พระอาจารย์
16/24 (570928C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
28 กันยายน 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ
พระอาจารย์ – ที่เล่า ที่อธิบายนี่...ก็เพื่อให้เห็นแบบอย่าง แบบแผน...ของการประกาศพระศาสนา และการปฏิบัติธรรมในพระศาสนา
ตั้งแต่พระพุทธเจ้าท่านวางแผนการปฏิบัติ
การสั่งสอนอย่างไร ...แล้วให้ลูกศิษย์สาวกท่านสอนอย่างไร...เบื้องต้นเลย นี่ จนพระอัสสชิน่ะไปได้ลูกศิษย์
พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ ...ที่ได้เป็นพระอัครมหาสาวกซ้าย-ขวา นั่นน่ะ เหมือนแขนขาพระพุทธเจ้า
ต่อแขนขาพระพุทธเจ้าในการแผ่ศาสนา ...ก็ได้มาจากพระอัสสชินี่เป็นผู้ชักจูง ชี้นำ
พระสารีบุตรนี่ ก่อนนอน...จะต้องตรวจสอบก่อนเลยว่าพระอัสสชิไปอยู่ที่ไหน แล้วหันหัวไปทางนั้น
ไม่เคยหันเท้าไปสู่ทิศทางที่พระอัสสชิท่านอยู่
แม้พระอัสสชิจะอยู่ไกลอยู่ใกล้ที่ไหน แต่ถ้าเป็นทิศทางที่พระอัสสชิอยู่ ท่านไม่เคยหันเท้าไปทิศทางนั้น...ตราบเท่าชีวิตพระอัสสชิจะดำรงอยู่
นี่ พระสารีบุตรท่านให้ความเคารพมาก ...เพราะถ้าไม่ได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ
จะไม่ได้เข้าถึงพระพุทธเจ้า จะไม่ได้เจอพระพุทธเจ้าเลย
เห็นมั้ยว่า ความงดงามในการปฏิบัติ ...ไม่ได้งดงามด้วยวัตถุข้าวของ ไม่ได้งดงามด้วยพิธีรีตอง
ไม่ได้งดงามด้วยคำพูดที่สวยหรู ไม่ได้งดงามด้วยคัมภีร์จารึก
แต่งดงามด้วยศีลสมาธิปัญญาภายใน...แบบเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แบบซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเล่ห์กล ไม่ซับซ้อน
แบบถือปัจจุบันธรรม ปัจจุบันปฏิบัติ ปัจจุบันศีล ปัจจุบันภาวนา
เป็นมาตรฐานเดียวกัน
แม้แต่การฟังธรรมของพระอัสสชิกับพระสารีบุตร ...ท่านก็ยังยืนฟังอยู่ท่ามกลางที่พระอัสสชิบิณฑบาต
แล้วท่านก็หยั่งลึกเข้าไปถึงใจ...ในสภาพที่ว่าดวงตาเห็นธรรมกำลังจะเกิด
ท่านมีความเชื่อมั่นในศีลสมาธิปัญญาและพระอัสสชิอย่างยิ่ง แล้วก็ยังไปจดจำคำที่พระอัสสชิพูดสอน
"ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้า
พระสมณโคดมท่านตรัสสอนถึงธรรมที่เข้าไปสู่ความดับที่เหตุนั้นๆ" ...นี่คือธรรมะ นี่ก็เป็นวัจนะของสาวกอีกเช่นเดียวกัน
จะตัดออกดีไหมเนี่ย ไม่สมควรเชื่อมั้ย หือ เพราะไม่ใช่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสสอน ...แต่กลับทำให้ได้หัวเรือใหญ่
สองแขนขาซ้าย-ขวาของพระพุทธเจ้า คือพระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตร
กระทั่งพระสารีบุตรนี่
ยังจดจำธรรมประโยคนี้ไปบอกกับพระโมคคัลลาน์ ...ซึ่งท่านเป็นสหายกันมาสักเป็นร้อยชาติแล้วมัง
ไปไหนไปโตย...พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลาน์นี่
เหมือนกับเป็นคมมีดกับฝัก
ไปไหนคู่กันมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ผูกสนิทมิตรสหายกันมาตั้งแต่โคตรเหง้าเหล่ากอ
ทุกเหล่ากอที่เกิด แล้วก็มีความมุ่งใฝ่ในธรรมเหมือนกัน
แค่ยกคำกล่าวของพระอัสสชิที่เจอกันข้างถนนในตลาด...ไปพูดให้พระโมคคัลลาน์ฟัง ...พระโมคคัลลาน์ยังเข้าใจเลย ยังเห็นตามธรรมนั้นๆ ว่าจริงเลย
เสร็จแล้วสองท่าน...พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลาน์ ก็ยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงอาจารย์ท่านอีกคือสัญชัย
เป็นลูกศิษย์สัญชัย หนึ่งในห้าศาสนาที่แข่งพระพุทธเจ้าตอนยุคนั้น
สัญชัยผู้เป็นอาจารย์ฟังแล้ว
แต่ไม่มีการว่าน้อมธรรม กลับถามพระสารีบุตรกลับว่า...สารีบุตร
ในโลกนี้มีคนฉลาดหรือคนโง่มากกว่ากัน พระสารีบุตรบอกว่า...คนโง่มากกว่า
สัญชัยก็บอกว่า...สารีบุตร โมคคัลลาน์ เธอเป็นคนฉลาด เธอจงไปอยู่กับผู้ที่ฉลาด ...เราคนโง่ เราจะอยู่กับคนโง่ที่มากมายในโลกนี้ล่ะ ...นี่ ปฏิเสธนะ นี่ถือเป็นการปฏิเสธธรรมแบบนิ่มๆ
แต่แสดงถึงความโง่เขลา เห็นแก่ได้ เห็นแก่ความเชื่อ เห็นแก่อามิสของคนโง่ในโลกที่มีมากกว่าคนฉลาด ...จึงไม่ไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าตามที่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน์ชักจูง
สองคนนั้นก็เลยกราบลาไปฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า...พร้อมกันกับลูกศิษย์ลูกหา ท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาแล้ว แต่ละฝั่งก็หลายร้อย ...ก็ชวนกันไปหมดทั้งสองกลุ่ม
จนพระสารีบุตรน่ะไปสำเร็จธรรมอยู่ที่เขาคิชกูฏ ถ้ำหมู ที่ได้กำลังใหญ่นั่นน่ะ ...นี่ พระพุทธเจ้าท่านก็ประกาศศาสนาด้วยการจาริกนะ
ท่านก็ไม่อยู่กับที่นะ
ท่านประกาศธรรมด้วยการจาริกไปด้วยตัวของท่านเอง
ถือตัวท่านเองเป็นตัวประกาศธรรม ...ใครมาใครเห็นก็มาทักก็มาถาม
ใครมานิมนต์มาเชิญให้ไปท่านก็ไป ใครขุ่นข้องสงสัยอย่างไรท่านก็ตอบ
นี่คือการประกาศธรรม ประกาศความเป็นจริงของธรรม ...ซึ่งไม่ใช่ว่าประกาศธรรมของท่าน
แต่เป็นการประกาศธรรมตามความเป็นจริงที่ท่านเห็น ท่านรู้...แล้วคนอื่นไม่เห็น ไม่รู้ ...ท่านก็บอก
เนี่ย จึงเป็นเหมือนไฟลามทุ่ง ...ความใคร่กระหายรู้ธรรม
เห็นธรรมของคนในยุคนั้นจึงเกิดขึ้น แผ่กระสานไปทั่วชมพูทวีป ...พระอรหันต์ พระอริยะ
มากมายราวดอกเห็ด
ความชัดเจน ความชัดแจ้งในธรรม
ความสว่างไสวในธรรมมากมายเหลือเกิน ที่สิงสถิตอยู่ในใจของสัตว์มนุษย์ ...ไม่มืดมนอนธการเหมือนสมัยนี้ จะหาอริยจิตสักองค์สักคนก็ยาก
เพราะนั้น...แค่ศีลสมาธิปัญญาอย่างที่เราบอก
พอแล้ว พอให้ถึงนิพพานแล้ว ...แค่รู้ตัว ไม่ออกนอกตัว ไม่ให้ไปรู้นอกตัว พอแล้ว
อย่าไปดิ้นรนขวนขวายว่า ต้องรู้นั้น
ต้องเห็นนี้ ต้องได้อย่างนั้นก่อน ต้องได้อย่างนี้ก่อน …แล้วพร้อมกันนั้น ไอ้ที่เคยรู้มาเก่าก่อนเหล่านี้ก็ให้ทิ้งซะ
อย่าไปเก็บไว้
อย่าไปเก็บไว้แม้ซึ่งความทรงจำใดทรงจำหนึ่ง
ให้มันมารบกวนจิตใจ...ให้เกิดความทะยานอยาก...ไปออกนอกองค์มรรค ออกนอกเนื้อนอกตัว
เพราะนั้นไอ้ที่เป็นอนาคตธรรมก็ไม่ต้องไปหา
และไอ้อดีตธรรมที่สะสมไว้ก็ให้ทิ้งซะ เพื่อดำรงคงอยู่ในองค์มรรคให้มั่นคง
เพื่อดำรงความรู้ความเห็นในกายใจให้ชัดเจน
นี่คือหน้าที่ของผู้ปฏิบัติซึ่งตรงต่อธรรม
ผู้มุ่งตรงต่อธรรม …แล้วเมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติมุ่งตรงต่อธรรม
ผู้นั้นก็จะมุ่งตรงต่อนิพพานโดยปริยาย
คือเป็นไปสู่ความไม่กลับมาเกิดข้องแวะกับธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้อีกต่อไป
เพราะฉะนั้น
ฟังมายาวเหยียดเป็นชั่วโมงหลายชั่วโมงนี่ จบลงที่ว่า...รู้ตัวเข้าไว้ แค่นั้นเอง ...เห็นมั้ย ต่อให้เราอธิบายจนถึงรุ่งเช้า เราก็พูดได้ ... แต่สรุปคือ...รู้ตัว...แค่นั้นแหละ
ศีลสมาธิปัญญา...มีแค่นี้เอง ...รวบรัด
กะทัดรัด แต่ชัดเจนและได้อรรถ..โดยอรรถ ...ไอ้ที่พูดสามชั่วโมงนี่โดยพยัญชนะ ...แต่โดยอรรถ เชิงอรรถ
โดยความหมายที่แท้จริง ...การปฏิบัติทั้งหมดรวมลงที่รู้ตัวไว้
ให้จิตมันอยู่กับเนื้อกับตัวไว้ ...ยากดีมีจน สุข-ทุกข์...รู้ตัวไว้ อยากดี อยากเด่น อยากเก่ง อยากได้ อยากเห็น...รู้ตัวไว้ ...มันจะต้องอยู่ในภาวะนี้แน่ๆ ...เจอแน่ๆ ตลอดเวลา
เพราะพวกเราไม่ได้อยู่ในสถานะของปัญจวัคคีย์
มันก็เลยเป็นภาวะซ้ำซาก ...แต่ถ้าเป็นภาวะของปัญจวัคคีย์
แค่พระพุทธเจ้าบอก...ชี้ปึ๊บ ท่านเห็นปุ๊บ ท่านวางปั๊บ ...อยู่เลย
จิตนี้อยู่เลย
เพราะระหว่างที่รอพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ๖
ปีน่ะ ท่านก็คร่ำเคร่งอยู่ภายในอยู่แล้ว ...คือมีการอบรมเคี่ยวกรำจิตกันทั้งนั้นน่ะพวกนี้ เข้าใจมั้ย
ท่านบ่มของท่าน...แม้ไม่ได้ตรงต่อศีลสมาธิปัญญา แต่ท่านก็บ่มโดยประสาของท่าน ...พอพระพุทธเจ้าท่านบอกทาง...ก็เหมือนมา
“คลิก” อ่ะ ...
คือแต่ก่อนมันบิดเกลียวแล้วเหมือนมันฝืดน่ะ
หรือเกลียวมันปีนเกลียวอยู่ตลอด มันไม่ลงเกลียวสักที มันคลายไม่ออก ...พอพระพุทธเจ้ามาบอกให้ถูกเกลียว ลงเกลียวปึ้บนี่...มัน
ปึ้บ ลงล็อคเลยน่ะ
แต่ของพวกเรานี่มันหลายเกลียวเหลือเกิน ...ไปแล้วไปเล่าๆ ไปซ้ำไปซาก ...อยู่แล้วก็ไม่อยู่จริง อยู่แล้วก็ไปอีก ไปแล้วก็ไปต่ออีก
อย่างนี้...มันก็ต้องนานหน่อย
กว่าที่มรรค...มันจะตรงต่อมรรค
ตรงต่อกาย ตรงต่อศีล ตรงต่อปัจจุบัน ...จนหยุดอยู่กับปัจจุบัน จนสนิทนิ่งกับปัจจุบัน ...นี่
ต้องใช้เวลา
เพราะเท่าที่เห็นมา ...เราไม่เคยเห็นอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู มานั่งฟังเราเลยแม้แต่คนเดียว ...ยกเว้นแต่ปทปรมะ หรืออย่างเก่งก็แค่เนยยะ
ตอนนี้กำลังยกระดับจิตขึ้นมาเป็นเนยยะ ...เนยยะคือออกจากเหง้าน่ะ รู้จักเหง้าบัวไหม แค่เหง้า แล้วก็ทิ่มขึ้นมา ...ถ้ายังเป็นเหง้าอยู่นี่เรียกว่าปทปรมะ
พอมันแทงตา
มีตางอกขึ้นเป็นตาใบหรือตาดอกก็ตาม ...นี่ ถือว่าเป็นการแทงตาใบขึ้นมา...พวกเรานี่ คงไม่ใช่ตาดอกหรอก น่าจะเป็นตาใบ ...แทงขึ้นมาออกจากเหง้านี่ ก็เรียกว่าเนยยะ
มันแทงจะไปหาแสงพระอาทิตย์ ...แต่คือมันประเภทบัวอยู่กับก้นมหาสมุทรล่ะมั้ง (หัวเราะกัน) ... "พระอาทิตย์อยู่ไหนล่ะนี่กู มองไม่เห็นแสงรำไรเลย"
มันก็แทนที่มันจะแทงขึ้นมา มันก็แทงกลับ มันแทงลงเหง้าอีก เอ้า ...เออ นี่เนยยะ ไม่ใช่ว่ามันแทงแล้วมันจะเห็นแสงอาทิตย์เลยนะ
ถ้าเห็นแสงอาทิตย์มันก็ไม่แทงลงกลับที่เหง้าเดิมของมันหรอก
ก็มันไม่เห็นน่ะ ...เพราะมันอยู่ประเภทแถวเกษียรสมุทรน่ะ ใต้ก้นมหาสมุทรเลยอย่างนี้ มืดตึ้บ ...โอ้ย แทงหน่อมานี่ก็เก่งตายห่าแล้ว (โยมหัวเราะกันอีก)
แล้วก็ดินมันทับถมอีกตั้งเท่าไหร่ล่ะ มันอยู่ในประเภทดินทับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น
ปิดบังกายใจจนถึงขั้นที่งมอยู่ว่า...กายอยู่ไหนครับ อย่างนี้กายรึเปล่าครับ
ถามอยู่นั่น ...ก็บอกว่าอยู่ตรงเนี้ย ยังว่า...อยู่ไหนครับ ...มันยังไม่รู้จักเลย
(ต่อแทร็ก 16/24 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น