พระอาจารย์
16/18 (570922D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กันยายน 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 16/18 ช่วง 1
โยม – มันเหมือนกับตอนที่เราได้ทานอะไรสักอย่างที่เราไม่เคยทานมาก่อน
พอเราได้ทานแล้วปุ๊บ เราก็ได้ว่ารู้มันเป็นอย่างไร เราก็จะรู้สึกว่าก็รู้แล้ว
เราก็จะวางมันได้ ใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – เวลากินน่ะ
เรากินที่เดียวใช่รึเปล่า เอาเข้าปากใช่มั้ย กินเข้าไปแล้วมันถึงรู้สึกว่าอิ่มน่ะ ...ก็เหมือนกันน่ะ การภาวนา
เพราะนั้นการปฏิบัติธรรม ...ที่มันออกนอกมรรคนี่ เหมือนเอาของกินนี่ไม่ได้เข้าใส่ปาก มันไปเข้าทางหูทางตา มันไม่ลงถึงปาก
มันไม่ลงถึงท้อง ...มันก็ไม่อิ่ม
การปฏิบัติที่ตรงต่อมรรคนี่ จะเป็นลักษณะอย่างนี้...ที่ทั้งหมดทั้งปวงนี่ มันก็มาลงที่นี้ แล้วมันก็อิ่ม ...คือมีความเต็มพร้อม เข้าใจ ลุล่วง
แล้วก็ไม่ว่าจะยากลำบาก เล็กน้อย
ยิ่งใหญ่อะไรขนาดไหน ...คือมันลงในช่องนี้ช่องเดียว แล้วมันแทงตลอดหมด
คือเบื้องต้นเบื้องแรกมันจะเห็นว่าการละการวางในแต่ละจิตแต่ละอารมณ์นี่
บางครั้งมันต้องอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้นบ้าง ...ต่อไปมันจะเห็นว่าไม่มีอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้นแล้ว
แค่หยุดอยู่ที่เดียวนี่
หยุดอยู่ตรงนี้ที่เดียวนี่ ...เข้าใจมั้ย หยุดอยู่ตรงที่รู้ตัว หยุดอยู่กับกาย
หยุดอยู่กับรู้ที่เดียวนี่ ทุกอย่างมันวางได้หมดเลย
แต่คราวนี้ว่า มันจะมีบางครั้งบางอารมณ์ที่ว่าหยุดอยู่ตรงนี้
แล้วมันยังวางไม่ได้ มันยังไม่หยุด ...ตรงนี้ต่างหากที่มันให้เกิดความลังเล นี่
จะเกิดความลังเลในวิธีการวาง
"เอ๊ะ ทำไมอารมณ์นั้นวางได้ มาอยู่ตรงนี้แล้วมันหยุดทันที ทำไมอารมณ์นี้มา ความคิดอย่างนี้มา
มาอยู่ตรงนี้แล้วมันไม่หยุด" ...นี่ มันเกิดความลังเล เข้าใจมั้ย
พอมันเริ่มเกิดความลังเลสงสัย พอจิตมันเกิดความลังเลสงสัยในศีลสมาธิปัญญา
คือความรู้ตัวนี่ ...จิตมันยังลังเลสงสัย ความลังเลสงสัยนี่คือกิเลสตัวหนึ่ง ...นี่ จิตออกนอกแล้ว
เมื่อลังเลสงสัย
มันจะเกิดภาวะที่ค้นหา ว่าจะวางยังไงดี มันจะหาวิธีใหม่ ใช่มั้ย ...เพราะนั้นความลังเลสงสัย มันจึงเป็นตัวที่มาทำลายศีลสมาธิปัญญาโดยตรง
และถ้ามันยิ่งไปค้นหาด้วยการคิดและจำ
วิเคราะห์ หรือไปเอากายเอาตัวนี่ไปขึ้นสำนักนั้นหาอาจารย์นี้ ถามคนนั้นถามคนนี้
มันก็จะได้ข้อมูลแปลกๆ ใหม่ๆ มาเป็นบรรทัดฐาน
ไอ้นี่เรียกว่าฟุ้งซ่าน ...นี่เกิดความฟุ้งซ่านในธรรม เกิดธรรมที่หลากหลาย เกิดศีลสมาธิปัญญาที่หลากหลาย
เกิดมรรคที่เป็นหลายเส้นทาง ไม่เป็นทางเดียวแล้ว
เพราะนั้นเราถึงบอก...ต้องเข้าใจว่า
ต้องเอาศีลสมาธิตัวนี้แก้อย่างเดียว ...จะแก้ได้ จะแก้ไม่ได้ จะวางได้ จะวางไม่ได้ จะวางลง จะวางไม่ลง ...ก็ต้องตัวนี้
คือต้องเป็นการยืนกระต่ายขาเดียว
แล้วอาศัยกำลังของศีลสมาธิปัญญาที่พอกพูนสะสมนี่แหละ ...แล้วจะเข้าใจเองว่า...แก้ได้จริงๆ
พอมันเข้าใจหรือยอมรับว่ามันแก้ได้จริงๆ
แล้วทีนี้มันจะไม่อนาทรเลย ต่อการที่จะวางได้หรือวางไม่ได้ เข้าใจมั้ย จะวางได้ลง
วางได้สนิท หรือวางแล้วได้ดับสูญเลย ...ก็ช่างมัน
มันจะวางหรือไม่วาง ก็ช่างมัน อยากจะมีก็มีไป
อยู่ห่างๆ แล้วกัน ไม่เข้าไปกับมัน ...มันจะอยู่ห่างๆ ...ความคิดก็อยู่ห่างๆ
อารมณ์ก็อยู่ห่างๆ กิเลสก็อยู่ห่างๆ
อยากมี...มีไป ถือว่าไม่ใช่ธุระ
ไม่เอามาเป็นธุระ ...นี่เขาเรียกว่ายังวางไม่ลงก็จะไม่เอามาเป็นธุระ นี่ก็คือการวางในระดับหนึ่ง
...แต่ยังไม่เป็นสมุจเฉท
แล้วก็มาอยู่อย่างนี้...มาจดจ่อกับศีลสมาธิปัญญาไป ...นีี่ พอหันหน้าไปดูอีกที "อ้าว หมดแล้วนี่ มันหายไปแล้ว" อะไรอย่างนี้ มันก็ได้เรียนรู้ไป
"เออเฮ้ย มาไม่จริงโว้ย อยู่แค่นี้
มันไม่จริงโว้ย ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย ไม่มีวิธีการอะไรด้วย" นี่ มันก็เกิดความมั่นใจในศีลสมาธิปัญญามากขึ้น
ความสงสัยในศีลสมาธิปัญญาก็น้อยลง
เห็นมั้ย มันละได้ทั้งสักกายทิฏฐิ
มันละทั้งสีลัพพตปรามาส วิธีการ ...มันละทั้งการลูบคลำในวัตรและศีลคือสีลัพพตปรามาส
มันละทั้งวิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัยในศีลสมาธิปัญญา
เห็นมั้ย มันละพร้อม...กิเลสสังโยชน์สามตัวพร้อมกันหมด ด้วยศีลสมาธิปัญญาถ่ายเดียว
เพราะนั้นวิธีวางนี่ ...ไม่มีวิธีการวางเลย มีอย่างเดียว แค่รู้อย่างนี้ แค่รู้อยู่กับตัวนี่...วางได้ๆ ...แค่รู้อยู่กับตัวนี่ แล้วจะเห็นเองว่าวางได้จริง
โยม – พอเราทำแล้ว ถึงจุดหนึ่ง
เรามีความรู้สึกว่าเราละได้ เราก็จะเกิดความรู้สึกภูมิใจ แล้วเราก็จะ...เรียกว่ามั่นใจในตัวเอง
แล้วก็ยึดถือมัน เพราะว่ามันเป็นความสุขน่ะฮะ
พระอาจารย์ – อือ
โยม – พอมันเป็นความสุขปั๊บ
มันก็เป็นกิเลสหรือครับ
พระอาจารย์ – มันก็มี ...แต่ว่าไอ้ปีติแห่งการละได้นี่
แล้วมันก็อยู่ในเรานี่แหละ แต่ว่าไอ้ตัวปีตินี่มันจะกลับเป็นตัวสนับสนุน...สนับสนุนศีลสมาธิปัญญานะ
เหมือนกับเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างหนึ่ง เรียกว่าปีติธรรม
หรือความสุขุมลุ่มลึก หรือความผ่องใส หรือความเบาใจ หรือความสบาย
นี่ถือว่าเป็นปีติธรรม ...ซึ่งมันก็ต้องอาศัยตัวนี้
แต่มันไม่ใช่หมายความว่ามันจะไปทำให้เกิดมานะว่ากูเก่งกูดีอะไรมากขึ้นนะ
แต่มันจะเป็นตัวปีติที่เกิดความว่าเราทำได้นี่ ในวิธีการนี้ ...คือให้เกิดความมั่นใจ
มันก็เหมือนกับถือตัวอย่างหนึ่งนั่นแหละ ...แต่ว่ามันถืออยู่ในศีลสมาธิปัญญา เป็นกำลังแห่งศีลสมาธิปัญญาต่อไป
แล้วทำไปเรื่อยๆ ภาวนาไปเรื่อยๆ แล้วมันจะไปลบล้างตรงนี้เอง ...ต่อเมื่อ...ที่เรียกว่าอัสมิมานะนี่ มันจะไปลบตรงที่...หมดสิ้นซึ่งตัวเราแล้ว
ด้วยศีลสมาธิปัญญาที่อาศัยปีติเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้เกิดกำลังใจภายใน
ยึดมั่นและถือตัวว่าทำถูกทำใช่แล้วนี่ ...มันจะไปสนับสนุนให้เกิดความเข้าไปละตัวมันเองอีกทีหนึ่ง ...ที่เรียกว่าไปละอัสมิมานะ
เพราะนั้นตัวอัสมิมานะ...ก็คือพระอรหันต์ถึงจะละได้ ...เพราะนั้นมันก็มีมานะอยู่ในตัวอย่างนี้ตลอด มีมานะอยู่ในศีลสมาธิปัญญา
แต่มันจะไม่เอามานะนี่ หรือความที่เรียกว่าตรงชอบต่อศีลสมาธิปัญญานี่
ไปข่มเหงข่มขู่ใคร
โยม – ก็จะมีบางท่านที่เขาทำ
ไม่ว่าที่ถือศีลสมาธิปัญญา ปฏิบัติธรรมมาก
พอถึงขั้นหนึ่งแล้วเขาก็จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมาก แล้วก็จะมีทิฏฐิน่ะครับ
อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไรครับ แล้วก็จะมีวิธีแก้อย่างไร
พระอาจารย์ –
อย่างนั้นไม่เรียกว่าศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง อย่างนั้นเรียกว่าสีลัพพตปรามาส ...มันยังไม่เข้าถึงศีลสมาธิปัญญาตัวแท้
ถ้าอย่างที่เราบอกนี่ รู้กับตัวไว้นี่
จะไม่เกิดอาการอย่างนั้นเลย ...แต่ถ้าผู้ที่เกิดอาการอย่างนั้นนี่ แปลว่ายังเข้าไม่ถึงศีลสมาธิปัญญาตัวแท้จริง
เพราะนั้นอาการที่ออกมาทั้งหมดนี่
ออกมาจากสีลัพพตะ ...คือเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในข้อวัตรของตัวเองอยู่...ว่าถูกว่าใช่
...แต่ไม่ถูก ไม่ใช่จริง เข้าใจมั้ย
แต่ผู้ยึดมั่นถือมั่นในศีลสมาธิปัญญาจริงนี่
จะไม่แสดงอาการวาจาอย่างนั้นเลย ...มันมีแต่จะเป็นไปเพื่อละ และเท่าทันการกระทำคำพูดทุกอาการเลยที่จะออกมาจากตัวนี้
โยม – ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นกับเราเอง
เราจะทดสอบหรือพิสูจน์ได้ยังไงครับว่าเรากำลังยึดมั่นสีลัพพตะอยู่
พระอาจารย์ – มันออกนอกความรู้ตัวแล้ว
เข้าใจมั้ย ทุกอย่าง ทุกการกระทำคำพูดทั้งหมดน่ะ มันออกนอกความรู้ตัวมาแล้ว
เมื่อใดที่รู้ตัวจะไม่มีการกระทำคำพูดนั้นๆ ...มันพิสูจน์ได้มั้ยล่ะ
เข้าใจมั้ย แค่คิดนี่มันออกนอกตัวแล้ว เห็นมั้ย
แค่คิดว่า “ถ้าผมเป็นอย่างนี้”
นี่คือคิดแล้ว ออกนอกแล้วใช่มั้ย ออกนอกการรู้ตัวใช่มั้ย
ความรู้ตัวไม่อยู่ชัดแล้วใช่มั้ย ...ไอ้นี่ผิดแล้ว
เห็นมั้ย นี่ยังไม่ต้องทำนะ
แค่คิดก็ผิดแล้ว ...ก็สอบได้เลยว่า มันกำลังจะไปเกิดสีลัพพตะแล้ว ก็รีบกลับมาสิ ...เห็นมั้ย พอกลับมา ความคิดนี่ก็หยุด ...ถ้าความคิดนี้หยุด การกระทำคำพูดจะหยุดมั้ย
โยม – หยุดครับ
พระอาจารย์ – เออ
เห็นมั้ยว่า ตัวศีลตัวนี้...ที่ยึดมั่นถือมั่นในศีลอย่างนี้ มันจะไม่ก่อให้เกิดสีลัพพตะที่คนอื่นจะรับรู้ได้เลย เพราะมันจะเป็นไปเพื่อขัดเกลาตัวมันเองถ่ายเดียว ...จึงเรียกว่าศีลอันแท้จริง
เพราะนั้นท่านที่เข้าถึงศีลนี้ ก็คือพระโสดาบันขึ้นไป ...ท่านจะไม่มาแอบอ้างอวดโอ่ตัวเองหรอก แล้วก็ไปเที่ยวจับผิดคนนั้นคนนี้ ...เพราะแค่จิตคิดขึ้นมานี่
เป็นอกุศลขึ้นมาแค่นี้ ...ท่านทันแล้ว
ท่านรู้เลยว่ามันออกนอกศีลแล้ว
มันออกนอกกายใจปัจจุบันแล้ว ...ท่านทัน ท่านรีบละเลย หรือยังละไม่ได้ วางไม่ลง ท่านก็วางไว้...ไม่ทำตามมัน ...ท่านก็อยู่ตรงนี้ นี่คือหน้าที่ของผู้ที่รักษาศีลเลย
เพราะนั้นท่านจะรักษาศีลตัวนี้เท่าชีวิต
เทียบเท่าชีวิตเลย ...เพราะนั้นกายวาจานี่ ไม่มีหรอก ที่จะไปกัด หรือไปเหยียบย่ำ
หรือไปย่ำยีความรู้สึกใครเลย...โดยเจตนาเลยนะ โดยเจตนาไม่มีเลย
แต่ถ้าโดยสันดานนี่...ไม่แน่ เข้าใจมั้ย
สันดานคือวาสนา ...เช่นวาสนาอย่างของเรานี่ พูดแรง พูดดัง พูดหยาบ อันนี้มันเป็นสันดาน
เป็นวาสนา...เป็นวาสนาบารมี
คือวาสนาที่เกิดจากการกระทำซ้ำซาก ถือว่าอุปวาสนา เป็นอุปนิสัย ...ซึ่งอุปนิสัยอุปวาสนาลักษณะอย่างนี้ มันเปลี่ยนไม่ได้ แก้ไม่ได้ แต่โดยเจตนาไม่มี
เข้าใจมั้ย
แต่ความมั่นคงในตัวของตัวเองจะมีอยู่ว่า
ไม่ได้โดยเจตนาเลย เป็นไปโดยอุปวาสนา หรือบางท่านบางองค์อาจจะอุปวาสนาลุกลี้ลุกลนก็ได้ แต่โดยเจตนาไม่มี ...คือมีเจตนาอยู่ในศีลตลอด
ซึ่งตัวนี้ไม่มีใครวัดได้หรอก เข้าใจมั้ย ...เพราะนั้นอย่าไปมองคนอื่น
จนกว่าจะเรียกว่าผีเห็นผี ท่านจะรู้เอง ...คือถึงจะให้วางตัวแบบผ้าพับไว้แสดงธรรม
กูก็รู้ว่าไม่ใช่
คือมันมี...เหมือนมันมี sense ต่อกัน ...คือมันเป็นกระแส จิตมันเป็นกระแส มันมี sense มันมีกระแสที่มันรับ
แล้วมันเป็นคลื่นแทรก แล้วมันไม่เป็นคลื่นเดียวกัน มันจะเกิดความกระดักกระเดิด
นี่คือเซ้นส์
ต่อให้รูปลักษณ์ ต่อให้การกระทำคำพูด
ต่อให้เนื้อธรรมที่แสดง จะดูดี ดูตรง ดูเหมือน ดูใช่ แต่ท่านก็ยังรู้ว่าจิตนั้นไม่ใช่ ...มันเป็นเซ้นส์ที่ไม่สามารถพูดได้ และท่านก็ไม่พูด เพราะว่าไม่รู้จะพูดไปทำไม
ตราบเท่าที่การแสดงธรรมนั้นยังไม่บิดเบือนจนเกินไป
เข้าใจมั้ย ถ้าธรรมที่กำลังแสดงจากบุคคลนั้นๆ น่ะ ไม่บิดเบือนหรือทำการหักล้างกับศีลสมาธิปัญญาแบบผีไม่เผาอ่ะ
ยกเว้นเสียว่า ไปแสดงธรรมแบบกระทำหักล้างแบบผีไม่เผา ...อันนั้นน่ะท่านก็ทนอยู่ไม่ได้ ...เพื่อจรรโลงพระศาสนา เพื่อดำรงไว้ซึ่งศีลสมาธิปัญญาที่ถูก ท่านถึงจะทำหน้าที่นั้นขึ้นมา
แต่ตราบใดที่ยังกล่าวอ้างธรรมอยู่แล้วยังไม่ได้บิดเบือนธรรม
หรือว่าลบหลู่ธรรมแห่งศีลสมาธิปัญญาให้เกิดความเห็นผิดแผกแตกต่างไปจากพ่อแม่คือพระพุทธเจ้าแล้ว
ถึงแม้จะเห็นว่ามีส่วนที่เป็นโทษเจือปนอยู่ก็ตาม
ท่านก็จะไม่ไปก้าวก่ายสักเท่าไหร่ ...นี่คือวิสัยของอริยะ...อันไหนมีประโยชน์มาก...มากกว่าโทษ ท่านก็ยังเอาไว้
เพราะว่าท่านเข้าใจสภาวะโลกดี
เข้าใจกิเลสคนในโลกดีว่า...ถ้ามาบีบเค้นคาดคั้นเอาแต่แก่นธรรมล้วนๆ น่ะ อยู่ไม่ได้
ไม่มีคนฟัง จะเอาแต่ศีลสมาธิปัญญาล้วนๆ เลยนี่ สำนักนั้นไม่เจริญ ...นี่ในยุคนี้นะ
(ต่อแทร็ก 16/18 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น