วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/23 (2)


พระอาจารย์
16/23 (570928B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
28 กันยายน 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/23  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เมื่อจิตมันหยุดตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน มันไม่ไป ...นี่เขาเรียกว่าพักฟื้น เห็นมั้ย อย่างที่เราบอก มันอยู่ในสถานที่พักฟื้นจากกิเลส ...มันก็อยู่ตรงนี้

พอมันอยู่ตรงนี้ ...ไอ้ตรงนี้มันมีอะไร ...มันก็ปรากฏความมีของกาย ที่เป็นกายตามความเป็นจริง กายตามความรู้สึก กายธาตุ กายเวทนา 

มันปรากฏอยู่โดยสภาพที่ไม่ได้ทำขึ้นมาใหม่ ไม่มีจิตทำขึ้นมา ...เพราะจิตมันอยู่ ไม่ได้ไปทั้งความอยาก การสร้าง การกระทำ...มันอยู่ ...นี่โดยใช้การฟัง

พอมาอยู่กับตรงที่กายปรากฏ เอาว่าตรงนั้น...ด้วยความที่ไม่รู้ไม่เห็นในองค์มรรคเลย ไม่รู้ไม่เห็นในความหมายของอริยสัจเลย ไม่รู้ไม่เห็นว่าจะทำยังไงต่อไปกับสภาพอย่างนี้ 

ก็เหมือนกับอยู่ในภาวะที่ตีบตัน ...พอในท่ามกลางความตีบตัน ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปยังไงดี  เพราะกิเลสมันยังมีอำนาจบีบคั้นอยู่ ยังไม่แจ้ง ยังไม่ทะลุ

นี่ พระพุทธเจ้าท่านก็อธิบายขยายความว่า อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง  ท่านก็พูดตั้งแต่ทุกขสัจ...ท่านก็พูดต่อจากมัชฌิมาไปอริยสัจ ๔ ว่าถึงทุกขสัจ

ทุกข์คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ ...อะไรที่ปรากฏอยู่ ท่านเรียกว่าทุกขสัจ...คือสภาพที่คงอยู่ได้ยาก มีความเสื่อมไปสลายไปในตัวของมันเองโดยที่ไม่ต้องมีใครไปกระทำต่อมัน ...ท่านเรียกว่าทุกขสัจ

นี่ก็ไปพอดีกับที่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้าท่านเห็น ...อะไรที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า คือความรู้สึกที่เป็นกายตั้งอยู่นี่ ...พระพุทธเจ้าก็พูดว่า อะไรที่ปรากฏอยู่นี่ ท่านเรียกว่าทุกขสัจ

แล้วท่านก็ยังบอกต่อว่า...กิจที่พึงกระทำต่อทุกขสัจ ให้พึงกำหนดรู้ ...ท่านไม่ได้บอกให้ละ ท่านไม่ได้บอกให้ทำลาย ท่านไม่ได้บอกให้ปัดเป่าให้สลายไป ...แต่ท่านบอกว่าให้พึงกำหนดรู้

พระอัญญาโกณฑัญญะตลอดทั้งปัญจวัคคีย์ ท่านอ่อนน้อมต่อพระพุทธเจ้า ท่านไม่ดื้อด้าน ท่านเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย เป็นสันดาน เป็นผู้มีความนอบน้อมต่อธรรมที่ใคร่กระหายอยากรู้เห็นในธรรม

ท่านเชื่อฟัง ...พอพระพุทธเจ้ามาพูดว่า ทุกขสัจพึงกำหนดรู้  กิจที่ควรทำต่อทุกขสัจ ให้พึงระลึกรู้  ท่านก็ทำตามอย่างไม่อิดออด...ณ ตรงนั้น ณ เดี๋ยวนั้น ณ ปัจจุบันนั้นที่ได้ยินเลย

เห็นมั้ย การฟังธรรม...กับการปฏิบัติธรรมของพระปัญจวัคคีย์ถือว่าเป็นไลฟ์น่ะ...สดๆ  ไม่ใช่...เออ ฟังเสร็จ เดี๋ยวประมวล แล้วค่อยไปปฏิบัติทีหลัง

ไม่ใช่รอไปปักกลดภาวนาอยู่ราวป่าอิสิปตนะตรงนั้น หรือให้ห่างจากพระพุทธเจ้าท่านก่อน แล้วจะได้มีเวลาไปทำความรู้แจ้งตรงนั้น ...ไม่ใช่

ท่านเป็นผู้อ่อนน้อมต่อธรรม แล้วท่านเป็นผู้ใคร่ในธรรม ท่านเป็นผู้ขวนขวายในธรรม ...ท่านก็ทำตรงนั้นทันทีที่พระพุทธเจ้าท่านพูดถึงจุดที่ว่าทุกขสัจ แล้วให้ทำยังไงกับทุกข์เบื้องหน้าที่ปรากฏคือกาย

ท่านก็ทำโดยไม่อิดออด ลังเล ไม่สงสัย …แล้วระหว่างที่ทำ กิเลสที่มันฝังตัวอยู่ในจิตนี่...ยังมี ยังไม่หมด ...มันก็อยู่ในสภาพอย่างที่เราบอก มันก็เหมือนกับนกน้อยที่อยู่ในกรงขัง 

มันก็มีความดิ้นรน กระวนกระวาย ทะยานออก ...พยายามที่จะทะยานออกโดยสันดานแห่งจิต

พระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศ นี่ ท่านรู้กระบวนการของจิตอยู่แล้ว กระบวนการของผู้ฟัง ...ท่านก็กล่าวต่อในอริยสัจข้อต่อมา...ว่าถึงทุกขสมุทัย

มันก็พอดีกับอาการที่เหล่าปัญจวัคคีย์นั่นกำลังกำหนดรู้ทุกข์...แต่ว่ามันมีความกระวนกระวายแห่งจิต ที่จะไม่รู้เฉยๆ อยู่เฉยๆ กับทุกข์นี้ได้ แล้วเริ่มออกอาการสะเปะสะปะ

พระพุทธเจ้าท่านก็กล่าวถึงทุกขสมุทัย...ว่าสาเหตุแห่งทุกขสมุทัยคือตัณหา คือความทะยานอยากของจิต ...มันก็ปะพอดีกับการมีความทะยานของจิตของผู้ฟังตรงนั้น

ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดตกอยู่ใต้สภาวะเดียวกัน กิเลสเดียวกัน เกิดความบีบคั้นโดยทุกขสัจ  รู้ทุกขสัจเดียวกัน เหมือนกัน ปฏิบัติในช่องทางเดียวกัน ทางสายเดียวกัน ...มันก็เกิดอาการแบบเดียวกัน

เมื่อกี้พระพุทธเจ้าบอกว่ากิจที่พึงกระทำต่อทุกข์ ท่านบอกว่ากำหนดรู้ ...แต่พอมาถึงสมุทัย ท่านบอกว่ากิจที่พึงทำต่อทุกขสมุทัย...ท่านบอกว่าให้ละ

ไม่ต่อ ไม่เติม ไม่เพิ่ม ไม่ไปประกอบเหตุร่วมด้วยกับมัน นี่คือกิจที่พึงกระทำต่อทุกขสมุทัย ...ปัญจวัคคีย์ก็ทำตาม ...ไม่ต้องรอให้พระพุทธเจ้าพูดจบ ท่านทำเลย ...ละๆๆๆ ละอย่างเดียว

จิตก็เกิดความแน่วแน่ มุ่งตรง ชัดเจนต่อทุกข์เบื้องหน้าคือกาย ...ความมุ่งมั่นต่อความรู้เห็นจำเพาะกายก็บังเกิด เป็นเส้นตรงสายเดียว จิตมุ่งตรงเป็นเส้นตรงแน่วแน่อยู่สายเดียว

พอถึงจุดนี้พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า...มรรค  ลักษณะอย่างนี้เรียกว่ามรรค ...แล้วก็บอกว่ากิจที่พึงกระทำต่อมรรค ท่านบอกว่า...ให้เจริญๆ ให้เจริญขึ้นมากๆ

ปัญจวัคคีย์ก็..พอถึงจุดนี้ เอาใหญ่เลย ...แน่วแน่ รู้เห็นตรงจิตที่มันคอยสะเปะสะปะ ที่มันจะคอยออกไปค้น ไปสร้าง ไปควาน ไปหา ไปเห็นโน่นเห็นนี่ เอานั่นเอานี่ 

ก็ไม่เอา...ละๆๆๆ ...แล้วก็มุ่งตรงต่อมรรค มุ่งตรงต่อทุกข์ รู้เห็นแต่ทุกข์คือก้อนกายกองกาย ...กำหนดรู้อยู่ถ่ายเดียวหน้าเดียวอย่างนั้น

ทำอยู่อย่างนี้สักช่วงระยะหนึ่ง ...อัญญาโกณฑัญญะก็อุทานขึ้นว่า อัญญาสิ อัญญาสิ...รู้แล้ว เห็นแล้ว รู้แล้ว เข้าใจแล้วๆ ...ลักษณะอาการคงปลื้มปีติยิ่งจนต้องอุทานขึ้นมา

พระพุทธเจ้าก็บอกว่า นี่ผล...นิโรธ เป็นผลที่ได้จากการเจริญมรรค ...คือความดับไปสิ้นไป 

ทั้งความสงสัย ทั้งความถือมั่น ทั้งความไม่เข้าใจในขันธ์ ทั้งความไม่เข้าใจตามความเป็นจริงของกายใจ ทั้งความไม่เข้าใจความเป็นจริงของโลก ...นิโรธบังเกิด

นี่ท่านว่ากันแบบตัวเป็นๆ แล้วก็ทำต่อหน้ากันเลยน่ะ ...ไม่มีต้องมานุ่งผ้า ครองผ้า ห่มผ้า ถือศีลปลงอาบัติกันก่อน สมาทานศีลกันก่อน ...นี่ ไม่มีพิธีอะไรเลย อยู่ในป่า ราวป่าอย่างนี้ 

เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าก็ยังมาทวนซ้ำกับอัญญาโกณฑัญญะว่า...ไอ้ที่ว่าเห็นน่ะ เห็นอะไร รู้อะไร 

ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านรู้อยู่แล้ว ...แต่ท่านก็ถามซ้ำเพื่อให้บัญญัติไว้ จารึกไว้ เป็นอรรถและพยัญชนะสืบเนื่องมาทุกวันนี้ ...จึงปรากฏวลีธรรม วัจนะธรรมของพระอัญญาโกณฑัญญะ 

ที่บอกว่า...ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ  อย่างที่ว่า...สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ...ท่านตอบมาอย่างนี้

พระพุทธเจ้าจึงรับรองกลับว่า จักขุง อุทปาทิญานัง ...ดวงตาเห็นธรรมบังเกิดแล้วแก่อัญญาโกณฑัญญะ จริง ไม่ผิด ไม่คลาดเคลื่อนจากธรรมตามจริง ...เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้ญาณทัสสนะเปิดแล้ว

แล้วจากนั้นมาตามลำดับลำดา อีกสี่ท่านอีกสี่องค์ จนไปสิ้นสุดที่พระอัสสชิ ก็สำเร็จรู้เห็นธรรม...แบบเดียว เฉกเช่นเดียวกับพระอัญญาโกณฑัญญะ...ตามลำดับ ในช่วงห้วงเวลาประมาณนั้น

ก็มีดวงตาเห็นธรรม อยู่ในระดับที่เรียกว่า...โสดาปัตติผล ยังไม่หมดสิ้นซึ่งกิเลสโดยสิ้นเชิง 

พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้หนีไปไหน ท่านก็ยังอยู่ที่นั่นเอง ซึ่งต่างคนต่างก็แยกย้ายกันอยู่ในบริเวณนั้น ไปเจริญมรรค ...ให้เข้มข้นในมรรคยิ่งขึ้น 

ความรู้จริง รู้ชัด รู้แจ้งยิ่งกว่าแจ้ง ชัดในกายใจ ตลอดถึงสามโลกธาตุ ก็ยิ่งพอกพูนบ่มเพาะไปตามลำดับ

แล้วพวกปัญจวัคคีย์ท่านก็ทิ้งช่วงห่างไป สิบห้าวัน เดือนนึง พอสมควรแก่เหตุแก่ธรรม ก็นัดแนะรวมตัวกันมาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าอีกครั้ง

พระสูตรบทที่สอง ที่พระพุทธเจ้าสอนพระปัญจวัคคีย์นี่  ท่านพูดถึงอนัตตลักขณสูตร...เป็นพระสูตรที่เนื้อใหญ่ใจความกล่าวถึงไตรลักษณ์ 

ความไม่เที่ยงของรูป ของเสียง ของกลิ่น ของรส ของโผฐฐัพพะ อายตนะ ธัมมารมณ์ทั้งหลาย ...ตลอดทั้งสามโลกธาตุ ตั้งอยู่บนความเป็นไตรลักษณ์

ความชัดเจนในธรรมที่เป็นไตรลักษณ์ จนถึงธรรมสูงสุดของไตรลักษณ์คืออนัตตา คือความว่างเปล่าจากสัตว์บุคคลตัวตน ซึ่งไม่ได้ว่างเปล่าแต่เฉพาะสัตว์บุคคลเท่านั้น 

มันว่างเปล่าไปถึงตัวตนที่ปรากฏ...ที่เรียกว่าทุกข์ที่ปรากฏ ก็ไม่มีตัวตนเป็นทุกข์ ทั้งทุกขสัจและทุกข์อุปาทาน ...นี่ก็จบสิ้น กิจแห่งพรหมจรรย์ ตรงที่อนัตตลักขณสูตรนั่น

พระพุทธเจ้าจึงบอกให้เธอทั้งหลายแยกย้ายกันไป จาริกธรรม ...ให้มีการจาริกธรรม ประกาศธรรมด้วยการจาริก ...ไม่ใช่ไปประกาศธรรมด้วยการตั้งคัทเอาท์ เชื้อเชิญ 

แต่ท่านให้จาริกธรรมไป และให้แยกย้ายกันจาริกไป อย่าไปในที่เดียวกัน ...ใครเห็น ใครศรัทธา มาเอง ...ใครอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็นไปตามที่ศรัทธา ต้องมาหา ต้องมาฟังเอง

นี่ท่านให้สอนธรรมด้วยการจาริก...ประกาศธรรมด้วยการจาริกไป


(ต่อแทร็ก 16/24)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น