วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/22



พระอาจารย์
16/22 (570928A)
28 กันยายน 2557


พระอาจารย์ –  ให้ขยันหมั่นเพียร และก็รู้ว่าการสร้างวัดภายในนี่ เป็นการสร้างวัดที่ไม่ต้องเสียเงินลงทุนอะไรเลย

เพียงแค่อย่างเดียวที่จะสร้างวัดภายในนี้ได้...ก็คือให้ทาน  จาโค...สละออก  ปฏินิสสัคโค...ปล่อย ...สละความคิด สละอารมณ์ สละความเห็น

วัดนี่สร้างได้ด้วยการเสียสละ ด้วยทาน ด้วยการสละออก...ซึ่งอารมณ์ ซึ่งความคิด ...การเข้าไปจริงจังมั่นหมายในความคิด...สละออก  ความเข้าไปจริงจังมั่นหมายกับอารมณ์...สละออก

มรรคนี้ก็แข็งแกร่งขึ้นมาเองน่ะ ...กายใจ...ที่มันดูซอมซ่อๆ นี่ ...เพราะมันไม่มีที่เขาเรียกว่าทานศีลภาวนานี่...ว่าทานมันเกี่ยวข้องกับศีลภาวนาอย่างไร

ถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็จะไปแปลคำว่าทานนี่...คือการทำบุญ ให้ทาน สละเรื่องวัตถุข้าวของเงินทอง ...แต่ถ้าเป็นทานที่จะให้เกิดศีลและภาวนานี่ ก็คือทานอย่างที่เราบอก

คือสละละวางอารมณ์ สละความนึกคิดปรุงแต่ง สละความทะยานอยาก ...นี่จึงเป็นเหตุให้เกิดศีล คือวัด คือกายปัจจุบันนี่ จึงจะงอกงามขึ้น

แล้วพอตัวนี้อยู่ ...นี่เขาเรียกว่าเป็นที่พักฟื้น มีวัดภายในเป็นที่พักฟื้น ไม่เป็นคนจรหมอนหมิ่น ภาวนาจึงก่อเกิด...ภาวนาแล้วก็ก่อเกิด ...นั่นแหละคือศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงจะเกิด ไตรสิกขาจะเกิด

ทุกอย่างจะเป็นไปตามลำดับลำดาอยู่ในแวดวงศีลสมาธิปัญญา ทานศีลภาวนา สติสมาธิปัญญาอย่างนี้ ไม่มีมากกว่านี้หรอก สำหรับในที่ตั้งใจจะเป็นนักภาวนา ผู้ภาวนาแล้วนี่ ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งกว่านี้หรอก

อะไรที่เป็นคำกล่าวอ้างแห่งจิตเรา อะไรที่เป็นความเห็นแห่งจิตเรา อะไรที่เป็นความเชื่อแห่งจิตเรา...ไม่เกี่ยว ให้ถือว่าอันนี้ไม่เกี่ยวเลย ...เพราะมันนอกเหนือจากศีลสมาธิปัญญาไปแล้ว

แล้วอย่าได้ไปเชื่อไปหลงว่ามันจะมาช่วยให้เกิดศีลสมาธิปัญญาที่มั่นคงขึ้น ...ไอ้อย่างนี้น่ะหลอก มันหลอก กิเลสมันหลอก ให้ไปหัวหกก้นขวิดกับมัน ไปมีในมัน ไปเป็นในมัน ไปอยู่กับมัน

ไอ้มันๆ นั่นน่ะคือภพที่มันสร้างขึ้นมาล่อหลอก ว่าดีอย่างนั้น ถูกอย่างนั้น ...เนี่ย คือภพ คือจุดมุ่งหมายที่มันสร้างสรรค์ขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้เป็นส่วนที่มันมาเอื้อในการที่จะสร้างวัดภายในนี่ให้มันใหญ่โตแข็งแรงมั่นคงเลย

เพราะนั้นตัวที่สนับสนุน ที่จะให้เกิดวัดหรือศีลตัวนี้...ให้เกิดความแข็งแกร่งขึ้น ต้องอาศัยทาน ...แล้วไม่ใช่ทานวัตถุข้าวของ  ทานที่แท้จริงคือหมายความว่า จาโค...สละ สละความคิด สละอารมณ์

ยิ่งสละเท่าไหร่ ยิ่งไม่ไปเชื่อไม่ไปทำตามความคิดความเห็นเท่าไหร่ ...กายนี้จะชัดเจนขึ้นเท่านั้น จะมีอยู่อย่างที่มันมีอยู่เท่านั้น โดยที่ไม่ต้องไปดำดินบินบนค้นหา

เพียงแค่ละและวางความคิดและอารมณ์ เพียงแค่ละและวางการเข้าไปมีเข้าไปเป็นในอารมณ์ในความคิดนี่ ...กายก็จะเด่นหราขึ้นมาเอง จนน่าเข้าไปอยู่ น่าเข้าไปอาศัยกับมัน

ก็จะเห็นว่าตรงนี้...กายนี้ ที่ตั้งอยู่ตรงนี้ มันเป็นที่สงบร่มเย็น เป็นที่คุ้มกะลาหัว ไม่ให้กิเลสน้อยใหญ่มาบีบคั้นแบบถมทับท่วมท้นได้ง่าย

เมื่อมันน่าอยู่ก็เข้าไปอยู่ ...และเมื่อมันอยู่แล้วก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ก็ขัดเกลา ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด ผ่องใส ชะล้างสิ่งที่มันห่อหุ้มปกคลุม หยากไย่ใยแมงมุม เถาวัลย์

ซึ่งก็คือสมมุติบ้าง บัญญัติบ้าง ภาษาธรรมบ้าง ความเห็นบ้าง ความเชื่อบ้าง ความหมายตามนั้นอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้นบ้าง ...ก็เพียรชำระออกอยู่เสมอ ขัดเกลาอยู่เสมอ เรียกว่าขัดเกลาศีล ขัดเกลากาย

ศีลนี้กายนี้...ก็บริสุทธิ์ผ่องใส เรืองรองขึ้นมา สว่างขึ้นมา ยิ่งน่าอยู่ยิ่งน่าอาศัยมากขึ้นเท่านั้นน่ะ ...พร้อมกับแข็งแกร่งแข็งแรงดุจภูผา ดุจแผ่นดินดุจแผ่นหินน่ะ

ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ศีลจะเป็นเสมือนแผ่นดินน่ะ ที่ไม่สามารถมีอะไรมาทำลายแผ่นดินนี่ให้แตกแยก ให้สลาย ให้หมดสภาพได้เลย

เมื่อเป็นวัดที่แข็งแกร่งแข็งแรงขนาดนี้แล้ว จะไม่มีพระสงฆ์มาอาศัยได้อย่างไร หือ ...เพราะนี่คือวัดที่แท้จริงในทางพระศาสนา จึงมีแต่พระแท้เท่านั้นที่เข้ามาอยู่

ไม่มีพระเทียม ไม่มีพระปลอม ไม่มีอลัชชี ไม่มีเดียรถีย์ ไม่มีพระตามใบสุทธิ ไม่มีพระห่มเหลือง ไม่มีพระห่มสีราชประเพณีนิยม สีส้มแปร้ด เหลืองแปร้ด

ไอ้นั่นมันพระกึ่งแพะ...พระๆ แพะๆ มันไม่แน่ ...เพราะนั้นไอ้พวกพระๆ แพะๆ นี่อยู่ไม่ได้นะวัดนี้ ...จะต้องเป็นพระสงฆ์...พระอริยสงฆ์เท่านั้น

นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ของศีล คัดกรองพระเลยแหละ แพะไม่ให้เข้า ...เพราะแพะมันจะไม่อยู่ในที่นี้ได้เลย เชื่อมั้ยล่ะ คือจิตที่มีกิเลสปนเปื้อนจะอยู่ได้ไม่นานหรอก 

นี่ ศักดิ์สิทธิ์มั้ยล่ะ คัดกรองมั้ยล่ะ ...ดีกว่าที่จะต้องให้มีพวกนักรบไอคอนมาคอยระแวดระวังว่าองค์นี้ดี องค์นี้เลว..ไม่มี ...มันคัดกรองเองโดยปริยาย 

ถ้าไม่ได้เป็นพระสงฆ์เข้าไม่ได้ อยู่ให้ห่างๆ ...แม้แต่พระสงฆ์...ถ้าเป็นพระสงฆ์ที่ยังไม่บริสุทธิ์จริง ก็อยู่ได้เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

จนถึงที่เรียกว่าเป็นที่สุดแห่งสงฆ์ เรียกว่าพระอรหันต์...อยู่ได้โดยตลอด ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลย ไม่มีอาการรุ่มร้อนเลย ท่ามกลางกายใจนี้

ไปประเมินความเป็นพระของตัวจิตเราดู ...ดูว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่า อยู่กับมันสักห้านาที-สิบนาที แล้วมีลักษณะเหมือนหมาถูกน้ำร้อนลวกหรือเปล่า

เพราะนั้นอย่ามาถามเราว่า "หนูกิเลสเยอะรึเปล่า" ...ให้พิสูจน์ความเป็นพระของจิต...กับวัดที่มีอยู่แล้ว ...ไม่ต้องมาถามว่าหนูถึงขั้นไหนแล้ว ดูเอาเองเลย 

มันอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนโดยที่ไม่ต้องควบคุมเลยรึเปล่า ...เออ ถ้ามันอยู่ตรงนี้ได้ด้วยความเย็นใจเบาใจ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจในการที่จะอยู่ตรงนี้...ใกล้แล้วโว้ย ใกล้จะเป็นพระโดยสมบูรณ์แบบแล้ว

แต่ถ้าเป็นกิเลสน่ะอยู่ไม่ได้ ถ้าเป็น “เรา” ก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้ก็ต้องบีบบังคับให้มันต้องอยู่ ...ศีลสมาธิปัญญาคัดกรองกิเลสอย่างนี้  สิ่งที่ไม่ใช่ สิ่งที่ไม่จริง ไม่สามารถจะอนุญาตให้อยู่ได้

ศักดิ์สิทธิ์ไหมเล่า...กายใจอันบริสุทธิ์นี่ ...ไม่ต้องมีใครมาคอยจับผิดเลยน่ะ เพราะศีลสมาธิปัญญานี่เป็นตัวดักกิเลส เป็นตัวเคี่ยวกรำกิเลสน่ะ...กิเลสในจิตน่ะ

มันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับกิเลสนี่แบบผีไม่เผา จะมาแอบอิงอาศัยอยู่ไม่ได้เลย ...เคยได้ยินไหมที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบดังว่ากิเลสเหมือนซากศพที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร

คลื่นลมในมหาสมุทรจะพัดซากศพทุกซาก ไม่ว่าซากไหน ต้องมาเกยตื้นหมด ...มันอยู่ไม่ได้ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ กายใจ ศีลสมาธิปัญญา มรรคมีองค์แปด

นี่ เห็นมั้ย ชี้ขุมทรัพย์แล้วนะ ...กลับไปนี่ทิ้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลย กลับบ้านถอดพระออกได้เลย (โยมหัวเราะกัน) ...เห็นมั้ย ที่มันไม่กล้าถอดนี่คือ...กลัว “เรา” เสียหาย

ไอ้ที่มันห้อยพระนี่ ไม่ได้กลัวอะไรหรอก กลัว “เรา” จะมีอันเป็นไป ...นี่ ยังทะนุถนอมหวงแหนซึ่งความเป็นเราอยู่นะ พระนี่ยังมาช่วยอนุเคราะห์ความดำรงคงอยู่แห่ง “เรา” อีกนะ

ก็อยู่จนกระทั่งไม่กล้าอาราธนานิมนต์ท่านขึ้นหิ้ง นี่ ไม่ว่ากัน ถือพอติดปลายนวมก็เอาเถอะ ...แต่อย่าไปถึงขั้นไปจับจ่อ จดจ่ออยู่บนแผงพระแล้วกัน ไอ้นั่นก็เกินไป

หรือถึงขั้นเอาแว่นขยายมาส่องหาความเป็นจริงในเนื้อพระ นั่นน่ะมันส่องหาความเป็นจริง...ตามประสาว่าของจริงหรือของปลอม ใช่มั้ย

ถ้ามาถามเรา เราบอกว่าปลอมหมดน่ะ ....พระจริงน่ะอยู่ในนี้ๆ  ทุกคนสามารถมีพระจริงอยู่ได้...โดยมีกายนี่เป็นกรอบพระ มีเนื้อหุ้มอยู่ มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ...นี่เป็นกรอบไว้หุ้มพระ

แต่ถ้าพระขลัง กรอบก็แตกนะ  ขลังเกิน กิเลสแรงเกิน กรอบแตกหมด...กรอบกายแตกนี่ กิเลสกระเจิดกระเจิงหมด ...เหมือนกรงขังนกน่ะ อย่าเปิดกรงนะ นกมันจะไปหาสู่ความเป็นอิสระของมัน

แต่ถ้าปิดกรงไว้ ไม่ให้ข้าวให้น้ำนกอ่ะ หรืออาจจะให้บ้างเป็นกระเซ็นกระสาย ...แต่อย่าเปิดกรงนะ อย่าให้กรงแตกด้วยนะ คอยซ่อมแซมทะนุบำรุงไว้

ผลสุดท้ายท้ายสุด...นกตาย  มันจะโบยบินไปไหนไม่ได้..มันก็ตาย  ไม่ให้ข้าวให้น้ำ..เดี๋ยวก็ตาย ...นั่นแหละ กิเลสมันตายไปอย่างนั้น มันตายอยู่ภายใน

มันไม่ได้ไปตายอยู่กับการที่ว่า...กำลังโกรธ กำลังไม่พอใจ แล้วไปด่ามัน 'เฮ้ย หายเลยโว้ย กิเลสตาย' ...ไม่ใช่ตายอย่างนั้นน่ะ ไอ้อย่างนั้นเขาเรียกว่าไปกู้หนี้ยืมสิน แล้วเวลาเอาคืนนี่ คิดดอกเบี้ยทบต้นด้วย

กิเลสไม่ตายหรอก ไม่มีทางตายอย่างนั้นเลยแต่มันเข้าใจว่า ถ้าได้ด่าได้พูดแล้วมันสบายใจ มันเกิดความอิสระไง ใจมันเบาเลย อิ่มเอมเปรมปรีด์ ได้ด่ามันสะใจ อย่างนี้

นี่เขาเรียกว่าละกิเลส วางกิเลสแบบโง่ๆ ตามประสาควาย  ละกิเลสแบบควายๆ ...ไม่สงสัยบ้างรึไงว่ามันไม่หายไปเลยน่ะอารมณ์ ไม่มีทีท่า ไม่มีวี่แววเลย

ไม่มีท่าทางเลยว่ากิเลสจะหมดสิ้นไปจากใจเลยน่ะ ...นี่ ทำไมไม่มีปัญญาจะสังเกตบ้างว่ามันไม่ใช่ ไม่มีทาง ...แต่มันกลับใช้วิธีการนี้อยู่ซ้ำๆ ซากๆ ไม่เลิกไม่หยุด

แต่ถ้าขังมันไว้ ...แน่นอน นกที่ถูกขังไว้มันมีอาการยังไง...มันก็บินชนกรง จะแหกกรงอยู่ตลอดนั่นแหละ เป็นที่น่ารำคาญหัวอกหัวใจผู้นั้นอยู่แล้ว

เรียกว่ามันจะเอาจนกรงแตกน่ะ ...หรือกรงไม่แตก ก็มีเจตนา..คือเหมือนมือที่มองไม่เห็นน่ะ...ไปเปิดกรงออก ...แล้วก็รู้สึกว่า เออ สบายดี

กิเลสมันก็ไปหาอยู่หากินตามสรรพสิ่ง ...ไปเกิดตรงไหน ไปอยู่ตรงไหน มันก็เกิดความเข้าไปข้องแล้วก็เสพ เป็นอารมณ์แห่งเรา ทั้งพอใจและไม่พอใจ ...นั่นน่ะคือภักษาหาร

พออิ่มเอมเปรมปรีด์เสร็จแล้วก็ไปนอน จับคาคบไหนก็นอนนั่น เหมือนนกขมิ้นเหลืองอ่อนออกทัวร์ หลับเมื่อไหร่ก็เสร็จ ตะข่ายฟ้าตะข่ายดิน โดนจับลงหม้อแกงไป ...เป็นทุกข์ทั้งสิ้น

เนี่ย มันไม่ได้เท่าทัน ไม่ได้รู้จักมักคุ้นหน้าตากิเลส ...หน้าตาตัวตนของกิเลส ความเป็นไป การอยู่การไป การอยู่การกิน การอาศัยของกิเลสเลย

ไม่ได้กระสาย ไม่ได้กระสากลิ่นเลย...ว่านี่เป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆ เป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น เป็นสาเหตุให้เกิดการหมุนวนๆๆ อยู่ในอาการเดิมๆ อาการเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่ว่าเกิดกี่ครั้ง..ตายกี่ครั้ง  เกิดกี่ชาติ เกิดเป็นอะไร เกิดไม่เป็นอะไร เกิดเหมือนเดิม เกิดไม่เหมือนเดิม ...มันจะหมุนวนอยู่ในลักษณะอาการเดิมๆ อยู่อย่างนี้

พอจะให้มาภาวนา พอจะให้มาจำกัดให้อยู่จำเพาะกายจำเพาะใจแค่นี้ ...มันก็เกิดภาวะอิดๆ ออดๆ อ้างนั่น อ้างนี่ อ้างโน่น ...อ้างอายุ อ้างเพศ อ้างหน้าตา อ้างสถานะ

ไม่ก็อ้างดินฟ้าอากาศ อ้างกาลเวลา อ้างกลางวันอ้างกลางคืน ผัดวันประกันพรุ่งไป ...ศีลสมาธิปัญญามันจะงอกงามได้อย่างไรกับผู้ที่ยังอ้างกาลอ้างเวลา

แต่มันกลับไปงอกงามในกิเลสที่มันจะเฟื่องฟูขึ้น มีอารมณ์ที่ซับซ้อนขึ้น สามารถจะทำพูดคิดโดยอาศัยวาจา ท่าทาง คำพูด...ที่แนบเนียนขึ้น ลึกซึ้งขึ้นในการก่อกิเลสสร้างกิเลส

มัวแต่ไปพัฒนาไอ้จุดนั้นน่ะ ที่จะทำให้กิเลสนี่มันซับซ้อน ยากต่อการที่จะฆ่าและทำลายยิ่งขึ้น นี่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ที่ปฏิบัติในธรรมเลย ไม่ใช่จริยวัตรของผู้ปฏิบัติธรรมเลย


(ต่อแทร็ก 16/23)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น