วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 16/33 (1)



พระอาจารย์
16/33 (571024A)
24 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  การเห็นตามที่เป็นจริงๆ คืออะไร  คืออย่างที่ไม่มีความหมายในตัวมันเอง ...มันก็จะเห็นอยู่ในที่นี้แหละ ก็เห็นแค่กายนี้แหละ ไม่ใช่ไปเห็นกายอื่นเลย ไม่ใช่ไปเห็นกายไหนเลย

ก็กายนี้ กายคนนี้ กายคนเดิม กายตัวเองนี่แหละ ...เนี่ย คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกผู้คนมาเห็นความเป็นจริงของกายตัวเองเป็นอันดับแรก

เพราะไอ้ที่เห็นกายตอนนี้ของพวกเรานี่ มันเห็นผิดไปจากความเป็นจริง มันเห็นว่ากายนี้เป็นของเรา มันเห็นว่ากายนี้เป็นผู้ชาย-ผู้หญิง มันเห็นว่ากายนี้ชื่อนั้นชื่อนี้ มันเห็นว่ากายนี้มีสุขมีทุกข์ของเราอยู่

เหล่านี้คือความเห็นที่มันมีแต่ดั้งเดิม..ทุกผู้ทุกคนเลย ...ไอ้ความเห็นอย่างนี้ ที่มีอยู่ในทุกผู้ตัวคนนี่ มันคือความเห็นที่ผิดจากความเป็นจริง

แต่ด้วยความที่ไม่มีสติสมาธิปัญญา มันกลับเชื่อความเห็นที่มันมีอยู่นี่ว่าเป็นจริง ...เมื่อเห็นว่าความเห็นนี้เป็นจริง แล้วเชื่อว่าจริงอย่างนี้ ...จุดนี้เองที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ถ้ามันเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่เรา แล้วมีอะไรมากระทบกับกายตัวนี้ มันจะเดือดร้อนไหม...ก็คงไม่มีใครเดือดร้อน  ถ้ามีเสียงมากระทบกายนี้ ว่า เลว ชั่ว ทราม ต่ำช้า สารเลว มันจะเดือดร้อนมั้ย...ไม่เดือดร้อน

ยกเว้นคนข้างๆ อาจจะเดือดร้อนแทน ...แต่ไอ้ตัวของมันเองจะไม่เดือดร้อน เพราะมันไม่มีตัวเราอยู่ในนี้ ใช่มั้ย …เพราะนั้นทุกข์มันจะเกิดได้ไหม...ไม่ได้

เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าถึงว่าต้องให้มาอยู่ที่กาย ต้องให้มาอยู่ที่ศีล ต้องให้มารู้ที่กาย ต้องให้มารู้ที่ศีล เพื่อค้นหาความเป็นจริงในกายนี้ เพื่อให้เห็นความเป็นจริงของกายนี้อย่างถ่องแท้

จะได้ไม่ต้องสงสัยว่า...รู้ไปทำไมวะ กูนี่ยกมือแทบตาย ยกทำไม  ทำไมจะต้องไม่ให้ออกนอกกายนี้เลย ทำไมจะต้องให้จิตหยุดคิดนึกปรุงแต่ง

เพราะไอ้จิตที่มันไม่หยุดนี่ เหมือน...เคยเล่นคอมฯ ไหม ...มันคอย copy and paste  มันจะ paste ความเห็นลงไป  มันจะ paste ภาษาลงไป มันจะ paste ความเชื่อลงไป...บัง 

มันบังความเป็นจริง เข้าใจมั้ย ...มันก็เกิดความทับซ้อน  มัน paste จนซ้อนทับถม อย่างหนาแน่น 

แล้วทีนี้พอจิตมันหยุด มันไม่ได้ paste อะไรลงไป มันไม่ได้ออกความเห็นออกมา มันไม่ได้วาดลวดลายเขียนเป็นภาษาใดๆ ...กายแท้ๆ จึงปรากฏ 

นี่ ธาตุแท้ธรรมแท้ของกายปรากฏ...โดยที่ไม่ต้องไปค้นหาเลย โดยที่ไม่ต้องหยิบยกภาษามาอธิบายมันเลย โดยไม่ต้องเอาตำรามาเทียบเคียงเลยว่าใช่หรือไม่ใช่

เพราะนั้นไอ้กายที่มันปรากฏเมื่อจิตมันหยุด...ด้วยสมาธินี่ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งนี่ ...ทำไมมันถึงเกิดปัญญา หือ ทำไมถึงเกิดปัญญาโดยที่ไม่ต้องหยิบยกมาคิด

ทำไมถึงเกิดปัญญาที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเป็นปัจจัตตัง...รู้เองเห็นเอง 

คำว่าปัจจัตตังนี่ แปลว่ารู้เองเห็นเองนะ ...ไม่ใช่คนอื่นมารู้แทนนะ ไม่ใช่เอาความรู้คนอื่นมาเป็นความรู้ของตัวเองแทนนะ ...มันรู้เอง มันเห็นเอง แล้วมันสรุปได้ด้วยตัวเองว่า..จริง ไม่ใช่ของปลอม

นี่ไม่ได้ใช้ความคิด ไม่ได้ผ่านกระบวนการความคิดเลย ...แต่มันกลับเข้าใจความเป็นจริงอย่างลึกซึ้ง อย่างไม่เชื่อความเห็นที่มันเคยเชื่อมาแต่เก่าก่อน

เพราะนั้นปัญญาตัวนี้ จึงเป็นปัญญาที่เข้าไปลบล้างความเห็นผิดในเบื้องต้น ที่เรียกว่า...สักกายทิฏฐิ  ที่เรียกว่า...สีลัพพตปรามาส  ที่เรียกว่า...วิจิกิจฉา

สิ่งนี้  ๓ สังโยชน์เหล่านี้ คือสิ่งที่จิตนี่ paste ลงมาทับ มาบัง มาคลุมกาย ...แล้วยังเนื่องไปถึงรูปราคะ ยังเนื่องไปถึงกามราคะ ยังเนื่องไปถึงปฏิฆะ

ศีลสมาธิปัญญาที่เพียรเพ่งจรดลงในที่กายเดียวนี่ มันไปลบสิ่งที่กิเลสหรือจิตนี่มา paste ไว้ มาบังไว้ มาห่อหุ้มปกคลุมไว้ ...จนมันสลาย จนมันเจือจาง จนมันขาด จนมันเกลี้ยงเกลา

จนมันเห็นเนื้อแท้ธรรมแท้ของกายที่เป็นเพียงแค่ว่า...สักแต่ว่ากาย ...ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่สวย ไม่ใช่งาม ไม่ใช่ไม่สวย ไม่ใช่ไม่งาม

แจ้งไหมเนี่ยๆ อย่างนี้เรียกว่าแจ้งไหมนี่ เห็นกายแจ้งกายไหมนี่ แจ้งว่าไม่ใช่เราไหมนี่ ...แล้วทำไมมันไม่แจ้งกันล่ะ ...ก็เพราะมันไปทำที่อื่น ก็เพราะมันไปเพียรเพ่งในที่อื่น

ก็เพราะไปหาธรรมในที่อื่น ที่ไม่ใช่ที่กายนี้ตั้งอยู่ ...แล้วถ้ามันไปแจ้งในธรรมที่อื่นที่ไม่ใช่ที่กายนี้ตั้งอยู่ ถามว่ามันจะละสักกายทิฏฐิได้ยังไง กูงงว่ะ หือ

มันจะไปละความยึดมั่นถือมั่นว่านี้เป็นกายเรา นี้เป็นตัวเราได้อย่างไร ...ก็มึงไม่ได้ดู มึงไปดูตรงนั้น มันจะละสักกายทิฏฐิได้ตรงไหน

ก็ถามว่ามึงเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าองค์ไหนมาวะเนี่ย ...พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเลยน่ะ ว่าไปดูที่อื่น ไปแจ้งที่อื่น แล้วดันละสักกายทิฏฐิได้ ...กูงงว่ะ น่างงไหมนี่

ถามเรื่องดูจิตไม่ใช่เหรอ ได้คำตอบมั้ย ว่ามันจะละสักกายทิฏฐิได้ยังไง...ถ้าไม่เอากายนี้ ถ้าไม่เอาศีลนี้เป็นที่ตั้ง มันจะเห็นได้อย่างไรว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ถ้าไปดูที่อื่น

ทำไมพระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า ศีลนี่เป็นตัวบ่งบอกกรอบมรรคเลย ...การละสังโยชน์ การถอดถอนสังโยชน์...สังโยชน์แปลว่ากิเลสที่ร้อยรัดกายใจ

กิเลสที่ร้อยรัดหรือปกคลุมกายใจ มี ๑๐ ลำดับ รายละเอียด หยาบ กลาง ละเอียด เบื้องต้นเบื้องหยาบ ๓ เบื้องกลางอีก ๓ เบื้องปลายอีก ๔ เป็น ๑๐ คือกิเลสที่ร้อยรัดปกคลุมกายใจ

สังโยชน์เบื้องหยาบเบื้องต้น ๓ ตัวแรก กับอีก ๓ ตัวกลางนี่ เป็นเรื่องของกายล้วนๆ ใช่ไหม 

สักกายทิฏฐิ ตัวเราของเรา วิจิกิจฉา สงสัยการปฏิบัติในศีลสมาธิปัญญา ใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือผิด แล้วเราจะทำยังไงดี เห็นมั้ย สงสัย วิธีการปฏิบัติ

สีลัพพตปรามาส...กูทำอย่างนี้ถูก มันทำอย่างนี้ผิด แล้วต้องถือกี่ข้อ แล้วต้องถือวิธีการไหน  สีลัพพตปรามาส...วัตรปฏิบัติที่ลูบๆ คลำๆ เรื่องของกาย เรื่องของการปฏิบัติต่อกาย

เบื้องกลาง รูปราคะ กามราคะ ปฏิฆะ นี่ก็เรื่องของกาย ...นี่ธรรมของพระอนาคา ก็ยังวนเวียนอยู่ในกายนี้เลย 

พอละสังโยชน์ได้ ๖ เบื้องต้นเบื้องกลาง หมายความว่าแจ้งในกายแล้ว ยังเหลือสังโยชน์เบื้องสูงอีก ๔ อรูปราคะ อุทธัจจะ อัสมิมานะ อวิชชา

อันนี้ไม่ใช่เนื่องด้วยกายแล้ว เป็นเรื่องที่ใจ  เห็นมั้ย การที่รู้จำเพาะกายจำเพาะใจ ตรงนี้ไม่จำเพาะกายแล้ว ...จำเพาะใจล้วนๆ

สิ่งที่ห่อหุ้มใจตอนนั้นเป็นกิเลสบางเบา กิเลสที่ละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งไม่เนื่องด้วยรูป ไม่เนื่องด้วยกาย เพราะมันแจ้งกายแล้ว ...ตรงนี้ที่เรียกว่าศีลละเอียด ตรงนี้ที่เรียกว่าศีลประณีต

ศีลของพระอริยะขั้นสูง ก็ไม่ได้ออกนอกศีลสมาธิปัญญาอีกเช่นเดียวกัน ...นี่ ท่านขัดเกลาตั้งแต่กายมาตามลำดับ จนมาถึงที่สุด ขัดเกลาใจ ให้คงความบริสุทธิ์วิมุตติ

แสดงธาตุแท้ธรรมแท้ ตั้งแต่กายเป็นต้นมา จนแท้จริง ชัดเจน สว่าง ไม่มีมลทิน สังโยชน์ร้อยรัดหมดสิ้น ชัด ไม่มีตรงไหนเป็นเราเลย...ชัดมาก มีแต่มัน ไม่ใช่เรา

มีแต่ธาตุ มีแต่การรวมตัวประชุมกันของธาตุ มีแต่การรวมตัวประชุมกันของเวทนา ล้วนแล้วแต่เป็นธาตุ เป็นเวทนา...ล้วนๆ 

สมควรจะจบไหมนี่กับกาย...จบ จบเรื่องกายแล้ว ...แต่ยังไม่จบใจ นี่คือสังโยชน์เบื้องสูงของพระอนาคาผลขึ้นไป

เพราะนั้นเราจะไม่อธิบาย ...เพราะยังหาโสดาไม่เจอสักองค์ เข้าใจมั้ย ...อยากฟังธรรมละเอียด กูไม่สอน มีปัญหามั้ย ...เพราะมันไม่สมควรแก่ธรรม การปฏิบัติธรรมต้องสมควรแก่ธรรม

เราต้องเข้าใจตัวเราก่อนว่าเราคือใคร เรายังเป็นปุถุ แปลว่าผู้หนาแน่นด้วยกิเลส ...เพราะนั้นสิ่งที่จะมาขัดเกลาปุถุจิต ต้องเริ่มตั้งแต่บรรทัดฐานแรกคือศีล ต้องสำรวมระวังในศีล เข้าใจรึยัง

ทีนี้เราเข้าใจคำว่าสำรวมระวังในศีลขึ้นมาบ้างหรือยัง ...นี่ไม่ใช่การค่อยๆ ย่องเพราะกลัวเหยียบมด โหยเดินด้วยความสำรวมศีล จะพูดก็กลัวว่าจะไปเสียดแทงเขารึเปล่า เดี๋ยวจะเป็นไม่ถูกวาจา ผิดศีล

เข้าใจไหมว่าสำรวมในศีลคืออย่างไร ...คือระวังรักษาเนื้อตัว ไม่ให้ออกนอก ลืมว่ากายนี้กำลังทำอะไรอยู่...ตรงนี้คือคำว่าสำรวมในศีล ตรงนี้ที่เรียกว่าสำรวมอินทรีย์

ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่าอินทรียสังวร ตรงนี้ที่ต่อไปจะเรียกว่าปาฏิโมกข์สังวรศีล เอาไหมล่ะ เข้าใจไหมล่ะ ที่พระสวดปาฏิโมกข์สังวรศีลเพื่อตัวนี้ตัวเดียวนี่ รักษาศีล...เอกศีลข้อเดียวนี่ จบไหมล่ะ


ไม่เฝือแบบมานั่งไล่ฆ่ากัน ๑๕๐ กับ ๒๒๗ นี่ เสียเวลาเปล่านะ ...เอาเวลาที่ทะเลาะกันนี่ เถียงว่าศีลอันไหนถูกกว่ากันนี่...มานั่งรู้ ยืนรู้ เดินรู้ ไม่ดีกว่าหรือ...คุณโยมทั้งหลาย (โยมหัวเราะกัน)


(ต่อแทร็ก 16/33  ช่วง 2)



วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 16/32 (2)


พระอาจารย์
16/32 (571017B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17 ตุลาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/32  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  นั่นแหละคือการเข้าไปวิ่งวนในขันธ์ห้าโดยไม่รู้เลยว่า มันไม่ใช่เป็นการพิจารณาขันธ์ห้า ไม่ได้เป็นการเลิกละขันธ์ห้าเลย

แต่มันกลายเป็นวิ่งวนอยู่ในขันธ์ห้า...โดยไม่รู้ตัวว่า ตัวเราน่ะปล่อยให้ขันธ์ห้าเกิด ไม่ได้ทำลายขันธ์ห้า ไม่ได้ละขันธ์ห้า ไม่ได้เพิกถอนขันธ์ห้าเลย

จึงบอกว่าออกจากกายออกจากศีลเมื่อไหร่นี่ มึนตึ้บ งงเต๊ก บอกให้ ...ธรรมที่ได้ ที่เข้าใจน่ะ สับสน ตีกันเละ ไม่เหมือนกันสักคน ไปนั่งถามดูลูกศิษย์ ไม่เหมือนกันสักคนเลย ดูจิต

แต่ละคนสภาวะบ้าบออะไรไม่รู้ ไม่เคยเห็น เกิดมากูไม่เคยเห็นน่ะ ...นี่คงไปฟังตอบคำถามมาล่ะสิ ไอ้คนฟังก็เคลิบเคลิ้มไปหมดแหละ โห โคตรเก่งเลย ดูยังไงวะ กูยังไม่เห็นเลย ละเอียดโคตรละเอียดเลย

เพ้อเจ้อ จิตเพ้อเจ้อ แล้วก็ไปดูความเพ้อเจ้อของจิต แล้วพอเห็นอะไรที่มันเพ้อเจ้อมหัศจรรย์เกิน ก็โอ้โห คนนี้มันสติละเอียดมากเลย เห็นความละเอียดมากเลยของจิต 

ยิ่งเห็นความละเอียดมากของจิต มันก็ว่ายิ่งเก่งน่ะ ...ไม่รู้รึไง มันวนเข้าไปในกระแสขันธ์แล้วน่ะ เนี่ย คือความที่ว่าปรามาสศีลปรามาสกาย นะ 

พอบอกให้กลับมารู้กายตรงๆ ตรงนั้น ไม่เอา ไม่มีใครเอาเลย ...อย่างนี้ไม่เรียกว่าปรามาสศีลแล้วจะเรียกว่าอะไร  ไม่เรียกว่าปรามาสธรรม ไม่เรียกว่าปรามาสกายแล้วจะเรียกว่าอะไร

มันก็วิ่งไปค้นหา สร้างความละเอียด คอยจับความละเอียดของกิเลสของจิตขึ้นไปเรื่อยๆ โดยอ้างว่าเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ เห็นมั้ย ไม่เท่าทันน่ะ มันอ้างธรรมมาเสร็จเลย กำลังพิจารณาไตรลักษณ์ในจิต ...เมื่อไหร่จะหมด หือ


โยม –  อาการมันเหมือน คล้ายๆ ตอนนี้ครับ เหมือนพยายามจะดูกายอยู่ แต่เหมือนมันล็อค

พระอาจารย์ –  อย่าไปสนใจ อย่าไปข้องแวะ ...เข้าใจคำว่าอย่าไปข้องแวะมั้ย ถอยห่าง มองด้วยหางตา พอให้เห็น พอให้รู้ว่ามี พอให้รู้ว่ามีอาการนี้อยู่ 

อย่าไปจับมาเป็นอารมณ์ อย่าไปข้อง อย่าไปกังวลกับมัน ...เฉยๆ แล้วก็มาวนเวียนอยู่ในความรู้สึกของกาย มันแน่นมันตึงตรงไหน นั่นแหละ จรดไว้ แน่วแน่ไว้ ให้มันแน่วแน่กับตรงนี้

ไอ้ตรงนั้นน่ะช่างมัน ไม่ต้องไปแน่วแน่กับมัน ไม่ต้องไปคิดแก้ไขกับมันด้วย ...เหมือนกับเป็นเรื่องที่ มองดูเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร 

นั่นแหละที่เรียกว่าวาง วางอารมณ์ในจิต วางอาการของจิต ...นี่ ทั้งหมดเป็นอาการของจิตหมด มันกำลังหลอก แล้วมันจะสร้างความเข้มแข็ง จนมีความจริงจังมั่นหมายในตัวของมันขึ้นมา 

มันก็จะเป็นภพที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ...ถ้าเรายังไปจ้องอยู่ในอาการนั้น หรือว่าไปกังวลอยู่กับอาการนั้นน่ะ เหล่านี้คือการสร้างภพให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ระหว่างที่มันเข้าไปจดจ้องนี่ เข้าใจมั้ย มันจะทิ้งกายแล้ว มันจะทิ้งฐานศีลฐานกายแล้ว เลือนๆๆ ...ต้องดึงกลับ น้อมกลับ...มาไล่ความรู้สึกในกายอีก 

ไอ้ตัวนั้นจะหายก็ช่าง ไม่หายก็ช่าง มากขึ้นก็ช่าง น้อยลงก็ช่าง ...เอาเหอะ อดทน ไม่ต้องคิดแก้มันด้วย ถอยจิตออกมา ถอยจิตให้มารวมอยู่ในกายนี้ ...ให้กายกับจิตน่ะเป็นหนึ่งกัน 

เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ ดึงกลับมาเองน่ะ ...กระแสจิตที่มันดึงเข้าไปปรุงเป็นลักษณะอาการ สร้างภพ กำลังก่อร่างสร้างภพอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าอาการใด จะมืดจะทึบ จะตึงจะแน่น จะหมองจะขุ่น พวกนี้คืออารมณ์หมด 

อย่าไปมุ่งแก้มัน ยิ่งไปมุ่งก็เหมือนไปให้กำลังเจตนากับมัน...ไม่หายง่ายๆ หรอก ยิ่งไปกันใหญ่ ...แล้วมันจะแตกลูกแตกหลานออกไปเป็นลักษณะอาการมากมาย

ลงมาที่กายที่เดียว ที่อาการเดิมๆ  ดูมันไป อดทนฝืนทวนเข้ามา เดี๋ยวมันก็หลุดร่อนหายไปเองน่ะ โดยที่ไม่ต้องไปแตะต้องมันเลยน่ะ ...ถ้าอย่างนี้เรียกว่าภาวนาละกิเลส 

ไม่ใช่ภาวนาเอากิเลส ไม่ได้ภาวนาตามกิเลส ไม่ได้ภาวนาแก้กิเลส ...แต่ละกิเลส โดยศีลสมาธิปัญญาเป็นตัวพาละกิเลส ถอนจากกิเลส

ไม่ได้แก้กิเลสด้วยนะ ...ไอ้ที่กำลังจะไปทำอะไรกับมันนี่ ถือว่าเป็นการภาวนาแก้กิเลส เหมือนกับ หน้าตาอย่างนี้แล้วไปโบ๊ะหน้า รองพื้น ใส่วิก ให้มันดูสวยขึ้น 

เขาเรียกว่าแก้กิเลส เปลี่ยนให้มันเป็นลักษณะนี้แทน นี่เขาเรียกว่าภาวนาแก้กิเลส ...เดี๋ยวอันนี้ไม่พอใจแล้วเปลี่ยนใหม่ แก้ใหม่ ไปคอยแต่งคอยเติมอยู่นั่น

เดี๋ยวก็เติมแต่งใส่คิ้วขึ้นมาอีก พอกสี ทำไฮไลท์ผม อย่างนี้ เอาไงก็ได้ ...อย่างนี้เขาเรียกว่าภาวนาแก้ จะแก้กิเลสให้มันเปลี่ยนไปดังใจเราปรารถนา...ไม่มีประโยชน์ 

ต้องละ ...ไม่ไปแตะต้องมันเลย ให้มันแก่ตายของมันไปเองน่ะ  ดีก็แก่ตาย ชั่วก็แก่ตาย ถูกใจก็แก่ตายไปเอง ไม่ถูกใจก็แก่ตายไปเองของมัน ...ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน

ต้องยืนหยัดอยู่บนฐานของกายใจ  ศีลสมาธิปัญญา...ต้องเป็นจุดที่ยืนหยัดตั้งมั่นอยู่ในที่อย่างนี้ให้ได้อย่างแข็งแกร่ง  จึงจะเป็นการภาวนาละกิเลสโดยตรง

แล้วมันจะเข้าใจกระบวนการของขันธ์ กระบวนการของกิเลสเองว่ามายังไง เกิดจากอะไร ...นี่ มาจากจิตล้วนๆ เป็นสมุทัย จิตน่ะตัวสมุทัย 

กายใจนี่ไม่ใช่สมุทัยนะ ...จำเพาะกายนี่ทุกข์  กาย-ใจ...มรรค  ใจล้วนๆ นิโรธ แค่นั้นแหละ 

แต่ถ้าจิตล้วนๆ...สมุทัย กับทุกข์อุปาทาน ...ก็ต้องละลูกเดียวนะถ้าว่าอย่างนี้ ใช่มั้ย ...ทุกอาการที่ออกมาจิต สมุทัยหมด เป็นผลสืบเนื่องจากสมุทัย ภพและชาติ

ทำยังไงถึงจะแยกแยะได้ชัดเจนว่านี่กายนี่จิต แค่นั้นแหละ  อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นจิต ...ถ้ามันยังไม่ชัดเจนว่าอันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นจิต มันยังเบลอ มันยังอึมครึมกันอยู่นี่ 

แปลว่าปัญญาต่ำ ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ นั่น มันก็แทรกซึมกัน...เอ๊ะ อันไหนกาย อันไหนจิต มันลักษณะจิตหรือนี่ลักษณะกายกันแน่ ...นี่แปลว่าปัญญาต่ำ

ก็ต้องทำกายให้ชัดเจนขึ้นโดยอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน  เอี้ยวตัว หมุนหัน  ยก เหยียบ ย่าง ก้าว  ก้ม เงย พวกนี้ มันจะมีความรู้สึกของกายอย่างชัดเจน 

แล้วก็มาสำเหนียกรู้สำเหนียกเห็นกับความรู้สึกนี้ไว้ เพื่อทำความชัดเจนว่ากายคืออย่างนี้นะ จิตคืออย่างนี้ ไม่ใช่อันเดียวกัน คนละอย่างกัน ...มันจะได้ละได้ถูกที่น่ะ 

ไม่งั้นมันเลยกลายเป็นละกายไปเอาจิตโดยไม่รู้ตัวซะอย่างนั้น ...เพราะมันแยกไม่ออกอย่างชัดเจน ปัญญามันยังต่ำ มันก็อึมครึมอยู่อย่างนั้น อันไหนกายอันไหนจิต 

ถ้ายังนั่งอยู่เฉยๆ อย่างนี้ แล้วมันจม กายกับจิตมันกลืนกัน ไม่รู้ ไม่รู้จะเอาอันไหนดี มันก็ถือครองทั้งสองอย่าง มันก็อึมครึมอย่างนี้ ...ตรงนี้เขาเรียกว่ามันคานิวรณ์ มันปกปิดศีลปกปิดกายอยู่


โยม –  เมื่อคืนนี้หนูไม่ค่อยได้หลับน่ะค่ะหลวงพ่อ พอดีมีเสียงเพื่อนกรนตลอดเลย ควรทำยังไงคะ หรือว่าคืนนี้หนีดีคะ

พระอาจารย์ –  ควรก็คืออยู่ที่ฟังเสียง แล้วก็ดูว่ามีอารมณ์กำลังเกิดขึ้น...พอใจ-ไม่พอใจ


โยม –  ตลอดเลยหรือคะหลวงพ่อ

พระอาจารย์ –  ตลอดอยู่แล้ว ...ก็อดทนไปอย่างนั้นน่ะ คอยอยู่กับกาย กำลังอยู่ในท่านอนก็อยู่ในท่านอน แล้วก็ดูว่า ระหว่างอยู่ในท่านอนมันมีอารมณ์ขึ้นมาจากเสียง ก็ให้เห็นว่ามีอารมณ์ขึ้นมา 

แต่อย่าทิ้งฐานกายนะ อย่าไปปรุงกับอารมณ์ ไม่พอใจ หงุดหงิดอย่างนี้ ก็ให้เห็นว่าหงุดหงิดไม่พอใจ แล้วระวังจิตที่จะไปปรุงต่อความหงุดหงิดต่อ ว่าจะทำยังไงดี เข้าใจมั้ย  

นี่ แค่คิดว่าจะทำยังไงดี นี่คือปรุงต่อแล้วกับอารมณ์ ...แต่ไอ้อารมณ์นี่ห้ามไม่ได้ เข้าใจมั้ย ความหงุดหงิด ความไม่พอใจนี่ มันมีอยู่แล้ว มันต้องมี

แต่ว่าที่มีอยู่แล้วนี่ อย่าไปปรุงเติม ...อันนี้ต้องระวัง เท่าทันจิตตัวนี้ก่อน โดยที่มายืนอยู่บนฐานกายไว้ มันจึงจะเท่าทันจิต ไม่ต้องไปคิดต่อกับมัน 

แต่ห้ามอารมณ์ไม่ได้ เพราะเรายังมีกิเลส มันยังมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวเราตัวเขาอยู่ ...เพราะนั้นมันจะต้องมีอารมณ์เป็นปกติของปุถุชน 

แต่ว่าเราสามารถทำได้คือไม่ให้อารมณ์มันมากขึ้น ด้วยการที่ไม่เข้าไปปรุงต่อกับมัน ...นี่ต้องระวังจิตที่คิดว่าจะทำยังไงดี แก้ยังไงดี นี่เรียกว่าปรุงต่อ แต่งต่อ 

ตรงนี้ที่มันจะเกิดความวุ่นวี่วุ่นวายมากขึ้น ... ให้มันมีแต่วุ่นวายแค่หงุดหงิดที่ได้ยินเสียง...ต้องทนตรงนี้ก่อน โดยอยู่บนฐานกายไว้ ผูกไว้ก่อน เข้าใจมั้ย


โยม –  แค่กาย..แล้วก็หงุดหงิด กาย..แล้วก็หงุดหงิด

พระอาจารย์ –  แค่นั้นแหละ อย่าคิด


โยม –  มันก็ทุกข์ทรมานนะคะหลวงพ่อ

พระอาจารย์ –  ก็ต้องทนทุกข์ ...นี่คือทุกข์ของกิเลส ถ้าไม่มีกิเลสมันก็ไม่มีอารมณ์ ถ้าไม่มีเราก็ไม่มีอารมณ์


โยม –  แต่ถ้า..กายแล้วก็หงุดหงิดๆ คือพยายามดูไปตลอด แล้วหนูจะเห็นว่ามันเกิดตรงไหนหรือคะ ไอ้หงุดหงิดน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปหา อย่าไปหา ปัญญาเรายังไม่เห็นหรอก ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ...เอากายเป็นหลัก เข้าใจมั้ย อย่าไปส่งออกนอก ไปค้นหาว่าอารมณ์คืออะไร ...นี่เขาเรียกว่าส่งออกนอก 

อย่าออกนอก เอากายไว้ อย่าไปวุ่นวี่วุ่นวายกับอารมณ์ ...ไอ้ตรงนี้ที่เรียกว่าฟุ้งซ่าน นี่คือเกิดความฟุ้งซ่านแล้ว ไม่รู้รึไง จิตกำลังทำงานอีกแล้ว ในการที่จะหาที่มาที่ไปของมัน ...นี่ฟุ้งซ่านนะ ไม่ใช่ปัญญานะ 

ฟุ้งซ่าน..ไม่เอา เอากาย คือรักษากายรักษาใจ รักษารู้รักษากายไว้ อารมณ์ก็อยู่ส่วนอารมณ์ ช่างหัวมัน บอกแล้วไง ไม่ต้องไปหาที่มาที่ไปมันหรอก ให้มันดับซะก่อน ให้มันหายไปเอง แล้วทรงศีลไว้ ทรงสมาธิไว้


โยม –  แล้วถ้ามันไม่หาย

พระอาจารย์ –  ไม่หายก็ต้องทนอยู่อย่างนั้น ...ถ้าจะรู้ว่าที่มาที่ไปมาจากไหน จะต้องอยู่ในฐานของศีลสมาธิอย่างเข้มแข็ง แล้วมันจะเห็นโดยทันทีว่า อ๋อ มันเกิดตอนนี้ ...นั่นแหละถึงจะเห็น เข้าใจมั้ย 

แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้ว...ไม่มีทางเห็น ...อย่างรถวิ่งบนถนนใหญ่นี่ โยมวิ่งรถตามหลัง ถามมันสิ มันออกมาจากซอยไหน หือ รู้มั้ย 

แล้วจะไปค้นหาความเป็นจริงกับมันได้มั้ย ว่ามันออกมาจากซอยไหน...ไม่ได้ มันออกมาแล้ว เราไม่สามารถไปค้นหาในอดีตได้แล้ว จนกว่ารถมันจะตกถนนหรือพังไปเองน่ะ 

แล้วเราก็วิ่งไปบนถนน แล้วเราจะเห็นเลยว่ามีรถมันออกจากซอยตรงนี้ นั่นแหละในปัจจุบันถึงจะเห็นว่ารถออกมาจากซอยนี้แล้วก็วิ่งตามหลังมันไป นี่จะเห็นว่า อ๋อ ที่มาของมันมาจากตรงนี้

แต่ถ้ามันขึ้นมาวิ่งบนถนนแล้ว ไปถามมันสิว่ามันมายังไง ไปดูเพื่อหาความเป็นจริงว่ามันออกมาจากซอยไหน ...โง่นะ หาความโง่รึไง หายังไงก็ไม่เจอ 

เราก็ต้องรักษาระดับเลเวลของเราให้ไม่ตกถนนซะก่อนน่ะ ประคองตัวไปจนกว่ามันจะตกถนนก่อนเราน่ะ ...นั่นน่ะคือประคองศีลสมาธิปัญญาไว้

ต้องเรียกว่าประคองไว้นะ ในขณะที่มันมีอารมณ์นี่ ต้องเรียกว่าประคองไว้ ...มันก็ลำบาก ก็ต้องลำบาก เพราะกิเลสมันสร้างเรื่องลำบากขึ้นมาแล้วนี่ จะทำยังไง

แต่ว่าจนกว่ามันจะหมดไป แล้วครั้งใหม่ว่ากันใหม่ ...ถ้าทรงศีลไว้ ทรงสมาธิไว้ ทีนี้มันจะมาตอนไหนก็รู้ แค่เห็นปุ๊บ แค่มันเงยหัวขึ้นมาปุ๊บ ทัน ...มันก็อุดรอยรั่วอุดรอยโหว่ตรงนั้น 

นั่นแหละ มันจะเห็นที่มาที่ไปของขันธ์ห้า ว่าเกิดจากอะไร  นั่นแหละมันจะเห็นว่า จิตเป็นสมุทัยยังไง ความส่งออกเป็นสมุทัยยังไง ความปรุงแต่งเป็นสมุทัยยังไง ...มันเริ่มจากจุดนี้ๆๆ

แต่ตอนนี้มันเกิดมาแล้ว ไม่มีทางไปหาจุดเริ่มต้นของมัน ไม่มีทางหรอก ...อย่าไปโง่กับกิเลส อย่าไปโง่แล้วก็พาให้ไปหลงในความงมงายกับมัน อย่าไปดำหัวอยู่ในมัน อย่าไปมุดหัวอยู่กับมัน

ต้องเงยหน้าออกมา แล้วก็ยืนอยู่บนเส้นทางของมรรค กายใจ ศีลสมาธิปัญญา ...แล้วไม่มีอะไรจริงเกินศีลสมาธิปัญญา ทุกอย่างสลายหมด บอกให้เลย ให้มันสลายไปก่อน ด้วยความอดทน

เอ้าไป ไปฝึกกัน หาความชำนิชำนาญในศีลสมาธิปัญญา


โยม –  จะถาม ความง่วงหายไปหมดแล้ว

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ อย่าไปสนใจมัน มุ่งลงที่กายไว้ แก้ได้หมด ...ไม่ต้องแก้ด้วยการหาอุบายชนะความง่วงเลย  แก้กันตรงๆ แล้วไม่ไปใส่ใจกับมัน แค่นั้นน่ะ 

ทุกอย่างจะเห็นเองว่าไม่มีอะไรจริงเกินกายใจ ...ง่วงดับง่วงหาย ...กายใจยังอยู่...นั่นน่ะของจริง นอกนั้นกิเลสหลอกหมด


...................................