พระอาจารย์
16/18 (570922D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กันยายน 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – นี่แหละ
การภาวนามันก็มีอยู่แค่นี้แหละ ... แล้วนี่...ฟังแล้วเข้าใจมั้ย
โยม – เข้าใจครับ
พระอาจารย์ – เพราะว่าหน้าที่การงาน
การเรียนดนตรีการสอนดนตรีอะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องของจินตนาการ
มันจะต้องใช้การปรุงแต่ง เพ้อฝัน แล้วก็ต้องสนับสนุนให้สร้างความเพ้อฝัน
สร้างจินตนาการ ...มันลำบากหน่อย
โยม – แต่จริงๆ
แล้วชีวิตของผมก็ไม่ได้เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาทำงานอย่างนี้
แต่ว่าด้วยความจำเป็นแล้วก็ด้วยอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ
ก็เลยทำให้เราต้องมาทำงานตรงนี้
แล้วผมเองก็ไม่ได้มีความสุขกับการทำงานในอาชีพนี้เลย
ซึ่งเป้าหมายในอนาคตของผมก็คืออยากจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
หรืออาจารย์ที่จะสอนเด็กสอนคนอื่นให้มีความรู้
ก็จริงๆ มาหาท่านนี่ก็ได้ความรู้สึก ...จริงๆ ก็เรียกว่าไม่ได้รู้จักตัวเองมากนักนะครับ แล้วก็ละเลยการปฏิบัติธรรมเยอะ แล้วบวกกับอาชีพที่ทำอยู่นี่ ทำด้วยความจำเป็นเพราะว่าเป็นอาชีพ
แต่ว่าไม่ได้เป็นความสุขของเราจริงๆ ...ก็รู้สึกอึดอัดใจ รู้สึกทรมานจิตใจเหมือนกัน
พระอาจารย์ – นั่นแหละ
ให้รู้ตัวเองไว้ ...ก็ให้รู้ไว้ แล้วก็ใช้เป็น
หน้าที่การงานก็ใช้ไป ...แต่เมื่อใดที่มันออกจากหน้าที่การงาน
ในระหว่างวัน ในระหว่างที่ไม่ได้พบปะใคร มันก็ต้องกลับมาสำรวม ไม่ไปจินตนาการต่อ
สำรวมจิตให้เป็นหนึ่งอยู่กับกาย นั่ง...รู้ ทำความรู้กับนั่ง
ทำความรู้สึกกับการนั่ง อย่างเดียว ถ่ายเดียว ไม่คิดนึก ไม่คิดน้อย ไม่คิดถึงคนนั้น
ไม่คิดถึงคนนี้ โดยเจตนา
ให้มันมีเจตนาเดียวลงที่กาย ให้รวมเจตนาลงที่กาย
ลงที่รู้กับกายที่เดียว เจตนาจะไปคิดนี่ไม่ต้องไปเจตนา ...แต่ไอ้ความคิดโดยไม่เจตนามันก็มี
อารมณ์โดยไม่มีเจตนาอาจจะมี
แต่อย่าไปหงุดหงิดงุ่นง่านกับมัน ...ให้มันมุ่งเอาเจตนานี่
ให้มันแน่วแน่ในเจตนาแห่งกายไว้ ...นี่เรียกว่าการเจริญรักษาศีล ด้วยเจตนา
โยม – ก็เป็นคนที่จริงจังกับการทำงานมาก เป็นคนที่ตั้งใจทำงานมาก
ก็เลยทำให้เราเป็นคนที่มีความเครียดค่อนข้างเยอะครับ แล้วก็สุขภาพก็ไม่ค่อยดี
พระอาจารย์ – ความตั้งใจอย่างนี้เขาเรียกว่ายึดมั่นถือมั่น
เราไม่เรียกว่าตั้งใจจริง
ถ้าตั้งใจเป็นน่ะ ในการทำงานนี่
มันทำแล้วมันจะไม่หวังอะไร ไม่คาดหวัง แต่ว่าทำด้วยความตั้งใจ ...จะไม่คาดหวังในการทำนั้นเลย
แต่ว่าจะทำอย่างดีที่สุดแล้ว ด้วยความตั้งใจ
แต่ถ้าตั้งใจไม่เป็น อย่างนี้
จะเป็นการทำแบบยึดมั่นถือมั่น ...ถ้ามันทำแบบยึดมั่นถือมั่นแล้วนี่ จะเครียด
เพราะว่าผลอาจจะไม่ได้ดั่งที่เราทำ หรือไม่เหมือนอย่างที่เราโปรเจ็คท์ไว้ ...มันจะยึด มันมีความยึดว่า
อุตส่าห์ทุ่มเทเต็มที่แล้ว ทำไมไม่ได้อย่างนี้ แล้วมันก็จะพยายามทำให้ได้ขึ้นมาอีก ...นี่เขาเรียกว่ายึด
แต่ถ้าตั้งใจทำจริงๆ นี่ มันจะทำพร้อมกับความปล่อยวาง...ว่าดีแล้ว ...ผลจะได้อย่างไร ยอมรับสภาพ ....มันได้เท่านี้ก็ต้องเท่านี้
แต่ถือว่าทำดีแล้ว
ตั้งใจทำดีที่สุดแล้ว แต่ผลอาจจะไม่อย่างที่เรานี่ไปตั้งเป้าไว้ ...นี่เรียกว่าทำพร้อมกับวาง นี่คือเรียกว่าตั้งใจจริงๆ
ถ้าตั้งใจยังไม่เป็น
มันจะตั้งไปพร้อมกับความยึด มีความยึดถือไปในตัว ...เพราะนั้นถ้าทำไปด้วยความยึดไปในตัวนี่
ถ้ามันสำเร็จดังที่มันตั้งใจทำ ...ผลที่ได้คือมานะ
มันจะมีมานะติดตัวไป ว่ากูเก่ง กูดี
ทำแล้วคนอื่นต้องเชื่อ ...นี่มันจะมีมานะ ถ้าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นนี่ ...มันจะมีผลเสียอยู่ในตัวของมันเอง
เพราะนั้นการปฏิบัติธรรมจริงๆ
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ละวางหน้าที่การงานอะไรเลย ...แต่ท่านสอนว่าให้ฉลาด ให้มีปัญญา
แล้วงานภายในก็เพียบพร้อม ภายนอกก็สมบูรณ์
แล้วเมื่อถึงเวลาถึงที่แล้ว ...มันก็จะมีเหตุปัจจัยสนับสนุนให้มันมุ่งแต่งานภายในล้วนๆ
ไปเอง
ทีนี้ความตั้งใจต่อหน้าที่การงานภายนอก
มันก็ไม่ได้ออกไปส่งกำลังตั้งใจอะไรหรอก ก็ทำไปแบบตามอัตภาพ
แต่มันจะทุ่มเทความตั้งใจมาสู่จุดนี้มากขึ้นเอง
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุ่มเทมาตรงนี้ถ่ายเดียวแล้วภายนอกมันจะเละเทะนะ...ไม่ใช่ ...มันจะเป็นไปตามอัตภาพ...สมดุล มันจะเป็นสมดุล ไม่เกินจริง
ไม่เป็นไปตามความอยากแห่งเรา ความไม่อยากแห่งเรา
นั่นน่ะจะเรียกว่าสมดุล ...ทีนี้พอมันสมดุลแล้ว
อย่ามาเอาคนอื่นเป็นตัววัดนะ จะเอาคนอื่นมาเป็นตัววัดไม่ได้นะ ...เพราะเอากิเลสมาเป็นเครื่องวัดไม่ได้
ความคิดความเห็นของแต่ละบุคคลนี่...กิเลสล้วนๆ มันเป็นตัวบอกชี้ถูกชี้ผิด ว่าดีร้าย ...แล้วไปฟังคำครหานินทาเหล่านี้น่ะ ก็เสร็จอีก
จะต้องไปเอากิเลสแห่งเรานี่เข้าไปประกอบกระทำอีก
แต่ถ้ามันมีปัญญาแล้ว มันจะทำด้วยสมดุล ...แล้วมันก็ไม่สนใจคนที่เอากิเลสมาเป็นตัวตัดสิน เอาความเห็นของตัวเองมาเป็นตัวตัดสิน
โยม – มันทำให้เราเกิดความรู้สึกลังเลด้วยครับ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ
เพราะนั้นคนที่ชี้แนะบอกกล่าวนี่ ถามว่าเป็นพระอรหันต์รึเปล่า ...ถ้าเป็นพระอรหันต์ท่านไม่พูดหรอก ท่านก็บอกว่าดีแล้ว
โยม – แต่ถ้าเป็นคนที่เราเคารพน่ะครับ
ต้องทำตามเขา
พระอาจารย์ – นั่นแหละ คือโยงใย...เป็นกิเลสที่เราไปให้ค่ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ เป็นผู้ที่เคารพ ...นี่คือการให้ค่าไว้
แล้วมันเป็นพันธนาการ ที่เราจะต้องอยู่ใต้อำนาจแห่งพันธนาการ
ไม่เป็นอิสระแห่งเรา
แห่งความที่จะเป็นไปตามความไม่อยาก ความอะไรที่เราไม่ได้อยากอย่างนั้นเลย แต่มันต้องถูกพันธนาการแห่งจิตกิเลส
แห่งเราน่ะ ...เห็นมั้ย นี่คือการที่ว่า...ดิ้นไม่หลุดน่ะ
แต่ถ้ามันถอนมาอยู่ภายในจริงๆ ล้วนๆ นี่
มันจะหมดสิ้นซึ่งความเคารพอย่างนี้เลย ...เหมือนกับจะไม่เกรงใจโลก ไม่เกรงใจธรรม
ไม่เกรงใจต่อโลก ไม่เกรงใจต่อธรรม
เพราะอะไร ...เพราะมันจะรู้ด้วยตัวของมันเองว่า ไม่ใช่ด้วยความล่วงเกิน
ไม่ใช่ด้วยความละเมิดในธรรมหรือโลก แต่มันเป็นสมดุลแล้ว ...เพียงแต่จิตเขาไม่สมดุลเอง
แล้วเขารับไม่ได้ แค่นั้นเอง
แต่มันจะต้องมีความอาจหาญในศีลสมาธิอย่างยิ่ง
มันถึงจะทานทนต่อกระแสโลก ...และถ้าจะเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ที่สุด
หมายความว่ามันจะตัดสิ้นซึ่งสัมพันธภาพ
คือไม่ใช่ว่าตัดภายนอกนะ ...แต่ตัดที่จิตนี่ไม่เข้าไปหมายมั่น ในความสัมพันธภาพเรื่องผู้ที่เคารพ
ผู้ที่ต่ำกว่า สูงกว่า ผู้ที่มีพระคุณ ผู้ที่มีการเกื้อกูล ผู้ที่น่านับถือ...ไม่มี
มันจะตัดความสำคัญตรงนั้นออก ....แต่ความเคารพนบนอบมีตามปกติในรูปแบบของกายวาจา แต่ภายในนี่มันจะไม่ไปเน้นขนาดนั้น
นี่คือว่าอยู่ด้วยปัญญา มันจึงจะอยู่เหนือโลกได้
ไม่อยู่ใต้โลก ...แต่ตอนนี้พวกเราอยู่ใต้ เพราะเราไม่มีปัญญาเหนือโลก ...ถึงเหนือได้ก็เป็นบางครั้ง
สุดท้ายก็ถูกโลกพลิกกลับมาทับให้ต้องมาข้องกับสัมพันธภาพที่เราไปค้าง
ไปข้องไว้...ทั้งคนที่รัก ทั้งคนที่ชัง ทั้งคนที่ดี
ทั้งคนที่เลว ...นี่จิตมันไปให้ค่าไว้ แตกต่างกัน
เพราะนั้นการกระทำคำพูดของคนที่จิตมันไปให้ค่าไว้
จึงมีผลต่อจิตเราไม่เหมือนกัน ...นี่คือโยงใยแห่งกิเลสทั้งหมดเลย มันซับซ้อนมาก
เพราะนั้นจะไปพิจารณาละๆ ตัดๆ
เป็นตัวๆ แต่ละเรื่องแต่ละคนนี่...ไม่ได้ เข้าใจรึเปล่า ...เกิดมาละทีละตัวๆ
ล้านชาติยังละไม่หมดเลย
ท่านให้มารวมจิตเบ็ดเสร็จอยู่ตรงนี้ก่อน
ทำความแจ้ง รู้จริงรู้แจ้งในกองกาย ว่าเป็นเราของเราหรือไม่ อย่างไรก่อน ...ให้รู้แจ้งก่อน มาทำบทนี้ให้แจ้งก่อน
แล้วมันจะค่อยๆ
กระจายลึกซึ้งไปในธรรมแวดล้อม ...ที่ว่าไม้ขีดก้านเดียวนี่เผาป่าได้ทั้งป่า...คืออย่าให้มีเชื้อนะ แค่จุดที่ตรงนี้ที่เดียว ไปหมด กระจาย ลามเหมือนไฟลามทุ่งไปหมดเลย
ปัญญามันจะครอบคลุมสามโลกธาตุ ...เพราะนั้นตัวเหตุแห่งปัญญาขั้นที่เป็นมหาปัญญานี่ จุดตั้งต้นของปัญญานี่...อยู่ตรงนี้
อยู่ตรงกายใจปัจจุบัน อยู่ที่ศีลในปัจจุบันนี้เอง
ท่านถึงบอกว่าศีลนี่คือรากฐาน
รากเหง้าของการปฏิบัติ ...ไม่ใช่ศีลวิรัติ ศีลเป็นข้อๆ ...แต่คือศีลกายนี่
ศีลปัจจุบันกาย ก้อนศีล ก้อนความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งนี่ เป็นพื้นฐานรากเหง้าของการปฏิบัติธรรมเลย
ถ้าปราศจากจุดนี้เป็นจุดยึดโยงในการปฏิบัติแล้วนี่ ...ถือว่าการปฏิบัตินั้นน่ะ อยู่ในภาวะที่เรียกว่าค่อนข้างจะล้มเหลว กลับกลอกและวกวน
จะเกิดภาวะกลับกลอกและวกวน ไม่ลุล่วง ไม่โดยตลอด
แต่ถ้าเอาตัวศีลสมาธิปัญญาอย่างที่เราอธิบายนี่เป็นบาทฐาน
มันจะเกิดความลุล่วงในธรรมไปโดยตลอด ตั้งแต่หัวจรดท้าย ยันปลาย จนสุด...ไม่มีติดค้างข้องคาตรงจุดใดจุดหนึ่งเลย
แล้วมันจะรุดหน้าไปถ่ายเดียว ...คือเป็นไปเพื่อออกจากความเป็นเรา เป็นไปเพื่อออกจากความวกวนในโลก
เป็นไปเพื่อออกจากการเกิดและการตายซ้ำซาก
มันจะไปในเส้นทางนี้โดยตลอดเลย
ไม่มีคำว่าแวะค้าง พักค้าง ข้องคาอยู่จุดใดจุดหนึ่ง สเตชั่นใดสเตชั่นหนึ่งเลย ...นี่คือลุทางโล่ง ทางล่วง ลุล่วงตลอดสาย เรียกว่ามรรค
ไม่มีอะไรมาขัดขวางเลย ไม่มีอะไรเป็นเครื่องข้องคาอยู่ได้เลย ...มันจะผ่านตลอด ไม่ว่าธรรมนั้นจะยากลำบากขนาดไหน บุคคลนั้นจะยากลำบากขนาดไหน
ความเป็นไป การกระทำคำพูดของโลก
เหตุการณ์ในโลก สภาวะบุคคล คำพูดการกระทำของบุคคลที่ว่ายากลำบากขนาดไหน ...มันลุล่วงได้หมด
บอกให้เลย
ตลอดทั้งความเป็นไปในขันธ์นี้
เวทนาในขันธ์ เวทนาในกายนี้ จนถึงความดับสลาย...ที่สุดยอดแห่งเวทนา
คือความดับของกายนี้ ก็ยังข้ามผ่าน มองผ่านด้วยความเป็นกลาง เฉยๆ
ยิ่งอยู่ด้วยกำลังอำนาจแห่งมรรคนี่
ศีลสมาธิปัญญา ...มันไม่ติดค้างข้องคาหรือว่าหวั่นไหวไปกับธรรมใดธรรมหนึ่งเลย ...วางได้เหมือนกับวางกระดาษลงพื้น มันไม่มีอะไรเป็นของหนักเลย
(ต่อแทร็ก 16/19 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น