วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/18 (3)


พระอาจารย์
16/18 (570922D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กันยายน 2557
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/18  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  แต่ที่เราบอกและสอนนี่...คือศีลสมาธิปัญญาล้วนๆ ...เพราะเราไม่มีวัดให้เจริญ เราจึงพูดได้ ไม่เกรงใจใคร เพราะไม่มีสังกัด มีสังกัดเดียว...ถือศีลสมาธิปัญญาเป็นสังกัด 

นี่ ถือศีลสมาธิปัญญาเป็นสังกัด เพื่อทำความชัดเจนเท่าที่จะทำได้ ...ไม่อย่างนั้นน่ะ ศีลสมาธิปัญญาที่จะถูกกล่าวขานกันต่อไปในภายภาคหน้านี่ จะเฉไฉ บิดเบือนไป...มากขึ้นๆ ไปตามอายุเวลา

เหมือนกับที่เห็น...อย่างพระสมัยนี้ ยังเอาศีลมาเป็นเครื่องทิ่มแทงกันอยู่เลย ยังทะเลาะกันไม่เลิกเลยเรื่องศีลกี่ข้อ ...กลายเป็นว่าศีลนี่กลับกลายมาใช้ทิ่มแทงกัน

ทั้งที่พระพุทธเจ้าบอกว่าศีลนั้นคือเครื่องมือประหัตประหารกิเลส ....แต่เดี๋ยวนี้มันกลับเอาศีลมาเป็นการประหัตประหารอาจารย์แต่ละสำนัก ว่าใครถูกกว่า ใครผิดกว่า

นี่ขนาดแค่ พ.ศ. นี้  ยังไม่ทันหมดสิ้น...ใกล้สิ้นอายุพระศาสนาจะหมดนะ ...ความบิดเบือนในศีลนี่ เป้าประสงค์ที่แท้จริงแห่งศีลนี่ ยังแสดงถึงขนาดนี้

จนมีการแบ่งกลุ่มแบ่งพวก แบ่งกันมาตั้งแต่มหานิกายกับธรรมยุต แล้วในธรรมยุตก็ยังมาแบ่งกันต่ออีกว่า พระปฏิบัติ พระไม่ปฏิบัติ ...แล้วก็จะแบ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนมองหน้ากันไม่ติดน่ะ

เพราะว่าถือศีลไม่เสมอกันนี่แหละ เหมือนศีลไม่เท่ากัน หรือศีลไม่เป็นอันที่ยอมรับในหมู่เดียวกัน ...นี่ กลายเป็นแตกแยกแตกระแหงกันเพราะศีลนี่เลย

ทั้งๆ ที่ว่า สีเลนะ สุขติง ยันติ ... สีเลนะ โภคะ สัมปะทา ... สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ...พระพุทธเจ้าบอกอย่างนี้เลยนะ...ศีลเป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อโภคทรัพย์ เป็นไปเพื่อนิพพาน

แต่ไม่เห็นมันเป็นไปอย่างนั้นเลยน่ะ...เดี๋ยวนี้ ...มันเป็นไปเพื่อแตกแยก เป็นไปเพื่อดูดีดูเก่งกว่ากัน  เป็นไปเพื่ออวดญาติโยม เป็นไปเพื่อให้คุณค่าของตัวเองสูงกว่าคนอื่น ...นี่มันเป็นอย่างนี้

เพราะนั้นการถือศีลแบบนี้...ถ้าไม่เรียกว่าสีลัพพตปรามาส จะมาเรียกว่าศีลในองค์มรรคได้อย่างไร ...ก็ผลมันก็เห็นอยู่เต็มตาว่าเป็นไปเพื่ออะไร กลายเป็นเอาศีลมาเป็นเครื่องประจานตัวเองรึเปล่า

นี่เอาศีลเอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาประจานกิเลสตัวเองกันรึเปล่า ...ทั้งๆ พระพุทธเจ้าบอกให้รักษาศีลเพื่อประหารกิเลสของตัวเจ้าของ ไม่ใช่เอาศีลมาประหารกิเลสคนอื่นอย่างนี้

แต่ถ้ามันรักษากายใจให้เป็นหนึ่งในปัจจุบันนี่ ...จิตมันจะออกไปประหัตประหาร ไปคิดเรื่องราวคนอื่นถูกผิดได้ยังไง จิตมันจะออกนอกศีลได้ยังไง

ก็จิตมันรักษาศีลจำเพาะตัวมันเองอยู่นี่ ...มันจะไปเบียดเบียนคนอื่นได้อย่างไร  มันจะคิดถูกคิดผิด หาถูกหาผิดของคนอื่นได้อย่างไร

เพราะจิตมันถูกจำกัดอยู่ในกองกายนี้ รู้อยู่ตรงแค่นี้  ถ้าจะคิดก็คิดวนเวียนอยู่ในกองก้อนนี้ ...นี่เรียกว่ารักษาศีลจนว่า...ผู้ใดมีศีล ผู้นั้นไม่เบียดเบียน

เพราะนั้นที่พูดเยอะ เพราะศีลน่ะเรื่องใหญ่ ...เราต้องพูดแต่เรื่องศีลนี่ เพราะผู้ปฏิบัติเกือบจะทุกคนเลย มันขาดศีล...แต่เข้าใจว่ามีศีลอยู่

เพราะนั้นการปฏิบัติธรรม...มันจึงเป็นลักษณะเหมือนกระเชอก้นรั่ว เหมือนเติมน้ำแล้วไม่มีวันเต็มตุ่ม เพราะมีรอยแยกรอยแตกอยู่ใต้ตุ่ม

แล้วอย่างนี้มันจะเอากำลังแห่งศีล เอากำลังแห่งสมาธิ เอากำลังแห่งปัญญาอย่างไรเล่า...มาต่อกร ต่อต้าน ต่อสู้ ตั้งรับ ตั้งรู้ ทำลายกิเลสได้

แต่การที่เรามาพูดเน้นย้ำเรื่องศีล เหมือนเราสอนให้อุดรอยรั่วของตุ่มของไห ไม่ให้มันรั่วไหลออก จะได้ตักตวงเก็บน้ำไว้ใช้ ชำระปัดเป่าสิ่งโสโครกสิ่งเจือปนในขันธ์ในกาย ให้มันเหลือแต่กายเหลือแต่ใจอันบริสุทธิ์ไร้มลทิน

ไม่ใช่ว่าภาวนากันมาสิบ-ยี่สิบปี หาน้ำไว้ใช้สักหยดยังไม่มีเลย ...แต่กลับไปสร้างแต่วาจาที่สามหาวในธรรม ทิ่มแทงผู้อื่น ...นี่ ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติตรงต่อศีลสมาธิปัญญาเลย 

ดูเอาก็รู้ ...เหมือนพระปูนปลาสเตอร์ปิดทองน่ะ ไม่ใช่พระทองแท้  หรือเดี๋ยวนี้มันไม่ปิดทองแล้ว มันเอาแต่สีทองทาทับ ง่ายดี ...ไม่ใช่ของแท้ ไม่ใช่ทองแท้

กว่าจะรู้ว่าเป็นทองแท้นี่ ต้องไปจับ ต้องไปยกดู ต้องไปเอานิ้วขูดดูสักหน่อย ถึงจะเห็นจะรู้ว่า...ทองแท้ หรือข้างในเป็นปูนปลาสเตอร์ หรือไม้ หรือกระดาษ

เพราะนั้นทุกครั้งที่มีการรู้ตัว รู้ว่ากายนี้กำลังอยู่ในท่าไหน รู้ถึงความรู้สึกที่กำลังเป็นไปอยู่ในกาย ตรงนี้เดี๋ยวนี้ ...ขณะนั้นน่ะ เรียกว่าพรั่งพร้อมด้วยศีลสมาธิปัญญาแล้ว ...จำหลักนี้ไว้เลย...ประจำการปฏิบัติ 

แต่ถ้าเมื่อใดที่นั่งหลับหูหลับตา แล้วไม่มีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ท่ามกลางการหลับตานั้น แม้จะอยู่ในท่านั่งสมาธิสองชั้น สมาธิเพชรก็ตาม ...ก็ผิดจากศีลสมาธิปัญญาแล้ว

หลวงพ่อเทียนบอกว่า จะไปนั่งหลับตาทำไม เดี๋ยวขโมยมันขึ้นบ้านแล้วไม่รู้  ลืมตายังเห็นว่าขโมยเข้าบ้าน ท่านบอกอย่าไปหลับตานะ เดี๋ยวขโมยมันขึ้นมาแล้วมองไม่เห็น ...นี่หลวงพ่อเทียนท่านอุปมาอุปไมย 

เพราะหลับตาแล้วมันจะทิ้งกายหายไปเลย มันจะมุ่งไปสู่ความสงบ มุ่งไปสู่อารมณ์ที่มันชอบ ...แล้วอารมณ์ที่มันชอบ หรือความสงบนี่ ก็คือความปรุงแต่งของจิตเรา ...มันออกนอกกาย ออกนอกศีลหมดน่ะ 

ถ้าออกนอกกายออกนอกศีล...ก็ออกนอกธรรม ออกนอกเส้นทางเข้าไปสู่ความเป็นจริงแห่งธรรม ออกนอกเส้นทางแห่งธรรมที่จะเป็นไปสู่ความบรรลุธรรม บรรลุถึงความเป็นจริงแห่งธรรมนั้นๆ

เพราะนั้น ถ้านั่งแล้วมันปวดรู้ว่าปวดอยู่อย่างนี้...ดีกว่านั่งแล้วไม่ปวดแต่สงบนิ่งหาย บอกให้เลย

ถ้าให้เลือก เรากลับเลือกว่า...ปวดดีกว่า แล้วมาทนอยู่กับความปวด แล้วก็ดูกิเลสที่มันแหกปากร้องแรกแหกกระเชิงอยู่ท่ามกลางความปวดนั้นว่ามันจะเอาอะไร ...นี่ มันยังเห็นนะ

แต่ถ้าไปอยู่ในความสงบ นิ่ง หายไป เจอความสงบแล้วหายเลย ...กิเลสก็หายหัวไปหมดน่ะ บอกให้ เหมือนไม่มีกิเลสอยู่ตรงนั้นเลย

แต่ท่ามกลางความปวดนี่ กิเลสนี่มัน...อื้อหือ เต็มสามโลกธาตุเลย ...แบบว่า “กูจะเอาไงดีวะๆ ทำไมเป็นอย่างนี้วะๆ แล้วจะทำยังไงดีวะเนี่ย” 

มันจะมีความคิดนึกปรุงแต่งออกมามากมาย ความอยากแห่งเรา ความปรารถนาแห่งเรา ความหมายมั่นในตัวเรา ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน มันออกมาเต็มไปหมดเลยน่ะ

นี่ ก็จะได้เห็นหน้าค่าตามันชัดๆ ...ว่ากำลังนั่งนอนยืนกินอยู่กับกองกิเลส หรือว่านั่งนอนยืนกินอยู่กับกองธรรม...มันจะได้ฆ่าได้ถูกตัวหน่อย ...จนฆ่ากิเลสหมดสิ้น คงไว้แต่ธรรม...กายธรรมกายธาตุน่ะ คงไว้แค่นั้น

ต่อไปนั่งแล้วมันก็...ปวดก็ปวด ไม่มีกิเลสเพ่นพ่าน ...ความอยาก ความไม่อยาก ความคิดนึกปรุงแต่ง กายอดีต กายอนาคต ความปวดข้างหน้า ความปวดข้างหลัง...ไม่มี

จิตมันหายหมด มีแต่ปวด...กับนั่ง...กับรู้ ... ไม่มีทั้ง "เรานั่ง" "เราปวด" "เรารู้" ...นี่อยู่กับกายธรรม กายแท้ ที่ไม่เป็นทุกข์เป็นโทษให้ใครต่อใคร

อย่างนี้มันประเมินได้ว่า...การหลับตาหาความสงบอยู่ในความสงบนี่ หรือการไปวิเคราะห์ พิจารณาธรรมบทนั้นบทนี้อยู่...แต่กิเลสอยู่ไหน มองไม่เห็น

กับการที่นั่งเอาจนกิเลสมันเกิดน่ะ ...คือนั่งเฉยๆ ธรรมดายังไม่เห็นกิเลสชัดเจนนะ นั่งต่อไปสักชั่วโมง เดี๋ยวจะเห็น...กิเลสความยึดมั่นถือมั่น กิเลสความพอใจ-ไม่พอใจมาแล้ว ตัณหา...ความอยาก-ความไม่อยากมาแล้ว 

แต่นั่งธรรมดานี่ไม่เห็นนะ ใช่มั้ย กิเลสมันไปมุดหัวอยู่ไหน ...นั่งไปต่อเนื่องแล้วก็รู้ดูมันลงไป เดี๋ยวมาแล้ว ค่อยๆ เผยอ งอกเงย แผ่พังพาน สยายปีกออกมาแล้ว 

มันมาพร้อมกับความคิดนึกปรุงแต่งนั่นแหละ “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น แล้วจะทำยังไงกับมันดี” ทั้งหมดนี่มันเป็นเรื่องของ "เรา" ที่ว่า "เรา...กำลังปวด"

เห็นมั้ย ทุกข์เท่านั้นที่จะสอน ทุกข์เท่านั้นน่ะที่จะไปบีบบังคับให้กิเลสมันออกมา ...นี่ จะได้เข้าไปจัดการกับมันได้ จะได้ทำความเข้าใจกับตัวมันอย่างลึกซึ้ง

เพราะนั้น...อย่ากลัวกิเลส  ภาวนานี่อย่ากลัวกิเลส อย่ากลัวอารมณ์ อย่ากลัวความนึกคิดปรุงแต่ง

ที่สอนไม่ให้กลัวเพราะอะไร ...เพราะเราสอนแล้วว่า มันมีอาวุธที่ปกป้องอยู่แล้วคือศีลสมาธิปัญญา มันเป็นฐาน มันเป็นบังเกอร์อยู่แล้ว ...ก็เอาตรงนี้แหละเป็นที่อยู่ที่มั่น

เอ้า เอาแล้ว เท่านี้แหละ พูดพอให้ได้ใจความแล้วก็ไปปฏิบัติ ไปทำดู ไปตั้งอกตั้งใจรู้เนื้อรู้ตัวดู ให้ได้นาน ให้ได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าตรงไหน ที่ไหน ...นิดหนึ่งก็เอา หน่อยหนึ่งก็เอา

เหมือนกับหยั่ง...หยั่งลงที่ความรู้สึกตรงนี้ ความรู้สึกของตัว ของตัวกายนี่  มันแน่นมันตึงตรงไหน มันเคลื่อนมันขยับตรงไหน มันหนัก มันตึงตรงไหน

คอยหยั่งคอยดู แล้วก็อยู่กับความรู้สึกนั้นไว้ ...ตรงนี้เรียกว่าการเจริญรักษาศีล โดยอาศัยสติเป็นตัวเจริญรักษาศีล


โยม –  เพราะว่าคนส่วนใหญ่ เด็กๆ ก็จะมีความเข้าใจว่าศีลนี่ก็คือการไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์

พระอาจารย์ –  คือนั่นก็ใช่ ...แต่ท่านเรียกศีลนั้นว่าคือศีลบัญญัติ ศีลสมมุติ


โยม –  บางทีผมก็คิด ก็เชื่อกันว่า เอ๊ ผมรักษาศีลนะ ก็เลยลืมที่จะรักษาสติของตัวเองไว้

พระอาจารย์ –  อย่างนั้นเรียกว่ารักษาศีลด้วยความประมาท ...เพราะว่ามันยังไม่ใช่ศีลตัวแท้ 

แต่ถ้าศีลตัวนี้ ศีลปัจจุบันกายนี่ มันจะรักษาได้...ต้องมีสติเท่านั้น ... เมื่อมีสติ...มันจึงเกิดศีล  เมื่อเกิดศีล...มันจึงเกิดสมาธิ  เมื่อเกิดสมาธิ...มันจึงจะเกิดปัญญา

นี่ ให้เข้าใจอย่างนี้ ...แล้วก็เพียรรักษาศีลตัวนี้ไว้ แล้วจะเข้าใจกระจ่างขึ้นทีละเล็กทีละน้อยเอง


................................



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น