พระอาจารย์
16/23 (570928B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
28 กันยายน 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ถ้าเป็นผู้ที่มุ่งต่อการปฏิบัติธรรม
ผู้นั้นน่ะจะมีแต่ความว่าคร่ำเคร่งอยู่ในศีลสมาธิปัญญา...หน้าเดียว ถ่ายเดียว เช้าสายบ่ายค่ำ ไม่มีวันไม่มีเวลา ไม่มีกลางค่ำไม่มีกลางคืน
จนได้ชื่อสมญานามว่าเป็นผู้ที่เป็นรัตตัญญู
คือผู้ที่อยู่ในศีลสมาธิปัญญาโดยไม่มีกาลเวลา ไม่มีกลางวันกลางคืน ...พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า...รัตตัญญู
เอตทัคคะทางรัตตัญญู
คือพระอัญญาโกณฑัญญะ ...ตลอดชีวิต พระอัญญาโกณฑัญญะไม่มีลูกศิษย์นะ ใช้ชีวิตอยู่ในป่าตลอด
จวบจนวาระสุดท้าย จึงได้ออกจากป่า
นี่คืออริยธรรมเนียมของเอตทัคคะ
สงฆ์ผู้เป็นเอหิภิกขุ...เมื่อจะสิ้นวาระขันธ์ หมดสิ้นอายุขัย จะต้องมากราบทูลลาพระพุทธเจ้าเป็นวาระสุดท้าย
เมื่อท่านออกมาในที่ประชุมสงฆ์น่ะ ไม่มีใครรู้จักท่านเลย ...เป็นผู้เฒ่า คือโกณฑัญญะนี่เป็นหนุ่มแล้วตอนพระพุทธเจ้าเกิด
เป็นผู้พยากรณ์พระพุทธเจ้า...ว่าจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าแง่เดียวไม่เป็นสอง
ท่านเป็นหนึ่งในพราหมณ์ที่นั้น ...แล้วก็เฝ้ารอจนกว่าพระพุทธเจ้าจะเติบใหญ่
คอยสอดส่องดูว่าเมื่อไหร่ที่พระพุทธเจ้าจะไปในวิถีแห่งการปฏิบัติ
พอรู้ว่าพระพุทธเจ้าหนีออกบวช หนีออกจากเมือง โกณฑัญญะก็เลยดั้นด้นค้นหาไปจนเจอะเจอพบปะกัน ...นั่นน่ะ ท่านก็เป็นผู้แน่วแน่ในการปฏิบัติมาตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่สำเร็จเป็นพุทธะ
พอท่านสำเร็จ จบกิจจบพรหมจรรย์ การประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจ ท่านก็เข้าไปอยู่ในราวป่า มีหมีมีลิงเป็นอุปัฏฐาก
หาน้ำผึ้งหาผลไม้มาถวายพอยังอัตภาพ
พอใกล้จะหมดวาระขันธ์ ...นี่ เดินไม่ได้
ก็อาศัยช้างพาขึ้นหลังมา ...มาในท่ามกลางหมู่สงฆ์ สงฆ์ก็บอกว่าท่านผู้นี้เป็นใคร
อาวุโสหรือภันเต ..ภันเตแปลว่าผู้มีอายุพรรษา อาวุโสแปลว่าผู้ด้อยพรรษา
จนพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า...นี้คือปฐมสาวก เนี้ยที่เรียกว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นรัตตัญญู ...พวกเธอทั้งหลายนี่
เป็นผู้น้อย เป็นสาวกรุ่นหลังทั้งสิ้น
พระอัญญาโกณฑัญญะนี่ก็เรียบง่าย ไม่ได้ดูดีเด่อะไร มาก็มาลาพระพุทธเจ้า ...พอมาให้เห็นเป็นที่จดจำกล่าวขานไว้เท่านั้น แล้วท่านก็กลับไปอาศัยอยู่ในป่า ตายอยู่ในป่า
เนี่ย ความเรียบง่าย ไม่อวดโอ่ธรรม
ไม่อวดว่าเรานี่เป็นนี้เป็นนั้น ...มาแบบเงียบ มาแบบสงบ มาท่ามกลางความสงบ ไปแบบสงบ อยู่แบบสงบ
นี่คือความงดงามของศีลสมาธิปัญญา ...พาให้ขันธ์ พาให้กายใจนี่ แสดงออกด้วยความงดงาม ควรเป็นเยี่ยงอย่างแบบอย่าง
แต่ไม่ใช่ให้ไปเลียนแบบท่าน ...ตายแน่
เพราะคงไม่มีลิงมาเป็นอุปัฏฐากหรอก จะมีแต่โจรจะมาจี้ปล้นฉกชิงวิ่งราว ...มันคนละสมัย
มันคนละบารมี
ท่านรู้ธรรม ท่านเห็นธรรม ...ในหมู่สาวกของพระพุทธเจ้า ท่านถือว่าเป็นองค์แรก ...นี่ ให้กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบันนี้ คือในปฐมเทศนา มีชื่อท่านไว้อยู่แค่นี้ ...แต่ว่าจะสถิตอยู่ตราบเท่าสิ้นอายุพระศาสนา
ถ้าเมื่อใดที่พูดถึงมรรค
ถ้าเมื่อใดที่พูดถึงอริยสัจ ๔ ...จะต้องพูดถึงปฐมเทศนา คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั่นเอง ...และเมื่อพูดถึงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเมื่อใด จะต้องมี...อัญญาสิ อัญญาสิ โกณฑัญญะ
จะต้องมีธรรมบทหนึ่ง
วลีธรรมบทหนึ่งที่บอกว่า "ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ" ซึ่งมีความหมาย ซึ่งแปลได้ใจความว่า...สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น
สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา
นี้คือวลีธรรมของพุทธสาวกนะ ไม่ใช่พุทธวัจนะ ...ซึ่งนี่ เขากำลังถกเถียงกันว่า จะเอาพุทธวัจนะหรือจะเอาสาวกธรรมกันอยู่นี่น่ะ
คือถึงจะเป็นวลีธรรมของพระอัญญาโกณฑัญญะ...ก็ยังติดอยู่ในปฐมเทศนา จนสิ้นอายุขัยพระศาสนา
เพราะนั้น อย่าไปบ้าบอคอแตก
มาแบ่งแยกว่านั้น นี้ โน้น ...ยังไงก็ธรรมเดียวกัน อันเดียวกัน
แบบเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าท่านเห็นนั่นแหละ
งาช้างไม่ได้งอกจากปากหมานะ ...ไอ้ที่งอกจากปากหมานั่นคือเขี้ยว
ที่ไว้กัด...แล้วก็กัดกันเองบ้าง กัดผู้อื่นบ้าง ...ไอ้นั่นน่ะเขี้ยวหมา ไม่ใช่งาช้าง
อะไรที่ออกมาจากปาก
อะไรที่ออกมาจากกายวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ...ท่านเปรียบเหมือนธรรมเดียวกัน ไม่สูงกว่า
ไม่ต่ำกว่า ไม่ดีกว่า ไม่เลวกว่ากัน ...ท่านเรียกว่าเป็นธรรมเดียวกัน
ถ้าไม่อย่างงั้นน่ะ
รัตนตรัยจะเหลือสอง..แล้วก็เหลือหนึ่งงั้นสิ ...นี่ ต้องรู้...ทำไมพระพุทธเจ้าถึงบอกว่า พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งล่ะ ใช่มั้ย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
นี่ก็เลยต้องเท้าความตั้งแต่เรื่องพระอัญญาโกณฑัญญะ ...สาวอดีต จะต้องไปถามพระอัญญาโกณฑัญญะ
อาวุโส...ท่านสมาทานศีลกี่ข้อระหว่างฟังธรรมเทศนา
“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ท่านได้สมาทาน ๑๕๐ หรือ ๒๒๗ ...นี่ อาจจะได้คำตอบว่า
ไม่มีสักข้อเลย ...ก็อาจเป็นได้นะ
แล้วขอถาม ท่านนุ่งห่มผ้าสีใด...ราชประเพณีหรือว่าสีเหลืองแปร๊ด (หัวเราะกัน) ...ท่านก็คงจะบอกว่า อยู่ในป่าน่ะ ก็ตามมีตามเกิดแล้วกัน
แล้วท่านจะบอกได้ไหมว่า ระหว่างนั้นท่านปลงผมพร้อมกับปลงคิ้ว
หรือปลงผมแล้วไว้คิ้ว ...ท่านก็อาจจะบอกว่า มีดโกนหาดูไม่มี
แต่ทำไมท่านถึงเป็นปฐมสาวกได้ ทำไมท่านได้ชื่อว่าเป็นเอตทัคคะทางรัตตัญญู
ผู้ตื่นในธรรมตลอดเวลา ...เนี่ย มันเกี่ยวกันไหมกับไอ้เหล่าที่นำมาถกเถียงกัน
เพราะฉะนั้น...อย่ามัวแต่มาจับผิด จับเล็กจับน้อย จับบ้าบอคอแตก ...จับภาษา จับบัญญัติพยัญชนะจากธรรมนิยาม ซึ่งไม่ใช่ธรรมที่แท้จริง
ถ้าธรรมที่แท้จริงจะต้องเป็นอย่างที่พระอัญญาโกณฑัญญะท่านเห็นธรรมว่า...ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ ท่านเห็นธรรมว่า... สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา
นั่นน่ะที่เรียกว่าท่านเป็นผู้เห็นธรรม...เห็นธรรมเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่ง แล้วเป็นแค่สิ่งหนึ่ง ที่เป็นแค่สิ่งใดก็ไม่รู้
แล้วความเป็นไปในสิ่งใดก็ไม่รู้
ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่นั้น...ล้วนแต่มีความดับไปเป็นธรรมดา ...ไม่ใช่ไม่ธรรมดา แต่เป็นธรรมดาของธรรมนั้นๆ ของสิ่งนั้นๆ
ไม่ใช่ว่าเห็นธรรมนี้โดยมีศีลกี่ข้อ
หรือไม่มีศีล หรือมีศีลลึกซึ้ง หรือว่าสงบระดับไหน ...ไม่รู้ ท่านไม่ได้บอก
แต่ท่านเห็นของท่านอย่างนี้
ในระหว่างที่ฟังธรรม
ใคร่ครวญในธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แล้วก็น้อมมาดู
น้อมลงมาประทับลงที่เนื้อที่ตัว...กายใจปัจจจุบันของท่านเอง ว่ามันอย่างนี้ๆ
ที่พระพุทธเจ้าท่านเกริ่นความมา...ตั้งแต่มัชฌิมาปฏิปทา
มรรคมีองค์แปด ...ท่านบอกว่าลักษณะอย่างนี้เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค
ลักษณะนี้เรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค
ที่เกริ่นเพราะอะไร ...เพราะว่าแต่ก่อนแต่ไรมา
อัญญาโกณฑัญญะท่านก็ปฏิบัติในแนวทางของพราหมณ์ ของฤาษี คือทำความยิ่งในจิต
เพื่อมุ่งหวังให้สู่จิตที่ดีที่สุด
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเลียบเคียงให้เห็นว่า...เนี้ยคือความสุดโต่งแห่งจิต คือความก้าวข้ามมัชฌิมา ...นี่ ท่านก็ปูพื้นของมัชฌิมาลงไป
พระอัญญาโกณฑัญญะ
พร้อมกับปัจจวัคคีย์ทั้งสี่..รวมเป็นห้า ...ท่านก็น้อมนำ
ท่านก็ปรับพื้นฐานให้มันดำรงคงไว้ซึ่งความเป็นเดี๋ยวนี้..พอดีตรงนี้ ...ไม่ไปทำให้จิตยิ่งกว่านี้
ไม่ไปหาธรรมที่ยิ่งกว่านี้ เกินนี้
พระพุทธเจ้าท่านดักไว้แล้วด้วยเรื่องอัตตกิลมถานุโยค
บอกไม่เอา..ไม่ใช่ ลักษณะอย่างนี้เรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค
ทางที่พึงพอใจนี่ก็ไม่ใช่ ...ท่านบอกว่าให้วางไว้ก่อน ให้อยู่ตรงนี้
อยู่ท่ามกลางตรงนี้
พอท่านระงับควบคุมจิตที่ไม่ให้มันออกซ้ายบ้างขวาบ้าง
ให้มันอยู่เฉยๆ ไม่หา แล้วก็ไม่ปฏิเสธอะไร ...จิตก็อยู่ในสมดุล คงสภาพกลางๆ
ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน
(ต่อแทร็ก 16/23 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น