสืบเนื่องแห่งความเป็นทุกข์แห่งเรามากขึ้นไปเรื่อยๆ

แต่เมื่อใดที่จิตมันหยุดปรุง แล้วมันปรากฏ...สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามัน เบื้องหน้าใจรู้ใจเห็นนี่  มันก็เป็นธรรมตามความเป็นจริง

เมื่อมันสืบค้นตามธรรมตามความเป็นจริง เห็นธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ก็จึงเข้าใจ ...มันก็จะยอมรับสภาพธรรมตามจริงที่มันเป็นสภาพที่แท้จริง มันควรเป็นอย่างไร มันควรอยู่อย่างไร

ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันมาก เปลี่ยนแปลงมันมาก คาดหมายคาดหวังอะไรกับมันมาก ...ความทุรนทุรายภายในก็น้อยลง ก็เกิดความยอมรับต่อธรรมชาตินั้นๆ

แต่ถ้าไม่สอนให้จิตมันมาเรียนรู้ธรรมชาติที่แท้จริงนี่ ...มันก็จะยังเชื่อตามความเห็นเก่าๆ ความเชื่อเดิมๆ ที่มันเคยเชื่อ ที่คนทั้งหลายในโลกเขาเชื่อตามกันมา

แล้วก็ไปประกอบกระทำเหตุกับสิ่งที่มันเป็นเหตุนั้นๆ ด้วยความพึงพอใจบ้าง ไม่พึงพอใจบ้าง ด้วยความอยากหรือความไม่อยาก

มันก็ยิ่งเกิดความ...เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย  เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ อยู่อย่างนั้น ...มันไม่ได้เป็นอะไรที่มันเป็นไปเพื่อความสงบสันติหรอก

แต่เมื่อใดที่มันเข้าใจสภาพที่แท้จริงของธรรมทั้งหลายทั้งปวงว่า การดำรงคงอยู่ของธรรม การปรากฏขึ้นของธรรม  การเกิดการดับไปของธรรมนั้น

มันไม่ได้ขึ้นกับอะไร มันไม่ได้ขึ้นกับใคร มันไม่ได้ขึ้นกับเรา มันไม่ได้ขึ้นกับเขา ...มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในตัวของมันเอง …นี่ ก็เรียนรู้จนกว่ามันจะเข้าใจ

เพราะนั้นส่วนที่มันจะทำให้เกิดความเข้าใจในธรรมนี่ ตั้งแต่กายเป็นต้นไป ...จะต้องทำให้จิตนี่ ฝึกจิตให้มันหยุดอยู่ ไม่คิด ไม่ปรุงแต่งในความคิด ไม่ปรุงแต่งเป็นอารมณ์

จนถึงกระทั่งไม่ปรุงแต่งเป็นภาษา บัญญัติ สมมุติเลย ...คงไว้แต่สภาพรู้และเห็น เป็นกลาง ...แล้วก็รักษาสภาพที่เป็นกลางรู้กลางเห็นไว้

ซึ่งธรรมเบื้องต้นเบื้องแรกที่มันจะต้องเรียนรู้คือกาย จะไปเรียนรู้ที่อื่นก่อนไม่ได้ ...เพราะกายมันเป็นแก่นธรรม มันเป็นรากฐานของธรรม มันเป็นรากเหง้าของธรรม

เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี่ ที่มันมีอยู่ ที่มันเป็นอยู่ ที่มันเกิดอยู่ รับรู้ได้อยู่นี่  มันก็รับรู้ผ่านกายทั้งสิ้น ผ่านอายตนะกายทั้งสิ้น ...มันจึงต้องมาเรียนรู้ลงที่กายเป็นหลัก

ให้จิตมันหยุดอยู่ในกรอบกาย กองกาย ปัจจุบันกายนั่นแหละ แล้วก็ค่อยสืบค้นความเป็นจริงของกาย ด้วยจิตที่แน่วแน่ ด้วยจิตที่มั่นคง...เป็นหนึ่งรู้หนึ่งเห็นไว้

ความเข้าใจ ความชัดเจนในความเป็นจริงของกาย โดยที่ไม่ต้องไปอ้างอิงภาษา โดยที่ไม่ต้องไปอ้างอิงตำรา โดยที่ไม่ต้องอ้างอิงความคิดเห็น ...มันก็ค่อยๆ เกิดความแยบคายลึกซึ้งในความเป็นจริงของกาย

ซึ่งความเป็นจริงของกายนี่ มันเป็นเพียงแค่การรวมตัวกันของสภาวะธาตุ...เป็นสภาวะธาตุที่รวมตัวกัน 

แล้วพอมันมีใจมาครอบครอง มาอยู่คู่กันกับกายที่เป็นสภาวะธาตุ มันจึงทำให้เกิดระบบของเวทนาในกายขึ้นมา ...มีการรับรู้ มีการเกิดเป็นประสาทรับรู้ทางกายขึ้น 

นี่ จากสภาวะธาตุมันก็เกิดสภาวะเวทนา ... มันมีสองสภาวะกายนี่...สภาวะธาตุกับสภาวะเวทนา

ซึ่งเมื่อหยั่งรู้ดูเห็นโดยจำเพาะลงแค่สภาวะธาตุกับสภาวะเวทนาเท่านั้น ไม่ให้จิตมันออกมาปรุงแต่ง มาเติมต่อเป็นความหมายนั้นนี้ เป็นชื่อนั้นชื่อนี้ เป็นอดีตอันนั้น อนาคตอันนี้...กับกายที่เป็นเพียงแค่สภาวะธาตุสภาวะเวทนานี่ 

มันก็จะค่อยๆ หยั่งรู้ รู้จริง รู้ตามความเป็นจริงของกายที่เป็นเพียง...ก้อนกองธาตุ ก้อนกองเวทนา

เมื่อมันจรดลง จ่อลง อยู่ในก้อนธาตุก้อนเวทนาเฉยๆ ต่อเนื่องไป ...มันก็ซึมซาบซึมซับความเป็นจริง เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง อย่างถ่องแท้

ว่ากายเป็นเพียงสภาวะธาตุ สภาวะเวทนาหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่ใครของใครแต่ประการใด ...มีการเกิดขึ้น มีการตั้งอยู่ มีการดับไปด้วยลำพังตัวมันเอง ...ไม่ขึ้น ไม่ข้อง ไม่เกี่ยวกับอะไร 

ไม่ขึ้นด้วยเจตนาแห่งเรา ไม่ขึ้นด้วยเจตนาแห่งใคร ไม่มีความหมายในตัวของมันเอง ไม่มีชื่อเรียกขานในตัวของมันเอง ไม่มีเพศในตัวของมันเอง ไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล 

นี่มันก็ค่อยๆ เกิดความกระจ่างในความจริงแท้แห่งกองธาตุกองกายนี้ ...เมื่อมันเห็นความเป็นจริงในกายด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง มันก็จะเกิดความทุเลาเบาบางจากความเห็นผิด

ที่ว่ากายนี้เป็นเรา นี่เป็นของเราอยู่ แล้วก็ยังจะเป็นของเราอีกต่อไปข้างหน้า นี่มันก็ให้เกิดความทุเลาเบาบางลงไปในความถือมั่นแบบผิดๆ

เพราะนั้นปัญญาที่มันเห็นกายตามความเป็นจริงนี่ มันจึงเป็นตัวที่เข้าไปถอดถอนสักกายทิฏฐิ คือความเห็นผิดในกาย ว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเรา

โดยที่ไม่ต้องไปคิดค้นอะไรเลย โดยไม่ต้องไปหยิบยกมาพิจารณาเป็นภาษา เป็นบัญญัติ เป็นข้อความอย่างไร 

เพียงแค่รู้เห็นกับมันตรงๆ รู้เห็นกับมันธรรมดา รู้เห็นกับมันไปด้วยความว่างเปล่าจากความคิดนึก ...ปัญญาที่แท้จริงนี่ก็เกิดขึ้นเอง

ทีนี้มันจะเกิดมากเกิดน้อย มันก็อยู่ที่ว่า ผู้นั้นน่ะเพียรพยายามรักษาประคับประคองศีลสมาธิปัญญาไว้ได้มาก-ได้น้อยกว่ากัน

ถ้ามีความตั้งอกตั้งใจ มีความเพียรพยายามที่จะทรงศีลสมาธิปัญญา ทรงความรู้ตัวไว้ ไม่ให้ห่างหาย ไม่ให้ว่างเว้น ไม่ให้หลงลืมออกไป ไม่ให้เกิดความเนิ่นช้าในการรู้เห็นกับกายปัจจุบัน

ผลที่ได้มันก็มากขึ้น ยั่งยืนขึ้น ...ความเชื่อต่อความเป็นจริงของกายอย่างแท้จริง ก็มั่นคงถาวรขึ้น เป็นความรู้แจ้งรู้จริง

พร้อมกับเกิดความบรรเทาทุกข์ขึ้น ด้วยการละการวาง ความยึดมั่นถือมั่นแห่งเรา ว่ากายนี้เป็นเรา ...มันก็เกิดความบรรเทาทุกข์แห่งเราไปพร้อมๆ กัน

ถ้าไม่มาเริ่มภาวนาที่กองกายกองธาตุนี่...เป็นอันดับแรก อันดับต้น ...มันไม่มีทางเลยที่มันจะถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นของเราได้

มันจะไปละที่จิตไม่ได้ มันจะไปดูจิต มันจะไปแก้ที่จิตไม่ได้ ...มันเห็นกายผิดจากความเป็นจริง มันก็ต้องมาแก้ที่การเห็นถูกต่อกายตามความเป็นจริง ...มันจะไปแก้ที่อื่นได้อย่างไร

เพราะนั้นถ้ายังแก้ที่ตัวนี้ไม่ได้ ถ้ายังแก้ที่ตัวกายเรานี้ไม่ได้...จะแก้ที่อื่นก่อนไม่ได้ จะไปแก้ความเห็นผิดในส่วนอื่นๆ ไม่ได้

ท่านถึงวางหลักศีลสมาธิปัญญาไว้ ว่าจะต้องอยู่ในกรอบของศีลสมาธิปัญญาเพียงถ่ายเดียว ช่องเดียวเท่านั้น ...ท่านถึงเรียกว่า เอกายนมรรค เป็นทางเอกทางเดียว

ถ้าออกนอกเส้นทางนี้ เส้นทางรู้จำเพาะกายรู้จำเพาะใจ จำเพาะกายจำเพาะใจนี่ ไม่ใช่จำเพาะจิตนะ ...ต้องเป็นรู้จำเพาะกายรู้จำเพาะใจสองอย่างเท่านั้น เป็นคู่กันอยู่เท่านั้นน่ะ

มันจึงจะรอดออกจากความคิดนึกปรุงแต่ง รอดออกจากความเห็นผิดที่เกิดจากจิตปรุงแต่ง ที่จิตมันคอยจะมาปรุงแต่งกับธรรมที่มันมากระทบกาย กระทบผ่านอายตนะ...ตลอดเวลา

ตราบใดที่จิตยังไม่หยุดการปรุงแต่ง แล้วธรรมที่มันมากระทบกาย ที่มันมีตลอดเวลา ...มันจะไม่สามารถเข้าใจสภาพที่แท้จริงของกายได้เลย 

มันจะไม่เข้าใจสภาพที่แท้จริงของธรรมนั้นๆ ได้เลย...ถ้ายังปล่อยให้จิตนี่มันปรุงแต่งอยู่ ...ท่านถึงบอกว่า ต้องจำเพาะกายจำเพาะใจเท่านั้น เรียกว่าศีลสมาธิปัญญา 

แล้วตัวศีล ท่านก็บอกอยู่แล้วว่า...ปกติกายวาจา จะต้องให้จิตมารักษาปกติกายวาจาไว้ ...รักษาก็คือมาระลึกรู้ กำหนดรู้กับปกติกายปัจจุบันกายนี่เอง


(ต่อแทร็ก 16/19  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น