วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 16/35 (1)


พระอาจารย์
16/35 (571024C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
24 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เหมือนเราเกิดมากลางมหาสมุทร ว่ายเวียนวนอยู่กลางมหาสมุทร ตายแล้วก็จมอยู่ใต้มหาสมุทร เกิดใหม่ก็เกิดกลางมหาสมุทร ที่ไม่เจอฝั่ง หาฝั่งไม่เจอ

จนกว่าวันใดวันหนึ่ง มีผู้มากล่าวบอกในท่ามกลางมหาสมุทรแห่งทุกข์  แล้วทำสัญลักษณ์ชี้นิ้วไปว่า ตรงนั้นเป็นฝั่ง...เธอทั้งหลายจงว่ายไป

ก็มีคนเชื่อบ้าง มีคนไม่เชื่อบ้าง...ไม่เชื่อนี่เยอะ หลายพันล้านคน  ไอ้ที่เชื่อแล้วว่ายตาม..แล้วก็หวนกลับ ก็เยอะ เพราะว่าระหว่างที่ว่ายก็ไม่เห็นฝั่งเหมือนกัน ใช่มั้ย

ไม่ใช่ว่ามีเสียงลือเสียงเล่าอ้างแล้วก็คนมายืนชี้ว่าทางนั้นเป็นฝั่ง ไหนวะฝั่ง ไม่เห็นเลย...แต่เชื่อแล้วก็ว่ายไป ...ว่ายไปไม่ถึงฝั่ง ไม่เห็นฝั่ง เหนื่อย เบื่อ เซ็ง คงไม่เจอฝั่งแน่ๆ เลย

เพราะอะไร ...มันมีคนข้างๆ ที่ว่ายมาด้วยกันไซโค เฮ้ย เธอว่ายไปทำไม ชั้นนี่เห็นทางนั้นเขาว่ายไปได้โสดา ได้อนาคา เยอะแยะเลย ...ก็ เหรอๆๆ หันกลับเลย

แต่มีไอ้เดนตายบางคนบางสัตว์...ว่ายไปแบบโง่ๆ วะ ...คือหูทวนน้ำ หูทวนลม ไม่ฟังใคร ไม่ดูใคร ใครไซโคก็ปล่อยให้มันพูดจนน้ำหมากกระจาย...ก็ช่างมึงเหอะ ว่ายลูกเดียว

เงยหน้าขึ้นมา...เอ้า เห็นฝั่งลิบๆ ...นี่ ใจ..กำลังใจนี่มาเป็นกอง ...ถึงมีเสียงตะโกนปาวๆ อยู่ข้างหลัง “ผิดทางนะๆ” ...บ้าหรือมึง หือ ก็มันเห็นอยู่ เบื้องหน้ามันคือฝั่ง มันจะว่ายกลับไหมนี่

ถ้ามันเห็นอย่างนี้ แล้วมีเสียงประกาศตูมๆ ตามๆ ว่าอีกทางนั้นน่ะฝั่ง มันไม่ฟังหรอก...กลับว่ายสวนไปเลยที่ฝั่งที่เห็น...ให้เห็นกันไปเลย แบบทุ่มเท แบบไม่เสียเวลาเลย

พอถึงจุดที่เรียกว่าเกยตื้น อันนี้ไม่ต้องว่ายนะ เดินเอา เดินอยู่ในน้ำ ...ที่ตัวเปียกตั้งแต่หัวจรดตีนเวลาว่ายน้ำ เดินเกยตื้นขึ้นมา หัวจรดตีนเริ่มแห้ง มาตามลำดับ 

ตั้งแต่หัวผม หน้าอก บั้นเอว หน้าขา หน้าแข้ง ข้อเท้า ตาตุ่ม ปลายตีน พ้นปลายตีน นอนแผ่บนฝั่งให้กิเลสแห้งซะหน่อย ให้น้ำมันแห้งซะหน่อย 

นั่น ตัวไม่เปียกแล้วนะ แล้วไม่มีที่จะหันลงไปเปียกในทะเลอีก ...นี่แหละที่ท่านใช้คำว่าขึ้นฝั่ง ...แต่ก่อนจะขึ้นฝั่งมันต้องหาฝั่งให้เจอก่อน 

เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว เดินไปจนสุดฝั่ง เดินไปจนกว่าไม่มีฝั่งให้เดิน นั่นแหละ จบกิจในพรหมจรรย์

พวกเราก็ประเมินเอาๆ ยังหูหนวกตาบอด ว่ายๆ เวียนๆ วนๆ อยู่ตรงไหน หรือลืมตาตื่นขึ้นมา ลืมตาว่ายแล้วมองรอบข้าง ด้วยปัญญาด้วยความเข้าใจถ่องแท้...ไปในทิศทางที่ถูกทิศทางที่ควร

ทิศทางที่ถูกทิศทางที่ควร...ไม่มีอะไรถูกควรกว่าศีลสมาธิปัญญา นั่นน่ะคือฝั่งความเป็นจริง ...อะไรที่นอกเหนือเกินศีลสมาธิปัญญา ท่านเรียกว่าฝั่งฝัน ฝั่งความคิดนึกปรุงแต่ง ฝั่งอดีตอนาคต

ล้วนแต่เป็นฝั่งที่ไม่มีอยู่จริง ท่านจึงเรียกว่าเป็นฝั่งฝัน เพ้อเจ้อ เลื่อนลอย หาสาระไม่ได้...แต่กลับงมงายอยู่ตรงนั้น จริงจังอยู่ตรงนั้น หมายมั่นอยู่ตรงนั้น ลุ่มหลงอยู่ตรงนั้น ...ไม่ต้องถามหาฝั่งเลย

นี่ ก็เลยต้องมาพูดกรอกหูกันอยู่ทุกวันว่า ศีลอยู่ไหน คืออะไร  สมาธิอยู่ไหน คืออะไร  ปัญญาอยู่ไหน คืออะไร ...เชื่อซะหน่อย ไม่เชื่อก็แกล้งเชื่อซะหน่อย

คือต้องแกล้งเชื่อก่อน แล้วทำ ...มันไม่มีใครเชื่อจริงตั้งแต่แรกฟังนี่หรอก เพราะที่พูดมาแล้วยังไม่เห็นใครสักคนที่พูดปั๊บแล้วเห็นฝั่งปุ๊บ เข้าใจมั้ย

ก็อยู่ในขั้นปทปรมะ แล้วกำลังยกระดับขึ้นมาเนยยะ...คือลืมตาขึ้น แล้วก็มีทิศทางเป้าหมายที่ชัดเจน นี่เนยยะ เข้าใจรึยัง ...รู้จักเนยยะรึเปล่า แล้วมีอุคติ..วิปัจจิตัญญู นี่บัวสี่เหล่า

พอได้รับการชี้นำ ศีลสมาธิปัญญาอยู่ที่ไหน หมายความว่าลืมตาขึ้น แล้วมีทิศทางไป ...แต่ยังไม่เห็นหรอกจุดหมายของทิศทาง แล้วระหว่างนั้นก็ฟันฝ่า...ฟันฝ่ากับกิเลส

กิเลสคืออารมณ์น้อย-ใหญ่ กิเลสคือความอยาก-ความไม่อยากน้อย-ใหญ่ กิเลสคือความยึดหน้าถือตา ยึดตัวถือตนน้อย-ใหญ่ ...เหล่านี้จะต้องฝ่าฟันไป นี่ เนยยะ

เดี๋ยวซ้ายบ้าง เดี๋ยวขวาบ้าง เดี๋ยวไปทางนั้นบ้างทางนี้บ้าง เดี๋ยวลังเลสงสัยบ้าง สุดท้ายต้องมีที่หมายที่มั่นอย่างชัดเจนเป็นที่ไป ...แล้วก็เหนื่อยยากลำบาก เพราะต้องออกแรงเยอะ

ออกแรงดึง...พยุงตัวเองไม่ให้จมหรือหันหลังกลับให้ไกลจากฝั่งไปอีก เหนื่อยขึ้นอีก เหล่านี้คือเนยยะ เพราะนั้นเนยยะนี่ เป็นลำดับที่ต้องใช้ความเพียรอย่างยิ่งยวดในการปฏิบัติ

ถ้าหยุดการปฏิบัติ หยุดการเจริญอยู่ในศีลสมาธิปัญญาเมื่อไหร่ จะถูกกระแสของน้ำนี่ พัดพากลับคืนเดิม วนลงไปในที่ใจกลางมหาสมุทรที่เดิม ที่เป็นแหล่งรวมของเสือสิงห์กระทิงแรด 

คือสัตว์ทั้งหลายที่เขาอยู่กันอย่างไม่รู้ทุกข์รู้ร้อน อย่างไม่รู้หนาวรู้ร้อน อย่างไม่รู้ว่าเป็นผิดเป็นถูกแต่ประการใด อย่างนั้น มันจะไปวนอยู่ในที่เดิม

เพราะนั้นมันจะต้องออกแรงที่จะว่ายทวนกระแส...ที่มันจะพัดมา เหมือนกับเป็นเขาวงกต วนลงมาที่จุดศูนย์กลางเดิม คือความลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในขันธ์ห้า อยู่ในโลก อยู่ในอดีตอนาคต อยู่ในความปรุงแต่งของจิต

เพราะอะไร ...เพราะมันคือของคุ้นเคยเดิมๆ ที่มีอยู่ ใช้อยู่กับมัน ...มันจึงมีกระแสดึงดูดที่จะเข้าไปกลมกลืนคืนเดิมกับกิเลส นับถือกิเลสเป็นญาติ เป็นมิตรสหาย เป็นมิตรผู้ชี้นำ เป็นเพื่อนแท้

เป็นมิตรแท้เพื่อนแท้...แต่พอชนแล้วประกันไม่รับจ่ายนะ ทุกข์ทีไรชิ่งหมดเลย มึงแก้กันเอาเอง (หัวเราะกัน) นี่ แล้วมันก็ไม่บอกวิธีแก้ปัญหาเมื่อเวลามีทุกข์เกิดขึ้นด้วยนะ

แต่มันก็ไปๆๆ ปึ้ง ชนปึ้ง...ทุกข์  แล้วมันก็..เออ แก้เอาเอง ...เนี่ยคือสันดานของกิเลสเลย คือสันดานของ “เรา” เลย  ไม่ใช่ใครเลย ทุกคนเลย เกิดมาพร้อมกิเลส

แล้วเราจะตายไปพร้อมกิเลสเท่าเก่าหรือมากกว่าเก่านี้หรือ ...หรือเกิดมาพร้อมกิเลสแต่รู้จักขัดเกลากิเลสเจ้าของจนเกิดความเบาบาง ถึงจะตายก็ตายแบบกิเลสเบาบางลงไป

อันนี้มีค่ากว่า มีค่ามากกว่าเกิดมาเพื่อพอกพูนกิเลส สั่งสมกิเลส ทำความหนาแน่นในกิเลสให้มากขึ้น ...คือไม่เกิดก็ไม่ว่านะนี่  แต่มันก็ต้องเกิด กิเลสก็พามาเกิดจนได้

เพราะนั้นเมื่อเราเข้าใจแล้วว่าที่หมายที่มั่นของการปฏิบัติ จุดหมายที่จะต้องไปคืออะไร ...นี่แหละคือสัจจาธิษฐาน ที่เรียกว่า ทำนิพพานให้แจ้ง...ถือว่าเป็นสัจจาธิษฐาน ทิศทางที่จะไปคือจุดนี้

มันมีทิศทางแน่วแน่แล้ว มันปรากฏทิศทางที่แน่วแน่แล้ว ถึงแม้จะไม่เห็นก็ตาม ...สัจจาธิษฐานที่ว่า นิพพานเป็นที่สุด ตรงนี้เป็นมงคล หนึ่งในมงคลสามสิบแปด ก็คือนิพพานเป็นที่สุด


โยม –  แต่เวลาตั้งสัตย์อธิษฐานทีไร ส่วนมากจะมีมารเข้ามาเยอะ 

พระอาจารย์ –  อย่ากลัว อยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ ...ถ้าอยากจะละกิเลส ก็ต้องเผชิญกับกิเลส ไม่มีหรอกที่อะไรได้มาง่ายๆ ...ฝันน่ะได้

ตื่นมา...โห กูสำเร็จแล้วว่ะ มีพระมาเทศน์ พระพุทธเจ้ามาเทศน์แล้วนั่งฟัง โหย เข้าใจ เห็นกิเลสหลุดเป็นตัวๆ เลย (หัวเราะกัน) ...เออ ถ้าฝันน่ะนิพพานได้อยู่ ง่ายด้วย

แต่การละกิเลสไม่ได้ง่ายอย่างนั้น การเผชิญกับอารมณ์ที่มันบีบคั้นอยู่ ที่มันไม่ยอม...ในการกระทำคำพูดของใครคนใดคนหนึ่ง แล้วมันเกิดก่อหวอดขึ้นเป็นอารมณ์อยู่ภายใน

ต้องเผชิญนะ ต้องตั้งมั่นอยู่อย่างนั้น ไม่แตะต้องเลยนะ ...แล้วก็ดูเห็นในความเป็นไปของมัน...โดยยืนหยัดอยู่บนฐานกายใจ มันถึงจะไม่แตะต้อง เข้าใจมั้ย

ถ้ามันไม่ยืนหยัดอยู่บนฐานกาย ถ้าไม่ยืนหยัดอยู่บนฐานใจ  มันจะเกิดอาการเข้าไปแตะต้อง...ทำให้เปลี่ยนสภาพของการปรุงแต่งของอารมณ์ ...เราถึงบอกว่าอย่าไปยุ่งกับมัน 

แล้วตรงไหนที่จะอยู่แล้วถึงจะไม่ไปยุ่งกับมัน ...ตรงนี้คือฐาน ศีลสมาธิคือฐาน กายใจคือฐาน  พอตั้งฐานอย่างนี้ปั๊บ มึงมายังไงก็จะไม่หลุดจากฐาน

ตรงนี้จะไม่มีจิตที่มันวอกแวกไปแตะต้อง ตรงนี้จะไม่มีจิตวอกแวกไปเจตนาดีร้ายกับมัน ไปเพิ่มหรือลดกับมัน ตรงนี้ที่มันจะหยุดอยู่ ...แล้วจะเห็นความเป็นจริงของกิเลส

นี่ มันจะเห็นความเป็นจริงที่ว่า สุดท้ายปลายทางของกิเลส สุดท้ายปลายทางของอารมณ์ ระหว่างตั้งอยู่ของอารมณ์...ล้วนแล้วแต่ไม่มีอะไรจริงเลย

ทีนี้เวลาต่อไป มันเห็นสักครั้ง หลายครั้งต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ...ทีนี้มันขึ้นมาใหม่ หลอกใหม่..."เฮ่อ ของเก่า โธ่ กูเห็นแล้ว" ...นี่ ปัญญามันจะจำได้

เฮ้ย เห็นแล้ว ไม่มีอะไร สุดท้ายก็ไม่มีอะไร ...จะไปร้องไห้เสียใจอะไรกับมัน จะไปอึดอัดคับข้องอะไรกับมัน เห็นแล้ว...อะโด่ ดูแล้ว เข้าใจแล้ว

มันก็เลย...เหมือนตลกเล่นแล้วมุกแป้กน่ะ เฮ้ย แป้กว่ะ ทำไมมันไม่หัวเราะเลยวะ แป้ก  มันก็..เดี๋ยวๆ มันก็จะงัดมุกใหม่ เข้าใจมั้ย เอาจนกว่ามึงจะหัวเราะให้ได้

แรกๆ ก็เผลอหัวเราะกับมันหน่อย เอิ๊กๆ แล้วก็...เอ๊อะ ชักไม่เข้าท่าโว้ย  กลับมาตั้งมั่นปุ๊บ ดู เห็น เอ้ย ไม่ใช่ มันก็เอามุกเดิมมาหลอก..เฮ้ย แป้กว่ะ มันก็ทิ้งมุกไป

เห็นมั้ย กิเลสมันก็สรรหาสารพัด เขาเรียกกิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด มันจะงัดมาตลอดน่ะ ให้เกิดความเผลอเพลินลุ่มหลง...ไปเป็นกับมัน ไปมีกับมัน

พอฉลาดเท่าทันขึ้นๆ ทีนี้มันไม่รู้จะเอาอะไรมาหลอกแล้ว มันก็เลยรู้สึกตัวเองว่าเงียบปากซะดีกว่ามั้ย ...กิเลสมันจะอยู่ของมันแบบเงียบๆ จิตจะอยู่เงียบๆ

จิตจะเกิดภาวะที่สงวนจิต จะสงวนจิต จะหดตัว จะไม่ปรุงแต่ง จะไม่หลอก เป็นเรื่องราวมาหลอก จะไม่สร้างอารมณ์ขึ้นมาหลอกล่อเลย จิตมันจะหดตัวโดยธรรมชาติเลย


(ต่อแทร็ก 16/35  ช่วง 2)



วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 16/34 (2)


พระอาจารย์
16/34 (571024B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
24 ตุลาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/34  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แล้วให้สังเกตไปเรื่อยๆ ให้เท่าทันอย่างนี้ อยู่ในฐานนี้ไว้อย่างนี้ ...แล้วจะเห็นพัฒนาการของมันไปเอง ว่าเคยมาแบบคอนเซ็นเทรต ประเภทเข้มข้นคลั่กเลย ...เฮ้ย มันแบบแผ่วๆ ว่ะ

เฮ้ย มันแผ่วไปได้ไงวะ เนี่ย มันจะเห็นอย่างนี้เอง ...คือแบบว่า มันสมควรจะโกรธมากๆ เลย ในเมสเสจที่ได้รับอย่างเดียวกัน คล้ายคลึงกันนี่...คือแต่ก่อนนี่โลกแตกแล้ว จิตน่ะระเบิด

แต่พอมาอยู่ในการทรงศีลสมาธิปัญญาแล้วสังเกต มันจะเห็นเลยว่า เจือจางลง ...คือยังมีนะ ไม่ใช่ไม่มีนะ แต่ความเข้มข้นไม่เท่าเดิม ...มันจะเห็นพัฒนาการในตัวของมันเองอย่างนี้นะ

แล้วก็ให้มั่นใจขึ้นว่า เออ มาถูกทางแล้วกู อย่างนี้ถือว่าถูกทางนะ ...ไม่ใช่ว่า “ไม่เห็นเทวดาเลยวันนี้” (หัวเราะกัน) “ยังไม่มีนิมิตคนไหนมาโปรดเลย” เข้าใจมั้ย


โยม –  เข้าใจครับ

พระอาจารย์ –  อย่าไปเข้าใจว่าผลของการภาวนาคือจุดนั้นนะ ...ผลของการภาวนาคือว่า เท่าทันอารมณ์ได้เร็วขึ้นมั้ย ไม่เข้าไปผสมกลมกลืนเวลามีอารมณ์เกิดอารมณ์มากขึ้นได้มั้ย รั้งมันอยู่มั้ย


โยม –  พระอาจารย์คะ วันก่อนโยมเห็นอารมณ์ที่มันโอ้อวดน่ะค่ะ มันเห็น แต่มันไม่เข้าไปห้าม เห็นแล้วก็มันมีทางวาจาที่พูดไปนะคะ หนูก็เห็นมันน่ะค่ะ แต่หนูก็ไม่ได้เข้าไปจัดการอะไรค่ะ

พระอาจารย์ –  เนี่ย เขาเรียกว่า ยังตามมันต้อยๆ เข้าใจมั้ย ...การเห็นลักษณะนี้ถือว่ายังเป็นการเห็นที่ไม่ตรงต่อศีล เห็นแล้วตามกิเลสไปต้อยๆ เหมือนลูกแหง่

เพราะนั้นหักอกหักใจ...เรื่องของมึง มึงไปเหอะ มึงไป ปล่อยให้มันคิดไป ปล่อยให้มันปรุงไป ...อย่าตาม 

ให้อยู่ ...เข้าใจคำว่าอยู่มั้ย อยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับศีล ต้องอยู่กับกายไว้ ...ต้องหัก หักลำกลับ แล้วก็ยืนหยัดมั่นคงไว้ อย่างนี้ถือว่าไม่ตามกิเลส


โยม –  มันไม่ทันค่ะ อย่างที่เห็น มันไปแล้วก็เห็นการไปของมัน (หัวเราะ)

พระอาจารย์ –  มันอ้อยอิ่งน่ะ ...เข้าใจคำว่าอ้อยอิ่งมั้ย มันไปอ้อยอิ่งกับกิเลส แล้วก็มันอ้อยอิ่งไปทำไม ...จะได้ดูจนกว่ามันจะดับไปเอง ใช่มั้ย


โยม –  ใช่เจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  แล้วมันถือจุดนั้นน่ะ เป็นจุดสิ้นสุดของการปฏิบัติกูแล้ว


โยม –  ใช่เจ้าค่ะ (หัวเราะ) มันจะดูให้ดับ

พระอาจารย์ –  อือ จนกว่าจะดับน่ะ...โอย เหนื่อยว่ะ กว่าจะเห็นมันดับนี่ นานเหมือนกันนะ อย่างเงี้ย ...ระหว่างนั้นน่ะ เราเรียกว่านอกเหนือองค์ศีลหมดเลย ใช่ป่าว

แต่ระหว่างที่เห็นนี่ เห็นแล้วนี่มันกำลังเดินต้อยๆ  แล้วก็.."มาดิ มึงตามกูมาดิๆ" ...อย่าตามนะ ให้มันเดินไป อย่าตามนะ ...อยู่ ต้องอยู่นะ ถึงบอกว่าฐาน ต้องอยู่ที่ฐานนะ ต้องมีที่มีฐานให้อยู่ ศีลนี่เป็นฐาน

ทีนี้มันก็ไปแบบ fade out  ทีนี้มันจะเฟดของมันไปเอง แล้วบางทีมันเฟดไปตอนไหนยังไม่รู้เลย ...เพราะไม่ได้สนใจ เออ เอากับมันดิ

เห็นมั้ย การให้ค่าให้ความสำคัญกับกิเลสเริ่มน้อยลง การให้ค่าให้ความสำคัญกับจิตปรุงแต่งเริ่มน้อยลง การให้การให้ความสำคัญว่ามันมีอยู่จริง มันเป็นเรื่องจริง เริ่มน้อยลง

เห็นมั้ย สถานภาพของมันนี่ มันจะหมดราคา มันจะค่อยๆ หมดราคาในตัวของมันเอง ...แต่ราคาค่างวดของกายใจ ราคาค่างวดของศีลสมาธิปัญญา กลับมีคุณค่ามากขึ้น

มันเปลี่ยนนะ มันจะเปลี่ยนทิศทางใหม่ สำคัญน่ะคือไอ้ตัวเรานี่จะไม่ค่อยยอมเปลี่ยน เพราะมันจะมีตัวเราเป็นผู้บงการอยู่ลึกๆ เพราะพวกเรายังไม่สามารถข้าม "เรา" ได้อยู่แล้ว

มันจะมี "เรา" ลึกๆ  แม้กระทั่ง "เรา" ในปัจจุบัน เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ...มันเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบบมีหน้าออกหน้า หรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบบซ่อนหน้าก็ได้

แต่ให้รู้เลยว่า การที่จิตมันเคลื่อนออกไปมานี่ ทุกอย่างล้วนมีเจตนาแห่ง "เรา" เป็นที่ตั้ง ...แต่จะมองเห็นหรือไม่เห็นนั้นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่ถ้าผู้ที่มุ่งมั่นในศีลสมาธิปัญญา หมายความว่าจะตัดตายขายขาดกับมันแล้วนี่ ...ทุกความคิด ทุกอารมณ์...ไม่เอาคือไม่เอา ไม่ตามคือไม่ตาม หยุดคือหยุด อยู่คืออยู่

ถือกายนี้เป็นที่อยู่ เป็นสรณะ ถือศีลเป็นสรณะ ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ...ไม่เอากิเลสเป็นสรณะ ไม่เอารูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นสรณะ

ไม่เอาอดีตอนาคตเป็นสรณะ ไม่เอาสุขทุกข์ข้างหน้าข้างหลังเป็นสรณะ ...แต่เอาศีลเป็นสรณะ สมาธิเป็นที่ตั้งเป็นสรณะ ปัญญารู้เห็นภายในเป็นสรณะ

เข้าใจคำว่ารู้เห็นภายในมั้ย คือรู้เห็นเรื่องราวของกายเจ้าของตัวเองนั่นแหละ เรียกว่ารู้เห็นภายใน ไม่ไปรู้เห็นภายนอก ต้องแลกกับผลประโยชน์ที่จะได้มา..จากการเข้าไปครุ่นคิดในภายนอก

นี่ มันจะมีผลประโยชน์เป็นเครื่องล่อ ใช่มั้ย ...คิดมากจะได้ผลมาก คิดมากจะได้สุขที่ดีขึ้นละเอียดขึ้นนิ่งนานขึ้น และมีคนได้รับผลแห่งสุขที่เรากระทำนั้นมากขึ้น ยอมรับขึ้น

มันมีผลประโยชน์แห่งเราเป็นที่ตั้งอยู่ ...นั่นน่ะ เราจะต้องสละออกซึ่งประโยชน์อันไร้ค่านั้นเสียให้ได้ มันจะให้ประโยชน์ใดแก่เราถือว่าประโยชน์นั้นไร้ค่า

เพราะอะไร ...เพราะการมีประโยชน์แก่เราก็เหมือนเอาอาหารมาเลี้ยง เป็นอาหารที่หล่อเลี้ยงกิเลส หล่อเลี้ยงตัวเรา ให้แข็งแกร่ง ให้แข็งแรง ให้แน่นหนาถาวรขึ้น ให้เสถียร

แต่เมื่อไม่มีประโยชน์เป็นผลแก่เรา เหมือนไม่ได้ให้ข้าวให้น้ำมันกิน ถามว่าความรู้สึกที่เป็นตัวเรานั้นน่ะ มันจะอ่อนแอลงไหม ถ้าเราไม่ป้อนข้าวป้อนน้ำให้มัน

เพราะนั้น จะจำกัดการให้ข้าวให้น้ำแก่มัน หรือไม่ให้มันโดยสิ้นเชิง ...อันนี้ตามกำลังนะ ไม่เหมือนกันนะ แต่ละคน การละกิเลส การวางกิเลส แล้วแต่ความอุกฤษฏ์

ถ้าเป็นระดับพระนี่ต้องเรียกว่าไม่ให้ข้าวน้ำมันเลย เพราะไม่มีหน้าที่การงานอื่นเลย เข้าใจมั้ย ไม่มีเรื่องที่จะมาอ้างว่า จำเป็นต้องคิด จึงต้องอาศัยความคิดและอารมณ์

เพราะนั้นเป็นพระนี่ งานก็ไม่ต้องทำ เงินก็ไม่ต้องหา หาอยู่หากินก็แล้วแต่เขาจะให้ ...เพราะนั้นอย่าอ้างนะ จิตมันจะต้องถูกการอดข้าวอดน้ำอย่างเข้มงวดเลย คือไม่ให้เงยหน้าอ้าปากมาได้เลย

แต่มันก็จะอยู่ข้างใน แล้วมันก็ตีฆ้องก๊อกๆ ..ไปหน่อยนะๆ ...แล้วก็มาก๊อกๆ ไม่พอ มันก็เหลียวมองคนอื่น คนอื่นเขายังทำเลย ทำไมเรายังอยู่อย่างนี้ ...ก๊อกๆ เหมือนกะลาขอทานอยู่อย่างนั้นน่ะ

ต้องอดทน ...เพราะถ้าไม่อดข้าวอดน้ำมันแบบถึงเลือด ถึงเนื้อ ถึงตัว แบบถึงจิตถึงใจกันจริงๆ นี่  ถึงศีลถึงธรรมกันจริงๆ นี่ ...กิเลสไม่ตายง่ายๆ หรอก

ทีนี้เมื่อกิเลสมันอยู่ในกำมือของศีลสมาธิปัญญาแล้ว แบบจะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด ...ถามว่าจะคลายมั้ย...ไม่มีทาง บอกเลย ถึงจุดนั้นไม่มีทางคลายแล้ว

เนี่ยนะมึง..กว่าจะเอามึงอยู่ในอุ้งมือกูนี่นะ กูทำมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้วนะ มีหรือจะคลายให้มึงมาวาดลวดลายได้อีก ไม่มีทางง่ายหรอกว่ะ

เพราะนั้นการสู้กับกิเลส การสู้กับจิตของตัวเอง การสู้กับความปรารถนาและความไม่ปรารถนาแห่งเราเองนี่ ไม่ใช่ของง่ายเลย ...มันจะต้องอาศัยความเพียรและเวลา แบบไม่ท้อถอย

หยุดได้ ท้อได้..แต่อย่าถอย อย่าเลิกล้ม ...แล้วก็ต้องวนซ้ำอยู่ในจุดเดิมที่เดิม ไม่เปลี่ยนที่ ไม่สะเปะสะปะ ไม่เป็นคนหลายใจ ไม่เป็นคนเลือกที่รักมักที่ชัง ...เป็นพวกหัวเดียวกระเทียมลีบ

รักเดียวใจเดียว ไม่หลายใจ ไม่หลายทางเลือก ศีลคือศีล กายคือกาย...ช่างหัวจิตมัน มันจะคิดนึกอะไร ไซโคกูตลอดทั้งวัน..ยันหลับยังฝันอีก ...ไม่เชื่ออีกแล้ว ไม่ตามมันอีกแล้ว ไม่ฟังมันด้วย

ถ้าอย่างนี้..ไม่มีคำว่าเนิ่นช้าเลย จะไม่เนิ่นช้าเลย ...บอกให้เลย พวกเรานี่ที่เนิ่นช้าหรือไม่ไปถึงไหน เพราะพวกเราปล่อยจิตเกินไป ปล่อยให้มีอารมณ์แล้วไปคลุกเคล้าในอารมณ์เกินไป

การปล่อยจิตแล้วปล่อยให้เกิดการคลุกเคล้า หรือค้นหา...ในอารมณ์บ้าง ในจิตบ้างนี่ มันดึงเวลาแห่งศีลสมาธิปัญญาไปในวันหนึ่งๆ ในชีวิตหนึ่งๆ ในชาติหนึ่งๆ แห่งการเกิดมามีกายใจ

กว่าที่จะเก็บหอมรอมริบ รวบรวมจิตให้มาอยู่ในก้อนศีลกองกาย แบบไม่ให้ตกหล่น ประเภทว่าเก็บทุกเม็ดน่ะ ...แล้วไม่ได้เก็บอย่างเดียวนะ รักษาอีกต่างหาก

จึงจะเข้าใจได้เองว่า นี่เองที่เรียกว่าบริบูรณ์ในศีล เกิดความเต็มเปี่ยมในศีล เกิดความที่เรียกว่าไม่บกพร่องในศีล ไม่ขาดตกบกพร่องล้มหายในศีล คงไว้ซึ่งความบริบูรณ์บริสุทธิ์แห่งศีล

อะไรไม่รู้..ก็จะรู้ตรงนั้น อะไรไม่แจ้ง..ก็จะแจ้งตรงนั้น อะไรไม่เข้าใจ..ก็จะเข้าใจตรงนั้น อะไรที่ว่าวางไม่ได้ วางได้ยาก..มันจะวางได้เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ง่ายอย่างที่ว่าดีดนิ้วก็หลุดแล้ว

แต่พวกเราตอนนี้น่ะ...ในการละวางกิเลสนี่ ถือทั้งมีด ถือทั้งปืนนะ มึงยังไม่ยอมออกจากกูเลยน่ะ ...ไม่ใช่ของง่ายเลยในการวางอารมณ์ วางความรู้สึก

ที่จะไม่ให้มันหงุดหงิด ไม่ให้มันรำคาญ ไม่ให้มันเกลียด ไม่ให้มันขุ่นข้องหมองใจนี่  มันยังไม่ยอมเลย  ขนาดเอาศีลมาขู่มันด้วยนะ ...มันบอกว่า "เดะๆ แค่เนี้ยเหรอ เดะๆ"

แต่พอเจอศีลในระดับมหาศีล บริบูรณ์ด้วยศีล กิเลสนี่เหมือนสยบอยู่แทบตีนเลย ไม่มีสิทธิ์หืออือเลย จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ...หมายความเหมือนปลิดทิ้งอยู่ตลอด ความเป็นสมุจเฉท ง่ายมากๆ เลย

แต่ตอนนี้มันไม่เฉทน่ะ ...เหมือนสปริง ตีไปปึ๊ง มันตีกลับปึ้ง เมื่อไหร่มันจะขาดวะ มาอีกแล้ว นึกว่าไปแล้ว ...กูแค่หลบไปเลียแผลว่ะ เดี๋ยวกูก็มาฮื่อแฮ่ใส่มึงใหม่ อยู่อย่างนี้

เราจะต้องวนเวียนอยู่กับการละการวางกิเลส ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ...เพราะอะไร ...เพราะเราไม่เคร่งครัดในศีล เราไม่จริงจังในศีล เราไม่เข้มข้นในการปฏิบัติ...มันจึงถึงฝั่ง เข้าฝั่งได้ยาก


(ต่อแทร็ก 16/35)



แทร็ก 16/34 (1)


พระอาจารย์
16/34 (571024B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
24 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้น การฟังให้ดี ใคร่ครวญให้ดี ท่านเรียกว่าฟังให้ดีแล้วจะเกิดปัญญา เสร็จแล้วทีนี้ก็เอาไปใช้ ...การภาวนาไม่ขึ้นกับเวลา ไม่ขึ้นกับรูปแบบ ไม่ขึ้นกับสถานการณ์ 

ถือการภาวนาเป็นอกาลิโก ที่ไหนมีกาย ที่นั้นเป็นที่ภาวนา ...ไม่อ้างเช้า สาย บ่าย ค่ำ เย็น เหนื่อย เมื่อย หิว งานไม่เสร็จ หรือเป็นทุกข์เป็นสุขอยู่...ไม่อ้าง จะไม่อ้างอะไรเลย

ตรงไหน...ตรงนั้น ยืน..รู้ตรงยืน เดิน..รู้ตรงเดิน ...ท่าทางหยาบๆ เรียกว่าอิริยาบถใหญ่เป็นรูปทรงหยาบ ท่าทางอิริยาบถย่อย ก้ม เงย ขยับ หมุน หัน เคี้ยว กลืน กระเพื่อม กระเทือน พวกนี้อิริยาบถย่อย เป็นกายใน

ก็วนเวียนซ้ำซาก กายใหญ่ กายย่อย ...อย่าท้อถอย อย่าเบื่อหน่าย อย่าคลายจากการรักษามั่นในศีลนี้ รักษาศีลแบบไม่ดูเดือนดูตะวัน ก้มหน้างุดๆ อยู่ในกายนี้ ไม่รับรู้เรื่องราวในโลกโดยปริยาย

บอกให้เลย ถ้าผู้ใดรู้อยู่กับกายแบบก้มหน้าก้มตารู้ตัว รู้อยู่กับตัว แล้วก็ไล่จับพฤติกรรม Activity ของกายทุกกระเบียดนิ้วนะ รับรอง..เหมือนลืมโลกไปเลยว่ากูอยู่ไหน เหมือนลืมโลกไปเลยนะ

เหมือนลืมไปเลยว่ามีโลกอยู่ตรงไหนวะ ลืมไปหมด พ่อแม่ ผัวเมีย คนรักคนเกลียดคนชัง ลืมไปเลยว่ามันมีตัวตนอยู่ตรงไหน ...ลองทำดูสิ เดี๋ยวจะหาว่าโม้...ไม่ใช่ลูกศิษย์สมรักนะ (หัวเราะกัน)

ถ้าไม่ลอง ทำกันจริงๆ จะเหมือนว่าไม่น่าเป็นไปได้ ...ให้ทำดู  แต่ว่าทำอย่างจริงๆ แล้วจะเห็นจริง จะรู้จริง จะเข้าถึงจริงๆ เข้าถึงกายจริงๆ ...เมื่อเข้าถึงกายจริงๆ แล้วจะรู้เลยว่า ที่นี้ควร ที่นี้ถูก ที่นี้ใช่

รู้จักพระยสกุลบุตรไหม ที่ว่า..."ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้อง" ...เดินร่ำร้องตะโกนอยู่กลางทางเหมือนคนบ้า แล้วก็ไปเจอพระพุทธเจ้า ท่านได้ยิน ก็ตรัสบอก "ที่นี้ไม่วุ่นวายหนอ ที่นี้ไม่ขัดข้องหนอ"

เห็นมั้ย เห็นพระพุทธเจ้าสอนมั้ย ได้ยินบ้างไหม ว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนน่ะคืออะไร ...พวกเราไม่ได้ยิน แต่พระยสะได้ยิน ก็หยุดร่ำร้องตรงนั้น เพราะท่านกลับมาอยู่ "ที่นี้" ทันทีเลย 

แล้วท่านเห็นเลยว่า “ที่นี้” ไม่มีอะไรจริง  “ที่นี้” ไม่มีอะไรขัดข้องเลยจริงๆ ...หยุด ณ ที่ตรงกำลังร่ำร้องเหมือนคนบ้าตีโพยตีพาย นี่ เจอยาของพระพุทธเจ้าคำเดียวชะงักงันไปเลย

แต่เหล่าพวกเรานี่...มันเกิน "นี้" ไปหลายขุม ...แล้วยังไปเข้าใจว่าในที่นั้น ในที่ต่างๆ จะมีธรรมแฝงอยู่หรือไง จะมีความเป็นมรรคเป็นผลเป็นนิพพานแฝงอยู่หรืออย่างไร

ต้องไปเรียนธรรมกับพระยสะนะ ท่านฟังคำเดียว พระพุทธเจ้าพูดตรัสคำเดียว หยุดทันที ...เอ้า ถ้าไม่เชื่อ ฟังเรื่อง...องคุลีมาล ไล่ฟันแม่ พระพุทธเจ้าไปขวาง ก็วิ่งตามพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านเดิน องคุลีมาลวิ่ง แล้วบอก “สมณะๆ หยุด” ...พระพุทธเจ้าหันกลับมาตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้ว เธอสิยังไม่หยุด” ...เคยได้ยินบ้างไหม

ด้วยคติธรรมบทนี้ พุทธพจน์บทนี้ พุทธวัจนะบทนี้...องคุลีมาลหยุดตรงนั้นเลย ทิ้งดาบวางดาบ ดวงตาเห็นธรรมเกิด ณ ที่นั้น ...คำว่าดวงตาเห็นธรรมคืออะไร โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

เผอิญว่าลืมไปถามพระองคุลีมาลตรงนั้น ว่าสมาทานศีลกี่ข้อ (หัวเราะกัน) ...นั่น พอวางดาบก็สำเร็จเลย เอ๊ะ งง ยังไม่ได้ทันสมาศีลหรือเปล่า แต่ทำไมหลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา

และจากนั้นท่านก็มาพากเพียรดำเนินต่อในองค์มรรค จนถึงที่สุดแห่งมรรค ...ท่านเดินบิณฑบาตทุกวัน หัวแตกทุกวัน โดนไม้ไล่ตีทุกวัน  อดเอาทนเอา ถือว่าเป็นวิบากกรรม ที่เคยทำไม่ดีกับผู้อื่น

ทั้งที่ไม่ได้เจตนาเลย การฆ่าขององคุลีมาลนี่ไม่มีเจตนาในการที่จะเบียดเบียนเลย ...เพื่อนิพพานนะนั่นน่ะ เพื่อนิพพานขององคุลีมาล...เพราะถูกหลอกลวง นั่น

ขนาดนั้น ตลอดสายแห่งการดำรงคงเพศเป็นบรรพชิต สมณะเพศ  ไม่มีวันไหนที่องคุลีมาลไม่เจ็บปวดจากการทุบตี ...เห็นมั้ย ท่านยังต้องชดใช้กรรมขนาดนั้น

แต่ท่านถึงธรรม ท่านรู้ธรรม ท่านถือว่าตีโดนกาย ไม่โดนเรา ...เออ เอาดิ ถ้าเป็นพวกเราคงทนไม่ได้ ใช่มั้ย มีสวนแล้ว มีสวน (หัวเราะกัน) ถ้าไม่ได้สวนด้วยมือหรือหมัด ก็สวนด้วยปาก อาวุธยาว ด่าคืน อะไรประมาณนี้

เห็นมั้ย ถ้าเรามาฟังดีๆ ด้วยความเป็นกลาง แล้วก็การตีความที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร  ก็จะเข้าใจหลักการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าอย่างตรงไปตรงมา ...พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไรตรงๆ ไม่ได้อ้อมค้อมเลย

แต่ด้วยความที่พวกเรานี่เป็นผู้เรียนรู้สูงเหลือเกิน ...มันคิดมาก คิดลึก ซับซ้อน หลายเลเวล หลายเลเยอร์ ...การปฏิบัติมันจึงเกิดความซับซ้อนขึ้น เกิดความวกวนขึ้น

เห็นมั้ยว่ากิเลสน่ะ มันมาสร้างภาพลู่ทางการปฏิบัติ โดยการปรุงแต่ง ...เพราะนั้นยิ่งซับซ้อนขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งออกห่างจากความเป็นจริงขึ้นเท่านั้น

ทีนี้พอซับซ้อนแล้ว พอให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริง มันยังขาสั่นๆ อยู่ ..."เอ๊ ไอ้ที่กูทำนี่มันจะใช่หรือวะ" (หัวเราะกัน) ...ต้องหาคนรับรอง ต้องคอยหาคนรับรอง

ไอ้คนนั้นก็รับรองแล้ว ฮื้อ มันจะใช่เหรอ ดูหน้ามันแล้ว ถ้าให้ตีราคาประมาณห้าบาท หรือไอ้นั่นตีราคาก็เกินบาท ไม่เต็มบาท มันก็...หาเท่าไหร่ไม่ถูกใจ "เรา" สักที

มันเลยกลายเป็นผู้ภาวนาค้นหาธรรม เลยกลายเป็นชื่อว่า "ผู้ภาวนาหาธรรม.. วงเล็บ..ไปเรื่อย" (หัวเราะกัน) ...เหล่านี้คือความเนิ่นช้าหมดเลย

แต่การภาวนาจริงๆ คือเป็นผู้ที่รู้ธรรม อยู่กับธรรม เป็นผู้ที่เห็นธรรมตามจริง เป็นผู้ที่ยอมรับธรรมตามจริง เป็นผู้ที่อยู่กับธรรมตามความเป็นจริง เป็นผู้ที่เผชิญกับธรรมตามจริง

คำว่าเผชิญนี่หมายความว่า ธรรมนั้นน่ะเป็นสิ่งที่ยังทนได้ยาก เพราะมี "เรา" ยึดมั่นถือมั่นอยู่ ...ท่านก็เผชิญกับธรรมที่ว่าเป็นธรรมที่ทนได้ยากนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาการทางกาย เช่นเมื่อย ปวด ทรมาน

นี่คือสภาพที่ต้องเผชิญ เพราะทนได้ยาก รวมถึงสภาวะเหตุการณ์รอบข้างที่กระทบกระเทือนจิตเรา คนร้ายคนไม่ดีแล้วมาว่า มากระทำเหตุแก่เรา ให้เกิดความทุกข์ทรมานขึ้น

ก็ต้องเผชิญกับสภาพนั้น โดนไม่แก้ไม่หนี ...นี่เรียกว่าต้องเผชิญกับธรรมนั้นๆ จนกว่าจะลุล่วงในธรรม...คือเข้าใจด้วยปัญญา แล้วข้ามธรรมนั้นไป ด้วยความเป็นกลาง ถ่องแท้ เข้าใจ

ท่านไม่เคยให้หนี ท่านไม่เคยให้แก้อะไร...แต่ท่านให้เผชิญกับธรรมตรงๆ  ไม่มากกว่านั้น ไม่น้อยกว่านั้น ...ตรงๆ คือยังไง ...คือพอดีๆ พอดีที่มันกำลังแสดง

เพราะนั้นการที่รักษาความที่ไม่เข้าไปเกี่ยวเกาะ เปลี่ยนแปลง แก้ไข ต่อเติม ลด เพิ่ม กับธรรมที่ปรากฏเบื้องหน้านี่ ...ตรงนี้ที่เรียกว่าทรงไว้ซึ่งมัชฌิมาปฏิปทา หรือดำเนินอยู่บนความเป็นกลาง

ไม่เข้าไปออกความเห็น ไม่เข้าไปมีความเห็น ไม่เข้าไปใช้การกระทำคำพูดตามความเห็น ...ตรงนี้จึงเรียกว่าอยู่ในหลักของมัชฌิมาปฏิปทา ด้วยความพอดีแก่ธรรมนั้นๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าเอาธรรมสะเปะสะปะมาเป็นมัชฌิมาในเบื้องต้น จะไม่ได้ ...จะต้องถือกายนี่ ให้เป็นที่ดำรงคงอยู่ของมัชฌิมาก่อน 

กายยังไง...รู้อย่างงั้น  ตึง..รู้ มาก..รู้ น้อย..รู้ ไม่หาย..ก็รู้ ทนไม่ได้กับมัน..ก็รู้ว่าทนไม่ได้ ...อดเอา


โยม –  ตอนนี้อดไม่ได้ ...เหมือนกับแต่ก่อนเป็นคนที่ขี้เกรงใจน่ะครับ บางทีใครทำอะไรอย่างนี้ จะเงียบไม่ตอบโต้ ไม่อะไรอย่างนี้ ...แต่ตอนหลังๆ นี่รู้สึกจะพูดออกไป

แต่รู้นะครับ  เวลามีใครมากระทบอย่างนี้ จะสวนออกไปทันทีเลย แต่พอสวนก็รู้ ...แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ทำไมจิตใจมัน...แต่ก่อนจะไม่ค่อยพูดน่ะครับ เดี๋ยวนี้มันพูดมาก

พระอาจารย์ –  แปลว่าศีลเสื่อมลง เราต้องกลับมาเข้มงวดในศีลมากขึ้น ...ศีลคืออะไร กลับมารู้ตัวให้เร็วกว่านี้ แล้วกล้าที่จะละการตอบโต้ในจิต

เพราะลักษณะของจิตนี่ มันจะเป็นลักษณะแบบ Action กับ Reaction ...ถ้ามันมี Action ใดมา มันจะมี Reaction กลับ...อันนี้โดยสันดานเลย

แต่คราวนี้การฝึกศีลสมาธิปัญญา บ่มศีลสมาธิปัญญา อบรมศีลสมาธิปัญญาอยู่เสมอนี่...มันมาเพื่อใช้ในการนี้ ...เข้าใจมั้ย การที่ว่าเราจะเจอ Action อะไรนี่ เราไม่รู้หรอกๆ

เราไม่รู้เลยว่าวันนี้จะเจออะไร มันจะมี Action อะไรมากระทบกายกระทบจิต ...แต่ด้วยการที่ว่าฝึกสติศีลสมาธิปัญญาไว้อยู่เสมอนี่ พอมันมากระทบแบบไม่ได้รู้ล่วงหน้ามาก่อน

แต่จิตที่มันอยู่ในฐาน เคยอยู่ในฐาน ฝึกฐานไว้ด้วยความแม่นยำชัดเจนในปัจจุบันนี่ ...มันก็จะเห็นทัน ตั้งแต่จิตแรกที่เกิด Reaction ...อันนี้ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว 

เพราะเรายังมีกิเลส...ต้องยอมรับก่อน เรายังมีกิเลสทุกผู้คนเลย  ยังไงๆ ต้องมี Reaction ...อันนี้คือความจริงนะ ไม่ใช่ผิดนะ เราไม่เรียกว่าผิด

แต่เราจะมาเรียกว่าผิดต่อเมื่อ...ไม่เท่าทันมัน เราจะเรียกว่าผิดต่อเมื่อ...เข้าไปผสมกลมกลืนกับมัน เราจะเริ่มเห็นว่าผิดต่อเมื่อ...เข้าไปปรุงต่อแต่งเติมกับมัน

ไอ้นี่ถือว่าเกินศีลไปไกล เกินศีลไกลเลยนะ ...แต่ไอ้การที่ว่า..ไม่ใช่ว่าศีลมีแล้วนี่มันจะห้ามจิตเหล่านี้ได้ ห้ามไม่ได้หรอก ตราบใดที่ยังมีกิเลสเป็นตัวผลักดันอยู่ภายใน

แล้วเราก็ไม่ต้องการให้ห้ามด้วย ...แล้วเวลามันเกิดขึ้นมาแล้วทัน ก็เห็นมันทัน แล้วมันก็ดับไป ...อย่าเสียใจ เอ๊ะ ทำไมยังมีอารมณ์นี้อยู่ ...ก็มันต้องมี

มันต้องมีๆ เพราะ "เออ กูไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไงก็ต้องมี" (หัวเราะกัน) เข้าใจมั้ย ...อย่าคร่ำครวญ อย่าตีอกชกหัวตัวเอง อย่ามาปริเทวนาโศกาว่า "กูไม่ดีๆๆ"

นี่คืออีกจิตหนึ่งมันกำเริบมาแล้ว เห็นรึเปล่า มันสร้างอารมณ์มาหลอกให้เกิดความท้อถอยในมรรค ให้เกิดความท้อถอยในศีล ให้มาตัดรอนศีลสมาธิปัญญาของตัวของเจ้าของอีกแล้ว

ก็ให้ทัน ...ช่างหัวมัน แล้วไปแล้ว อย่างน้อยกูก็ไม่ได้ไปทำตามอารมณ์ล่ะวะ ใช่มั้ย ไม่ได้พูดไปตามอารมณ์  มันก็มีอารมณ์แล้วก็ดับ ...นี่แหละถูกแล้ว


(ต่อแทร็ก 16/34  ช่วง 2)