พระอาจารย์
16/19 (570926A)
26 กันยายน 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 16/19 ช่วง 1
เมื่อมันตั้งมั่นก็รักษาสองสิ่งไว้คือศีล-สมาธิ
ประคับประคอง ทรงไว้...ด้วยความต่อเนื่อง ...ปัญญามันก็อยู่ในศีลสมาธินั่นเอง การรู้การเห็นตามความเป็นจริงก็อยู่กับศีลสมาธินั่นเอง
มันไม่ได้ไปอยู่ที่อื่น มันไม่ได้ไปทำอย่างอื่นเพิ่มเติมอะไรขึ้นมาเลย...ศีลอย่างไร สมาธิอย่างนั้น ศีล-สมาธิอย่างไร ปัญญาก็อย่างนั้น ...มันเป็นของที่มันอยู่ที่ที่เดียวกันนั่นเอง
แต่ถ้าเมื่อใดที่ปล่อยให้จิตคิดนึกวกวน
ตัวความคิดนึกปรุงแต่งนั่นน่ะ มันจะเป็นตัวที่มันต่อต้านขัดขวางศีลสมาธิปัญญา
มันจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเบี่ยงเบนในการระลึกรู้จำเพาะกายจำเพาะใจ
มันคอยชี้ช่อง มันคอยหาช่อง
ด้วยวิธีการต่างๆ นานา...ทั้งทางโลก ทั้งทางธรรม...ที่มันจะออกนอกเหนือกายใจอยู่ตลอดเวลา...โดยเป็นอนุสัยสันดาน
โดยลำพังของจิตน่ะ มันไม่เคยหยุดอยู่ด้วยตัวมันเองเลย ...ถ้ายังเห็นพ้องต้องกันกับมัน หรือยังมีเจตนาอยู่ในมัน หรือยังปล่อยปละละเลยให้มันเป็นไปตามความเคยชินแห่งจิตคิดนึกปรุงแต่ง
ไม่มีทางเลยที่มันจะกลับเข้ามาสู่เส้นทางที่เรียกว่าเป็นทางสายเอก
หรือว่าทางเดียว หรือว่าเป็นทางรอดทางเดียวที่มันจะรอดพ้นออกจากขันธ์ ออกจากโลก ออกจากการหมุนเวียนในการเกิดการตายกับขันธ์
เพราะนั้นถ้าผู้ปฏิบัตินี่ แน่วแน่ลงไปในศีลสมาธิปัญญาอย่างนี้
ไม่ไปลังเลสงสัยในวิธีการ ไม่ไปลังเลสงสัยในธรรมนั้นโน้นนี้ ...มันจึงไม่มีคำว่าเกิดการเนิ่นช้าในการปฏิบัติ
เพราะถือว่าผู้นั้นน่ะเป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อศีลสมาธิปัญญาถ่ายเดียว
ศีลสมาธิปัญญาหน้าเดียว ไม่เป็นลักษณะศีลสมาธิปัญญาแบบหน้าไหว้หลังหลอก สับสนอลหม่าน
ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวเช้าอย่าง สายอย่าง
กลางวันอย่าง พรุ่งนี้อีกอย่าง มะรืนอีกอย่าง ที่กลายเป็นภาวนาแบบจับจด วกวน
ด้วยความไม่เท่าทันการปรุงแต่งของจิต
แล้วปล่อยให้จิตมันปรุงแต่งค้นหาวิธีการ
ค้นหาธรรมนั้นนี้โน้น อ้างอิงธรรมโน้นนี้นั้น...ว่าดีกว่า ว่าเร็วกว่า ว่าใช่กว่า
ว่าถูกกว่า ว่ามันคอยสนับสนุนศีลสมาธิปัญญากว่า
จิตมันหลอก...หลอกให้ไปวกวนค้นหา
ในที่ที่ไม่ควรไปค้นหา ...แล้วจิตมันมาจากไหน ...ชื่อก็บอกแล้ว
อวิชชา ปัจจยา สังขารา แปลว่ามันมาจากความไม่รู้ มันมาจากกิเลสความไม่รู้
สังขารา
ปัจจยา วิญญาณ ... วิญญาณ ปัจจยา นามรูป...นามรูปนี่คือขันธ์ห้า ...มันก็มาหลงสร้างขันธ์ห้า ในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบันขึ้นมา...เป็นที่หมาย
เป็นที่มั่น เป็นภพ เป็นชาติไปหมด
ว่ามันน่าจะอย่างนั้น ไม่น่าจะอย่างนี้ ควรจะอย่างนั้น ควรจะอย่างนี้ ควรจะเห็นธรรมนั้น ควรจะรู้ธรรมนี้ ...มันเป็นอุปาทานขันธ์ขึ้นมาทั้งนั้น
และตราบใดที่ยังปล่อยปละละเลย
ให้กระทำไปตามความคิดความปรุงนี่ ...มันก็ยิ่งห่างไกลจากศีลสมาธิปัญญามากขึ้นๆ เท่านั้น
เส้นทางที่มันควรจะลัดสั้นและตรงนี่ ...มันก็ยืดยาว...ไปไกล ไปนาน...ในที่ที่ไม่ควร ในทางที่ไม่ควร
ทางที่ไม่ควรนี่...พระพุทธเจ้าท่านถึงเรียกว่าทางหายนะ
คือเป็นทางแห่งความก่อเกิด เป็นทางที่มีแต่เกิดตายๆๆ เกิดดับไม่จบไม่สิ้น ท่านเรียกว่าเป็นทางหายนะ ไม่ใช่หนทางอันประเสริฐ
ถ้าพูดว่าหนทางอันประเสริฐ หนทางที่ชอบ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า...มีหนทางเดียวคือมรรค
คือศีลสมาธิปัญญา...ที่บอกว่ามีทางเดียวเท่านั้นเอง
เพราะนั้น
ขอให้พวกเรานี่ตั้งใจในศีลสมาธิปัญญา ในวิธีการ ในหลักการ ที่มาคร่ำเคร่ง เพียรเพ่ง
จดจ่ออยู่กับจำเพาะตัวจำเพาะกายนี้...เรียกว่าทำความรู้ตัว
เนี่ย พวกเราที่ฟังธรรมมาหลากหลายครูบาอาจารย์
อย่าไปมัวสับสนในวิธีการ ...ต้องยึดถือตามธรรมเนียมพระพุทธเจ้า ท่านวางหลักไว้...ศีลสมาธิปัญญา จะต้องถือศีลสมาธิปัญญานี่เป็นแม่แบบ
เหมือนศีลสมาธิปัญญานี่
เป็นธรรมนูญหลักที่ปกครองธรรม ที่ปกครองมรรคโดยรวมเลย ...ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่ามรรคนี่
จะไม่เกิดความคลาดเคลื่อนเป็นอื่นเลย
แต่ถ้าเอาตามอาจารย์แต่ละท่านแต่ละสำนักนี่
มันก็แตกต่างกันไปตามจริตนิสัยของท่านทำ
บางท่านบางองค์อาจจะไม่ได้อ้างอิงถึงศีลสมาธิปัญญาโดยตรงเลยก็ได้
ถ้าไม่เข้าใจหลัก มันยิ่งไปทำให้เกิดความเสียเวลาเนิ่นช้าในการปฏิบัติ
แล้วมันยังไปสร้างการภาวนาที่จะเป็นการก่อเกิดแห่งสภาวะอารมณ์ สภาวะจิต
จากลำพังปุถุชนคนที่ไม่ได้ภาวนานี่
สภาวะอารมณ์ สภาวะจิต มันก็มีในระดับหนึ่ง ...เป็นอารมณ์ตามกิเลสในโลกๆ
ที่มันเป็นพื้นฐานของปุถุชน
แล้วยิ่งมาเริ่มปฏิบัติโดยที่ไม่ได้อยู่ในหลักของศีลสมาธิปัญญา
แต่ว่าไปปฏิบัติเพื่อให้ได้อย่างนี้ เพื่อให้เป็นอย่างนี้ขึ้นมา ...มันทำให้เกิดสภาวะจิตหลากหลายที่แปลกใหม่ขึ้นมาอีกเยอะแยะ
แล้วยังไปเข้าใจหมายมั่นว่านั้นเป็นธรรม
นี้เป็นธรรม...ที่ดี ที่ใช่ ที่ตรงกว่ามรรคขึ้นมา...แบบเลื่อนๆ ลอยๆ
เหล่านี้
คือความเนิ่นช้าหมดเลย ...เพราะว่าไม่ได้ถือหลักของศีลสมาธิปัญญาโดยตรงเป็นกรอบ
เพราะศีลสมาธิปัญญาโดยแท้ โดยตรงนี่ ...มันจะเป็นแม่บทที่ล้อมกรอบจิต เพื่อไม่ให้จิตมันออกนอก
หรือจิตไปสร้างอะไรขึ้นมาใหม่อีก
ไอ้ที่มันเคยสร้าง
ไอ้ที่มันสร้างอยู่แล้วนี่ ...มันก็พอแรงอยู่แล้วด้วยอำนาจแห่งกิเลสปรุงแต่ง
แล้วยังไปเจตนาประกอบกระทำในจิต ให้มันเกิดเป็นลักษณะสภาวะอาการ...ที่ดูเหมือนดี
ดูเหมือนใช่ขึ้นมา ดูเหมือนเหนือกว่า วิเศษกว่าสภาวะจิตคนธรรมดาทั่วไปอีก
แทนที่มันจะมีแต่สภาวะกิเลสของปุถุชนธรรมดา
คนธรรมดาล้วนๆ ...มันกลับมีสภาวะที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตอันซับซ้อน น่าใคร่
น่าถือครองยิ่งกว่าความปรุงแต่งทางโลกๆ
เพราะนั้น ถ้ามันเป็นลักษณะนี้...เราจะบอกว่าไม่ภาวนาซะดีกว่ามั้ย ...แค่ไอ้ของเก่าของเดิมนี่ก็จะตายอยู่แล้ว
ที่มันทับถมจนจะตายอยู่แล้ว
ยังมานั่งหลับหูหลับตาค้นหาอาการ
อารมณ์บ้าบอคอแตก...อย่างที่ตำราเขาบอก อย่างที่อาจารย์เขาสั่ง ...นี่ทำกันจนข้ามภพข้ามชาติ...มันยังไม่ได้ตามที่ปรารถนาเลย
เพราะสภาวะจิตนี่ มันมีแต่ความซับซ้อน ...ยิ่งทำยิ่งยาก ยิ่งได้สภาวะใหม่ๆ แปลกๆ ล้ำลึกๆๆ ...แล้วก็ตีความเป็นธรรมแห่งเราได้หมดเลย
ผู้ปฏิบัตินั้นก็เข้าไปกลืนกิน
ถือครอง เป็นสมบัติ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นของหวงแหน อย่างนี้...มันจึงติดสภาวะที่ดูดีกว่าคนอื่นกันไงล่ะ
เราถึงบอกว่านักภาวนานี่
ถ้าไม่เข้าใจในศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงนี่ จะเหมือนกับแต่งลิเกเดินกลางถนน ...มีแต่คิดบ้าง
มีแต่เคล็ดน่ะ เหมือนมีแต่แก้ว ระยิบระยับแพรวพราวไปหมด
แต่มันเหมือนกับแต่งลิเกเดินกลางตลาด ...พอบอกให้ถอดทิ้ง บอกให้เลิก มันก็ไม่ยอม ...ดีไม่ดีมันมาว่าเราอีกว่า...อยู่ดีๆ
มาให้ทิ้งของดีได้ยังไง
ลองนึกภาพดูว่าลิเกน่ะ...แต่งชุดลิเกไปเดินซื้อข้าวของในพารากอน ...แล้วดูคนรอบข้างเขาจะมองด้วยความสรรเสริญไหม หรือมองเหมือนไอ้บ้า
อีบ้า
แต่ตัวมันเองจะเป็นแบบ...ใครจะมองด้วยสายตายังไง มันก็เชิด
ตามันไม่มองดิน มันมองไปถึงนิพพาน มันเลยมองไม่เห็นคน แล้วก็ยังมาสั่งกันทุกคนให้มองหาธรรมกันเข้าไป
แบกธรรมกันเข้าไป
นี่ ตัวมันเองแบกยังไม่พอ
ยังไปสอนให้คนอื่นแบกด้วย ช่วยกันแบก ช่วยกันหามธรรมไปนิพพาน ...ก็มันไม่รู้ตัวน่ะว่าแบกอยู่ มันจะไปไหนได้
เหมือนไอ้บ้าหอบหิน ไอ้บ้าหอบฟางน่ะ ...พอเราบอกว่ามันคือหิน มันหนักนะ ...มันก็เถียงแล้วเถียงอีกว่าเขาทำอย่างนี้ได้มรรคผลกันมาแล้ว ...นี่ มันเป็นซะอย่างนี้
พระอริยะตั้งแต่สมัยกรุงศรีฯ
ท่านยังบอกเลย ท่านพยากรณ์ไว้...ต่อไปนี่ คนผู้ปฏิบัติในสมัยนี้ ท่านเปรียบว่า...กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย แต่น้ำเต้าน้อยนี่จะถอยจม
ทั้งๆ ที่กระเบื้องนี่มันควรจะจม
แต่มันกลับลอย น้ำเต้าที่มันควรจะลอย
มันกลับจม …การปฏิบัติธรรมนี่...ในสมัยนี้ มันกลับตาลปัตรกัน
การประกาศธรรม การอวดอ้างธรรม
การแอบอ้างธรรม การประกาศสรรพคุณธรรมของตัวเจ้าของเอง มันเยอะแยะไปหมด ...เหมือนกระเบื้องที่มันกำลังเฟื่องฟูลอย
แต่ผู้ที่รู้ธรรมเห็นธรรมที่แท้จริง กลับลดถอยลง
ไปหลบตามซอกถ้ำซอกป่า ขึ้นคัทเอาท์ไม่ได้ ไม่มีคนฟัง ...เพราะมันฟังไม่เข้าใจ
แล้วก็ยังมาหาว่าเอาอะไรมาพูดอีกด้วยนะ
(ต่อแทร็ก 16/20)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น