วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/26 (1)


พระอาจารย์
16/26 (571001B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นในระหว่างที่มันยังไม่มีเวทนารุมล้อมรุมเร้านี่ ...ก็ต้องเพียรเพ่งอยู่ในกายใจ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่า กายใจคือกายใจ ไม่ใช่ขันธ์ห้า

เพราะนั้นเวลาที่มันรู้อยู่กับตัว รู้อยู่กับความรู้สึกของการเดินการยืน การตึงการแน่น การเกร็งการขยับ แล้วรอบๆ ตัวมัน ระหว่างที่รู้ชัดในสองสิ่ง...กายกับใจนี่

รอบๆ ตัวกายกับรอบๆ ตัวใจ...รอบๆ มันน่ะว่างหมดเลย จะไม่มีอะไร ...นั่นหมายความว่ายังไง  หมายความว่าจิตมันไม่สามารถออกไปสร้างขันธ์ห้าได้ เพราะจิตมันอยู่ในฐาน...ฐานรู้กับฐานกาย

แต่เมื่อใดที่ศีลสมาธิปัญญาอ่อนแอ เสื่อมทราม ไม่ระมัดระวัง ไม่เข้มแข็ง ไม่ควบคุมรักษาไว้นี่ ...จิตมันก็จะเคลื่อนออก ...ทีนี้พอเคลื่อนออกปุ๊บ ไอ้ความรู้สึกที่เป็นกายกับใจล้วนนี่ มันไม่เป็นกายล้วนๆ แล้ว

มันไม่รู้สึกว่าเป็นกายล้วนๆ ไม่รู้สึกว่าเป็นใจล้วนๆ แล้ว ...มันจะมีอะไรวนเวียนอยู่รอบตัวกายใจนั้น เป็นเมฆเป็นหมอกบ้าง เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง เป็นเรื่องราวบ้าง เป็นดีร้ายถูกผิด เป็นอะไรรุงๆ รังๆ อยู่ตรงนั้น

นั่นหมายความว่าจิตนี่มันยังไม่ลงในฐานของใจอย่างแนบแน่น ยังไม่ลงในฐานของศีลอย่างแนบแน่น ก็ไม่ต้องไปเลิกไม่ต้องไปละอะไร  ก็ทำความชัดเจนอยู่ในกายใจซ้ำลงไป

พอยิ่งชัดในกายใจที่เป็นความรู้สึกล้วนๆ กับใจรู้ล้วนๆ ลงไปเรื่อยๆ ...ไอ้สิ่งที่มันรกรุงรังวนเวียนๆ เป็นเรื่องราวขันธ์ห้า ขันธ์คนนั้น เรื่องคนนี้ เรื่องของเราข้างหน้า เรื่องของเราที่สุขที่ทุกข์ มันก็หดตัวลงไป

ก็เรียกว่าขันธ์ห้ามันสลาย มันเสื่อมลง เพราะว่ามันถูกศีลสมาธิปัญญาทำลาย ...จะเรียกว่าทำลายก็ได้ ไม่เรียกว่าทำลาย ก็ได้ เพราะว่าถ้าอยู่ในศีลสมาธิปัญญา จิตก็ไม่ส่งออกไปสร้างขันธ์ห้าที่ใด หรือเรื่องราวใดเกิดขึ้นมา

ไอ้เรื่องราวๆ ต่างๆ นี่  ไอ้ที่ว่าเรื่องๆๆๆ นี่ หมายความก็คือขันธ์ห้านั่นเอง ...ถึงจะมีหนึ่งเรื่องราว ก็คือมันรวมขันธ์ห้าขึ้นมา และด้วยความไม่รู้ ก็ไปหมายการรวมขันธ์ห้าขึ้นมา

นั่น ก็เป็นเรื่องของเราบ้าง เรื่องของเขาบ้าง  ภาราหะเว ปัญจักขันธา...ยิ่งมีขันธ์ห้ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทุกข์เท่านั้นแหละ ...แต่กายใจไม่มีขันธ์ห้า มันจะเป็นทุกข์แห่งเราไม่ได้

เพราะนั้นการที่รู้ตัวให้ชัดอยู่เสมอ บ่อยๆ แล้วมันจะเห็นรอยปริ รอยแยก รอยแตก ระหว่างกายใจกับขันธ์ห้า...ว่าขันธ์ห้าคือขันธ์ห้า กายใจคือกายใจ

ขันธ์ห้ามันเป็นระบบของจิตล้วนๆ เลย ...ถ้าจิตมันหยุดเมื่อไหร่ ขันธ์ห้าก็หยุด  ถ้าขันธ์ห้าหยุดเมื่อไหร่ ความสืบเนื่องในขันธ์ห้าก็หยุด

เพราะนั้นตัวที่จะพาไปเกิดก็คือขันธ์ห้า อุปาทานขันธ์นั่นเอง ...มันจะมีความสืบเนื่องไปอนาคต เรื่อยๆๆ แล้วก็ลิงก์ไปตรงนั้น ลิงก์ไปจุดนั้น ลิงก์ไปเวลานี้ ลิงก์ไปเมื่อนั้นเมื่อนี้

ลิงก์ไปในสถานที่นั้น บุคคลนี้ อารมณ์นั้น เรื่องโน้น ...มันจะลิงก์ไปทั่ว เป็นโยงใย เป็นเครือข่าย เป็นเวิร์ลไวด์เว็บ เป็นอนันตาจักรวาลเลย  ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีที่ประมาณเลย

นี่ ความไม่อับจนในขันธ์ห้า หรือว่าความไม่สิ้นสุดในขันธ์ห้า มันเป็นอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่แจ้งในขันธ์ห้านี่ ไม่มีทางเลยที่จะว่ามันจะวางขันธ์ห้าได้ มันจะละขันธ์ห้าได้ มันจะทำขันธ์ห้าให้สลายได้

เพราะนั้นการที่มันจะสลายขันธ์ห้า หรือว่าดับขันธ์ห้า หรือว่าวางขันธ์ห้านี่ ...มันจะต้องมาเรียนรู้อยู่ว่า อะไรคือขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ความเป็นจริงของมันแค่ไหน

แล้วก็กายใจตามความเป็นจริง ความเป็นจริงของกายใจแค่ไหน ... แล้วในระหว่างขันธ์ห้ากับกายใจ...อันไหนจริงกว่ากัน  แล้วระหว่างขันธ์ห้ากับกายใจ...อันไหนจริงที่สุด

นั่นแหละมันถึงจะตัดสินใจได้โดยเป็นปัจจัตตังว่า...มันต้องละขันธ์ห้า เพราะขันธ์ห้านั่นเป็นทุกข์แห่งเรา ...แต่กายใจนี่มันเป็นทุกข์แห่งมัน ไม่ใช่ทุกข์แห่งเรา เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของใครเลย 

แต่ถ้าเข้าไปจริงจังมั่นหมายอยู่ในขันธ์ห้า เมื่อนั้นก็เป็นเรื่องของเรา...ก็เป็นทุกข์อยู่กับขันธ์ห้าตลอดจนวันตายโดยไม่เข้าใจ ...เพราะมันแยกไม่ออกระหว่างขันธ์ห้ากับกายใจ มันไปปนเปื้อนกัน มันไปเหมาเอาว่ากายใจนี่คือขันธ์ห้า 

ก็มันไม่ใช่ ...กายก็คือกาย มันไม่ใช่ขันธ์ห้า ...มันมีสัญญา เวทนา สังขาร อยู่ในกายตรงไหน...ไม่มีอ่ะ มันไม่มี เข้าใจมั้ย  มันมีอารมณ์อยู่ในตัวตึง แน่น อ่อน ไหว ตรงไหน...ไม่มี

มันไม่มีอารมณ์ในตัวมันเลย มันไม่มีความถูก มันไม่มีความผิด มันไม่มีแม้อะไรเลย แม้กระทั่งชีวิตเลย มันไม่มีแม้กระทั่งความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจ

เพราะนั้นแล้วที่มันบอกว่ากายเป็นอย่างนั้น กายเป็นอย่างนี้ ...ตัวนี้คือขันธ์ห้า  จิตมันไปสร้างขันธ์ห้าขึ้นมาครอบกาย หมายกายขึ้นมาเป็นขันธ์ห้า

แล้วมันก็มีพร้อมหมดเลย ว่าในกายมีเรา มีของเรา มีความรู้สึกเป็นเรา มีความรู้สึกว่าน่าพอใจ-ไม่น่าพอใจ เนี่ย ...จิตมันมาหมายกายนี่เป็นขันธ์ห้าขึ้นมา

แล้วมันมากลืนกินอยู่ในกาย กลืนกินเข้าไปว่า มีความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งที่เป็นเราของเราขึ้นมา ...แล้วก็ไม่มีปัญญาที่จะแยกแยะออก


โยม –  พอมีไข้ปั๊บ อาจารย์ ...มันปิดหมดเลยครับ ทั้งๆ ที่สัญญาเก่าเราก็รู้อยู่แล้วนะ แต่ถูกปิด

พระอาจารย์ –  มันแทรกซึมทุกอณูขันธ์ ทุกอณูกาย ทุกอณูธาตุเลยน่ะ ...เป็นของเราล้วนๆ หมดเลย มันปิดประตูตีแมวเลย


โยม –  มันปิดสนิท ...มันใส่เราฝ่ายเดียวเลย

พระอาจารย์ –  นี่แหละที่เรียกว่ามืดบอด กิเลสคือความมืดบอด มันจะมองไม่เห็นช่องทางออกเลย


โยม –  ดูไม่ออกเลยครับ

พระอาจารย์ –  แต่ถ้ามีฐานของศีลสมาธิปัญญา  ศีลสมาธิปัญญานี่ มันจะค่อยๆ กลั่นกรองตัวมันเองออกมาจากขันธ์ห้า แล้วมันจะเห็นว่าขันธ์ห้าเป็นอย่างไร

มันมาแอบยังไง มันมากลืนยังไง มันเข้ามาตอนไหน มันเกิดขึ้นตอนไหน มันเกิดขันธ์ห้าขึ้นตอนไหน เนี่ยมันก็จะจับ...จับประเด็นได้

แล้วก็จับช่วงเวลาที่เกิดขันธ์ห้าขึ้นมาแอบอิง เกิดการแอบอิงขันธ์ห้ากับกายขึ้นมาตอนไหน ...มันก็ทัน แล้วก็แยกออก คัดกรองออก  …ทีนี้พอมันจับได้ทันแล้ว มันก็ตั้งอยู่ตรงจุดนั้นน่ะ

แล้วทีนี้พอมันเริ่มจะคลุม เกิดจิตมันเคลื่อนออกมาจะคลุม มาหมายว่านี้เป็นปวดเรา เมื่อยเรา นี่เรา ...พอเห็นตรงนั้นปุ๊บ มันก็พึ่บ ขันธ์ห้าก็ดับอยู่ตรงนั้น เออ...ขันธ์ห้าดับ เวทนาไม่ดับ กายไม่ดับ 


โยม –  ครับ ตอนนอนอยู่พอเห็นได้ครับ

พระอาจารย์ –  แต่คราวนี้ว่า กิเลสมันไม่ท้อถอย


โยม –  โอ้โห มันแรงกว่าเราเยอะเลยครับ

พระอาจารย์ –  ก็ศีลสมาธิปัญญาเรามันยังมีวันหยุดพักนี่ เข้าใจป่าว เพราะว่าพวกเรายังไม่อยู่ในระดับมหา ...คือศีลสมาธิปัญญาเรายังไม่อยู่ในระดับมหานี่ 

แต่กิเลสมันเป็นมหาน่ะ มันไม่เคยหยุดยั้งเลย ...มึงอย่าเผลอแล้วกัน มันคลุมเลย ...พอวางมือจากศีลสมาธิปัญญา หรือพอบอก..อืม เหนื่อยโว้ย พักก่อน ...เสร็จ ปึ่บ คลุมเลย

แล้วทีนี้มันแนบแน่น เข้าใจคำว่ามันแนบแน่นไหม ...ท่านบอกว่ากิเลสนี่เหมือนยางเหนียว เหนียวยิ่งกว่าอะไรในโลกสามโลกอีก

อะไรที่ว่าเหนียว ที่ว่าเป็นกาวตราช้างอะไรก็ตามว่าเหนียวแล้ว ติดแนบแน่นสนิทแยกไม่ออก นี่ กิเลสนี่ยิ่งสนิทแน่นยิ่งกว่านั้นอีก แนบแน่นกับกายใจนี่ยิ่งกว่าสิ่งเหนียวอะไรในสามโลกธาตุอีก

เพราะนั้นแล้ว...มีอยู่ช่องทางเดียว ตัวเดียวที่จะไปทำลายความเหนียวแน่นของกิเลสได้...คือศีลสมาธิปัญญาถ่ายเดียวเท่านั้นเอง ไม่มีวิธีการอื่นเลย

ใครว่าแน่ ใครว่ามีวิธีการไหนที่นอกเหนือจากศีลสมาธิปัญญา แล้วจะมาทำลายความเหนียวแน่นของกิเลส ของความปรุงแต่งที่มันมาจับกายใจว่าเป็นเรา เป็นขันธ์ห้าขึ้นมานี่...ไม่มี ไม่มีวิธีการใดด้วย บอกให้

แต่ว่าการที่รู้ตัวนี่ คือดำรง ธำรงไว้ ซึ่งคำว่าตัวกับรู้สองอย่างนี้เอง จึงจะทำให้เห็นว่า กายใจส่วนกายใจ กิเลสส่วนกิเลส ขันธ์ห้าส่วนขันธ์ห้า ไม่ใช่อันเดียวกัน ขันธ์ห้ากับกายใจไม่ใช่อันเดียวกัน

กิเลสความเป็นเรา ความรู้สึกที่เป็นเรากับกายใจ ไม่ใช่อันเดียวกัน ...การดำรงความรู้ตัวไว้อย่างเดียว จึงจะเกิดปัญญาที่เห็นความเป็นจริงว่า กิเลสส่วนกิเลส กายใจส่วนกายใจ ขันธ์ห้าส่วนขันธ์ห้า

เห็นอย่างนี้บ่อยๆ เมื่อนั้นน่ะ จึงจะเห็นว่า...ขันธ์ห้านี่ไร้สาระ หาสาระแก่นสารในขันธ์ห้าไม่ได้เลย แล้วแม้กระทั่ง อย่าว่าแต่สาระแก่นสารเลย ตัวตนที่แท้จริงของขันธ์ห้าก็ไม่มี..ไม่มี เป็นของที่เหมือนอากาศธาตุ

นี่ปัญญาขั้นสูงสุด จะเห็นขันธ์ห้าเหมือนอากาศเลย ...คือไม่มีน้ำหนักเลย ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีราคาเลย มันหมดราคาเลย มีค่าเสมอศูนย์ เป็นสุญโญ สุญญตาหมดเลย

เพราะนั้น ปัญญาท่านเห็นแล้วมันเชื่อ แล้วมันลบความยึดมั่นถือมั่นในระดับนั้นแล้ว ...จากนั้นไปนี่ จะมีขันธ์ห้าหรือไม่มีขันธ์ห้า เท่ากัน บอกให้เลย

จะใช้ขันธ์ห้า จะอยู่กับขันธ์ห้า หรือไม่มีขันธ์ห้า ก็เท่ากันเสมอกัน ไม่มีประโยชน์เลย ไม่มีว่าจะต้องครองขันธ์ห้าไว้มั้ย หรือไม่ครองขันธ์ห้าไว้ มันเสมอกันหมด

เพราะว่ามีค่าเสมอศูนย์หมดแล้ว เข้าใจโดยตลอด แจ้งตลอดในขันธ์ห้าหมดแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบของขันธ์ห้า ความเป็นจริงคืออะไร ที่มาที่ไปคืออะไร

แล้วมันมีประโยชน์มีโทษถ้าเข้าไปยึดถือครองอย่างไร ไม่มีประโยชน์ไม่มีโทษเมื่อเข้าไปยึดถือครองอย่างไร ...นี่ ท่านเข้าใจโดยตลอด

เพราะว่าท่านเรียนรู้กับขันธ์ห้านี่มาตลอด...ตั้งแต่อยู่กับความรู้ตัวเป็นต้นไปนี่ จนเห็นที่มาที่ไปของมัน ...ทั้งวี่ทั้งวันนั่นแหละ ตลอดวี่ตลอดวันนั่นแหละ

ท่านก็เรียนรู้ไปเองว่า...เมื่อใดที่ขันธ์ห้ามาก เมื่อนั้นก็ทุกข์มาก ...เมื่อไหร่ที่ไม่มีขันธ์ห้า มีแต่กายใจ ดำรงกายใจล้วนๆ รู้ มีแต่ความรู้ตัว ไม่มีทุกข์เลย ไม่มีทุกข์แห่งเราเกิด ไม่มีแม้กระทั่งเราอยู่ในนั้นเลย

ท่านก็เรียนรู้อยู่อย่างนี้ ว่าขันธ์ห้าเป็นทุกข์อย่างไร แล้วก็จะเข้าใจว่า ภารหะเว ถ้ายังปล่อยให้มันทับถมเป็นภาระอย่างยิ่ง ทั้งที่มันไม่สมควรมีภาระในขันธ์ห้าเลย


(ต่อแทร็ก 16/26  ช่วง 2)



วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/25 (2)


พระอาจารย์
16/25 (571001A)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 16/25  ช่วง 1

พระอาจารย์ –   เพราะนั้นวิธีแก้ก็คือต้องให้เห็นว่า มองให้ออกว่า เวทนาก็คือสักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่เรา มันเป็นเวทนา ...ถ้าจะบอกว่าเวทนาเป็นของใคร ก็ต้องบอกว่าเวทนาเป็นของกาย ไม่ใช่ของเรา

มันเป็นของธาตุ ...ถ้ามีธาตุ ถ้ามีการรวมตัวของธาตุ แล้วมีใจครอบครองอยู่กับธาตุนี่ มันอิงอาศัยอยู่กับธาตุนี่ ...เมื่อนั้นน่ะ มันจะมีเวทนาในธาตุเกิดขึ้น

ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติของธาตุที่มันเป็นไป ...ถ้ามันเป็นธาตุดินน้ำไฟลม ที่ไม่มีวิญญาณครอง ที่ไม่มีใจครอบครองนี่ มันก็จะไม่มีเวทนาเกิดขึ้นกับธาตุนั้นๆ

แต่ถ้ามันเป็นธาตุที่รวมตัวขึ้นมาเป็นสัตว์นี่ มีลักษณะเป็นเหมือนกับสัตว์ มีชีวิตนี่ ...หมายความว่าธาตุนั้นน่ะมันมีใจรวมอยู่ด้วย เป็นใจที่มันอิงอาศัยอยู่ข้างในนั้น  มันจึงมีเวทนาอยู่ในธาตุ พร้อมกับธาตุนั้นๆ

เพราะนั้นในระหว่างที่เราอยู่อิริยาบถปัจจุบันนี่ เวลาเราเดินไปเดินมา หนาวร้อนนี่ โดนแดดลมฝนกระทบ ถือว่าเป็นเวทนาเล็กเวทนาน้อย นี่ ต้องเห็นให้ชัด

เหล่านี้คือต้องมาเรียนรู้กับเรื่องเวทนาโดยรอบที่มันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ...ให้มันเห็นว่ามันเป็นเวทนาของกาย ไม่ใช่เวทนาของเรา

แล้วก็ให้มันเห็นภาวะที่บางครั้งบางเวทนาเล็กๆ น้อยๆ นี่ มันมีเราเข้าไปจับอย่างไร เข้าไปหมายว่านี่เป็นตัวเรายังไง แล้วไปเดือดเนื้อร้อนใจกับเวทนานั้นอย่างไร ...ให้เห็น ...แล้วก็แยกออก 

แยกให้ออกในลักษณะเวทนาเล็กๆ น้อยๆ นี่ ...แล้วมันก็จะสะสม  ค่อยๆ สะสมภูมิปัญญาภายในขึ้นไป ...ทีนี้เวลามันเจอไอ้เวทนาใหญ่ๆ ขึ้นมานี่ ในเวทนาที่มันยึดมั่นถือมั่นอย่างมาก 

ด้วยความกลัว ด้วยความกังวล ด้วยอะไรนี่ ...ก็อาศัยที่มันเรียนรู้กับเวทนาบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน มันก็สามารถจะคัดกรองแยกแยะได้ พอเห็นเป็นลางๆ ไป

เพราะนั้นก็ต้องสะสมรากฐานของศีล-สมาธิ กายใจนี่ รู้ให้ชัด เห็นให้ชัด อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นใจ อันไหนเป็นจิต  ต้องแยกให้ออก...กายส่วนกาย จิตส่วนจิต  จิตไม่ใช่กาย กายไม่ใช่จิต

จิตไม่ใช่ใจ ใจไม่ใช่จิต กายไม่ใช่ใจ กายก็ไม่ใช่จิต นี่ ต้องแยกให้ชัด เวทนาก็เป็นเวทนา ไม่ใช่กายไม่ใช่จิต เวทนาเป็นเวทนาไม่ใช่กายไม่ใช่ใจ ...นี่ต้องให้เห็นชัด แต่ละส่วนต้องให้ชัดในแต่ละส่วนๆ

ส่วนจิตนี่ จิตนี่มันเป็นกองใหญ่ มันเป็นกองรวมกัน ในจิตทั้งหมดนี่ ในจิตทั้งหมดน่ะที่มันปรุง ...ความเป็นจิตปรุงขึ้นมานี่ ความเป็นจิตทั้งหมดนั่นแหละคือขันธ์ห้า

คือมันจะกอปรด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่ในจิต คือมันมีทั้งอารมณ์ ทั้งความรู้สึก มันมีทั้งความหมาย มันมีทั้งความเห็น มันมีทั้งความจำ

มันมีทั้งความเดือดเนื้อร้อนใจ อารมณ์พอใจ-ไม่พอใจ ขุ่นมัวเศร้าหมอง พวกนี้คือจิตทั้งหมด เพราะนั้นกลุ่มของจิตทั้งหมดนี่ก็คือกลุ่มที่เรียกว่าขันธ์ห้า

นี่ต้องแยกให้เห็นอย่างนี้ แล้วก็ขันธ์ห้าก็ขันธ์ห้า กายก็คือกาย ไม่ใช่ขันธ์ห้า ...กายก็คือความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็ง ตึงแน่นเคลื่อนไหว กระเพื่อมกระเทือน ลักษณะนี้คือกายกับเวทนา

มันจะเป็นลักษณะที่อยู่คู่กันเป็นความจริง แต่ไม่ใช่ขันธ์ ...ให้เห็นว่าขันธ์ก็คือส่วนของจิต กายกับส่วนเวทนาของกายก็คือส่วนของธาตุ ใจก็คือส่วนที่รู้และเห็น

นี่ มันก็มีกลุ่มอาการที่มันรวมกันขึ้นมาเป็นกอง กองสัตว์กองคนตรงนี้ มันมีกลุ่มสามสี่กลุ่มอยู่แค่นี้

เพราะนั้นการภาวนาด้วยสติสมาธิ เพื่อให้ใจนี่ จิตนี่มันตั้งมั่น แล้วก็คอยมาหยั่งรู้ดูเห็นอยู่ภายในกองกายกองธาตุนี่ มันจึงจะเห็นลักษณะอาการที่แตกต่างกันไปมา

ระหว่างขันธ์คือรูปนาม ระหว่างกายคือธาตุ แล้วก็ระหว่างใจ ...มันจะเห็นอยู่สามกลุ่ม

เพราะนั้นกิเลสนี่มันจะไปเกิดอยู่ในส่วนที่เรียกว่าจิต ที่มันสร้างขันธ์ห้า ที่มันสร้าง ที่มันรวมเป็นขันธ์ห้าขึ้นมา เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา เป็นดี-ร้าย ถูก-ผิด เป็นอารมณ์พอใจ-ไม่พอใจ เป็นสุขเป็นทุกข์ 

พวกนี้ คือจัดอยู่ในกลุ่มของขันธ์ห้า ที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ด้วยอำนาจของกิเลส ด้วยอำนาจของอวิชชา ด้วยอำนาจของตัณหา ด้วยอำนาจของอุปาทาน มันจะเป็นตัวที่สร้างอุปาทานขันธ์นี้ขึ้นมา

เพราะนั้นกิเลสทั้งหมดนี่มันจะอยู่ในส่วนนี้หมดเลย อยู่ในส่วนของขันธ์ห้า มันจะอาศัยขันธ์ห้านี่เป็นที่ตั้งของกิเลส เป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกของเรา ทั้งดีใจเสียใจ พอใจไม่พอใจอะไรอย่างนี้

เพราะนั้น ...ส่วนที่จะต้องละ ส่วนที่จะต้องวาง ส่วนที่จะต้องไม่เข้าไปข้องแวะ ส่วนที่จะต้องไม่เข้าไปพอกพูนเพิ่มเติมก็คือส่วนนี้

นี่ปัญญาที่แยกแยะเพื่อจะให้เห็นว่าสามส่วนนี่ ...ส่วนไหนเป็นส่วนที่ต้องเลิกละเพิกถอนออกไป หรือว่าไม่ให้ค่าให้ความสำคัญกับมัน

ส่วนไหนที่ไม่ต้องไปแตะต้องมัน ...คือส่วนไหนที่ว่ามันเป็นความเป็นจริง ก็ปล่อยให้มันเป็นความเป็นจริงของมันไป 

ไม่ต้องเข้าไปวอแว ไม่ต้องเข้าไปขวนขวาย ไม่ต้องเข้าไปประกอบกระทำในมัน ไม่ต้องเข้าไปดัดแปลง เปลี่ยนแปลงแก้ไข ...ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาพของมัน

เพราะนั้นการฝึกฝนน่ะ มันจะต้องฝึกฝนอยู่ในอิริยาบถทุกอิริยาบถ มันจึงจะเกิดความชำนิชำนาญแยกแยะด้วยความชัดเจน

จนกว่ามันจะชัดเจนจนชัดแจ้ง มันชัดเจนด้วยความชำนาญ แล้วก็ชัดแจ้ง มันเกิดความชัดแจ้ง มันก็เกิดความเข้าใจมากขึ้น ยอมรับมากขึ้น

เพราะนั้นการละการวางนี่ การละการวางขันธ์ห้านี่ ที่เกิดจากจิตปรุงแต่งนี่ มันจะง่าย ง่ายเพราะอะไร ...เพราะมันเข้าใจ เพราะมันเข้าใจมากขึ้นๆๆ มากขึ้นไปเรื่อยๆ

ว่าส่วนนี้เป็นส่วนของกิเลสล้วนๆ เลย แล้วก็เป็นส่วนที่ไม่มีอยู่จริง เป็นส่วนที่มันถูกกิเลสมันสร้างเป็นภาพหลอนภาพลวงขึ้นมา หาสาระแก่นสารใดๆ ไม่ได้เลยในมัน

ในเมื่อมันเข้าใจมันก็ยอมรับตามสภาพที่แท้จริง กับยอมรับตามสภาพที่มันเป็นจริงกับไม่เป็นจริง การละการวางจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ ง่ายขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถ้ายังปล่อยปละละเลยให้มันล่องลอยไปทั้งวันทั้งวี่นี่ เวลามันเกิดเหตุเหล่านี้ที่มันเกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าอย่างรุนแรงขึ้นมานี่ มันจะเกิดการเข้าไปจริงจังมั่นหมายโดยที่หาทางออกไม่ได้เลย

มันเข้าไปเกาะกุมขันธ์ห้า ยึดมั่นถือมั่นแบบมืดมัว ตาบอดหูหนวกอยู่ในนั้นเลย ...นี่เขาเรียกว่าโง่งมงาย เข้าไปเกลือกกลั้วมัวเมาอยู่ในนั้น

ก็หันรีหันขวางอยู่ในนั้น ดิ้นรนทุรนทุรายอยู่ในนั้น หาทางออกไม่ได้เลย เหมือนกับมันติดกับดัก ติดเป็นลิงติดตังน่ะ ติดไปหมดอยู่ในนั้น สลัดไม่หลุด สลัดไม่ออกเลย

จนเกิดความเร่าร้อนอยู่ในขันธ์ห้า กับขันธ์ห้า ...ทั้งที่ขันธ์ห้าจริงๆ มันไม่มี  ขันธ์ห้าจริงๆ เป็นของว่าง ของว่างจริงๆ นะ ...ของที่มีอยู่จริงๆ นี่ มันมีอยู่แค่กายใจ

กายใจกับขันธ์ห้านี่ต้องแยกให้ออกว่าไม่ใช่อันเดียวกัน ขันธ์ห้าก็คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ...คำว่ารูปกับกายนี่ไม่ใช่อันเดียวกันนะ มันจำลองกายขึ้นมาเป็นรูปเท่านั้นเอง จิตน่ะ

แล้วเมื่อมันจำลองรูปขึ้นมา มันก็มีสัญญาในรูปขึ้นมาว่าดีร้ายถูกผิด มันก็ไปให้ค่าในรูปนั้นว่าเป็นชายเป็นหญิง เป็นสวยเป็นงาม น่าพึงพอใจ ไม่น่าพึงพอใจ

มันก็เกิดความเห็น ก็เกิดกิเลสอยู่ในรูปกับรูปนั้นๆ ความเป็นเรา ความเป็นของเรา มันก็เกิดอยู่ในขันธ์ห้าน่ะ มันก็เกิดขึ้นพร้อมกับขันธ์ห้า ความเป็นเราน่ะ แล้วก็ความเป็นเขาก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับขันธ์ห้า 

ตราบใดที่มันยังมีขันธ์ห้าอยู่ มันก็ยังมีเราของเราอยู่ ...แต่เมื่อใดที่มันไม่มีขันธ์ห้า มันจะไม่มีเรา มันมีแค่กายใจ มีแค่กายใจ ...แล้วกายก็ไม่ใช่กายโดยภาษาโดยสมมุติ 

กายก็เป็นกายตามความเป็นจริง ที่เป็นแค่ธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏ หรือว่าเป็นกายธรรม หรือว่าเป็นธรรมที่ปรากฏเท่านั้น ...หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้ 

หาความเป็นชายหญิงไม่ได้ หาความสวยงามไม่ได้ หาความเป็นใครของใครไม่ได้ หาแม้กระทั่งชื่อเสียงความหมายใดความหมายหนึ่งก็ไม่ได้ ...นั่นน่ะกายตามความเป็นจริง มันเป็นแค่นั้น 

เพราะนั้นมันก็จะเห็นในกาย ไม่ใช่ขันธ์ ...เมื่อมันเห็นอย่างนี้ ซ้ำๆๆๆ บ่อยๆ มันจึงจะเข้าใจ ระบบของขันธ์ห้า ว่าขันธ์ห้าที่แท้จริงคืออะไร มันมีจริงมั้ย

สมควรที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น สมควรที่จะเข้าไปดีใจเสียใจในขันธ์ห้ามั้ย ...หรือว่ามันเป็นแค่ความปรุงแต่งขึ้นมา เป็นมโนภาพ เป็นจินตภาพขึ้นมาลอยๆ เท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่าขันธ์ห้ามันเป็นของว่าง มันว่าง มันไม่มี ...แต่กายใจไม่ใช่ของว่างนะ กายใจเป็นของที่มี แล้วมันจะว่างมันจะหายก็ต่อเมื่อกายนี้มันหมดสภาพ คือตาย

คือหมดวาระเมื่อไหร่นี่ กายมันก็จะแตก คือมันจะคืนสภาพเดิม ดินคืนดิน น้ำคืนน้ำ ไฟคืนไฟ ลมคืนลม มันก็คืนสู่สภาพเดิม คืนให้โลก คืนให้อยู่ในระบบของโลก

เพราะนั้นตราบใดที่ยังมีวิบากกรรมนี่ หล่อเลี้ยงขันธ์ หล่อเลี้ยงกายใจอยู่ กายก็ยังมีอยู่ตลอดเวลาจนตาย ...แต่ขันธ์ห้านี่จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้

แล้วแต่ว่า เมื่อใดที่จิตมันเคลื่อนออกจากกายใจ เมื่อนั้นน่ะ จิตจะออกไปสร้างขันธ์ห้าขึ้นมารองรับความเป็นเราของเรา ขึ้นมารองรับความเป็นเขาของเขา

ขึ้นมารองรับกับสิ่งต่างๆ ในสามโลกธาตุ ว่ามีอย่างนั้น ว่าเป็นอันนี้ ว่าคืออันนี้ ว่าเป็นสุขอย่างนี้ ว่ามากว่าน้อย จิตออกไปมันจะไปสร้างขันธ์ห้ามารองรับเลย ...นี่คือความปรุงแต่งในจิต 

หรือถ้ามันไม่ออกนอกกายใจ มันก็มาหมายกายใจขึ้นมาเป็นขันธ์ห้าเอาใหม่อยู่ในปัจจุบัน มันก็มาหมายในปัจจุบัน ...ไม่ส่งออกมันก็ยังหมายปัจจุบันเป็นขันธ์ห้า 

หมายกายนี่ว่าเป็นเรา หมายกายนี่ว่าเป็นรูปของเรา หมายกายนี้เป็นรูปชายรูปหญิงขึ้นมา

เพราะว่าจิตมันก็ออกมาจากฐานใจ ออกมาจากฐานรู้ ออกมาจากฐานความรู้สึกที่เป็นกายล้วนๆ ...ส่งนอกส่งใน มันเป็นอย่างนั้น


(ต่อแทร็ก 16/26)




แทร็ก 16/25 (1)



พระอาจารย์
16/25 (571001A)
1 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  นี่เห็นว่าไปผ่าตัดหรือ

โยม –  ครับอาจารย์ ไส้ติ่งอักเสบครับ  แต่พอมีไข้ก็แย่ มันก็ปิดสภาวะหมดครับ โมหะมันก็คลุมปิดหมด ก็อยู่กับความทุกข์ไป สองวัน แยกไม่ออก


พระอาจารย์ –  นอนโรงพยาบาลกี่วัน

โยม –  เจ็ดวันครับ แต่ว่าช่วงที่มีไข้เราจะแยกไม่ได้เลยครับ  ก็เลยรู้ตัวว่าเราฝึกมาอ่อนครับ  จริงๆ ไม่ค่อยอยากมาเท่าไหร่ กลัวจะโดนหนัก คือ...แค่นี้ก็เอาตัวไม่รอดแล้ว


พระอาจารย์ –  มันต้องวาง อย่าไปยุ่งกับมัน ...ถ้าคิดจะไปชนะมันนี่ หรือว่าคิดจะไปอะไรกับมันมาก นี่ เจตนา เข้าไปเจตนากับมันมากเกินไป เข้าไปกลืนโดยไม่รู้ตัวเลย

มองห่างๆ อย่าเข้าไปจัดการ ...มันมีการคิดเข้าไปจัดการกับมันด้วย มันก็เข้าไปต่อสู้กัน โดยการเข้าไปต่อสู้กัน ...การต่อสู้นั่นน่ะก็คือเข้าไปกลืนกินกับมัน อย่างนั้น

ถ้ารู้ด้วยการวาง รู้แล้วก็วาง ช่างมัน ...ช่างมันแล้วมันจะถอยออก ช่างมัน ไม่ต้องไปอะไรกับมัน มองห่างๆ รู้ห่างๆ ...ถ้าคิดจะไปเอาชนะ เอาอะไรจริงๆ จังๆ นั่น มันเข้าไป

แล้วไอ้เวทนาพวกนี้ มันเป็นอะไรที่มันไม่หาย มันจะเป็นแบบต่อเนื่องของมันไปอยู่อย่างนั้น มันไม่ได้รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนอะไร มันเหมือนมันกระจายไปหมด คลุมไปหมด


โยม –  ก็มีบางจังหวะ ช่วงที่ใจมันผ่อนคลาย มันก็ถอยออกมาบ้างนิดหน่อย แต่ว่ามันก็ไม่มั่นคงจริงจัง แต่เรารู้แล้วว่ามันก็สามารถดูได้จริงๆ นะ ทั้งๆ ที่มันเหมือนกับคลุมอยู่ แต่ก็ยังถอยมาได้นิดหน่อย มันก็เป็นอีกสภาพนึง

พระอาจารย์ –  มันจะต้องเหมือนกับทิ้งมันไปเลยน่ะ ทิ้งไป ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวเลย ทิ้ง วาง...วางทุกความรู้สึก วางแบบไม่ไปแตะต้อง ไม่เข้าไปแตะต้องเลย แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นยังไงก็ช่างมัน

แล้วไปอยู่โรงพยาบาลไหนนี่


โยม –  อยู่นครพิงค์ครับ ...ก็เลยผ่อนเรื่องการฝึกไปพอสมควร สิบสี่วัน

พระอาจารย์ –  ไม่เป็นไร


โยม –  ก็เดี๋ยวกลับมาใหม่ เดี๋ยวตั้งตัวได้แล้วก็กลับมา ให้มากขึ้น

พระอาจารย์ –  ฐานสมาธินี่สำคัญ ฐานสมาธิ ฐานรู้นี่ ฐานใจนี่  ถ้าสมาธิมันไม่มั่นจริงๆ นี่ ใจนี่มันจะถูกกลืนหมด ...เพราะนั้นถ้าจะให้ฐานสมาธิให้มั่นนี่  กายนี่ ศีลนี่...ต้องชัดเจน

ในระหว่างที่มันไม่มีเวทนานี่ ต้องทำกายให้ชัด ทำรู้ให้ชัด  เพื่อสะสมฐานของศีล-สมาธิให้มันแข็งแกร่งกว่านี้ ชัดเจนกว่านี้ ...มันต้องชัดเจนกว่านี้ ตัวรู้ ตัวใจรู้นี่ ตัวสมาธินี่มันต้องชัดเจนกว่านี้

มันต้อง...หมายความว่า มันต้องไม่บุบสลายไปกับอะไรที่มันมาครอบงำ ...กิเลสมันครอบงำ ขันธ์มันครอบงำหมด มันสร้างอะไรมากมายปกคลุมไปหมด เป็นเมฆเป็นหมอกบังกายบังใจไปหมด

มันมีแต่เวทนาของเรา ตัวของเรา..คลุมไปหมด ...ถ้ามันมีเราเกิดขึ้นกับส่วนไหนที่ไหน มันก็เป็นทุกข์ที่ตรงนั้นแหละ ...แม้แต่เป็นเราผู้ปฏิบัติก็ยังเป็นทุกข์เลย  มีเราผู้ไปแยกแยะ ก็ยังเป็นทุกข์เลย

ก็ต้องเป็นแค่รู้...รู้ๆๆ รู้เฉยๆ รู้ด้วยความตั้งมั่น รู้เห็นทุกสภาพอาการ แค่รู้เห็นทุกสภาพอาการ...แต่ถ้ามีเราเข้าไปปฏิบัติเพื่ออะไร มันจะเข้าไปมีเป็นในขันธ์โดยไม่รู้ตัว

เพราะนั้นเวลาที่มันผ่อยคลายจากเวทนาแล้ว มันก็ต้องมาสะสมศีล-สมาธิ นี่ ปัญญาก็คือความรู้ชัดเห็นชัดในกาย รู้ชัดเห็นชัดในรู้ สองอย่างนี่

ทำศีลสมาธิปัญญา ในระหว่างที่มัน...กิเลสมันถูกจำเพาะกลุ่ม จำเพาะให้มันอยู่ในที่ในฐานของมัน ไม่ให้มันครอบงำครอบคลุม ...มันก็จะเกิดปัญญาที่มันชัดเจนในกายใจ

แล้วเวลาที่มันอยู่ในสภาวะที่กิเลสมันฟื้นคืนสภาพของมันขึ้นมา ด้วยเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งนี่ ...มันก็สามารถหยิบยกศีลสมาธิปัญญาขึ้นมาใช้ได้โดยมั่นคงชัดเจน

แล้วมันก็จะเกิดความแยกแยะไปเองโดยปริยาย ส่วนไหนเป็นส่วนกิเลส ส่วนขันธ์ และส่วนไหนคือกายใจ ...แล้วส่วนไหนจริง ส่วนไหนไม่จริง 

แต่ถ้ากิเลสมันครอบงำหมดนี่ ทุกอย่างจริงหมดเลย อะไรก็เป็นจริงของเราหมด เป็นจริงกับเราหมด ...มันเป็นทั้งของเรา มันเป็นทั้งกับเรา หมดทุกสภาพขันธ์ 

โดยที่มันเป็นการปรุงแต่งขันธ์ขึ้นมาโดยจิตล้วนๆ นั่นแหละ มันก็มาบอกว่ามันเป็นของเราหมด...เหมือนกันทุกสภาพอาการ

เพราะนั้นการเจ็บไข้ได้ป่วยนี่ มันถือว่าเป็นแบบฝึกหัดหมดน่ะ ...เป็นแบบทดสอบ แบบฝึกหัด ให้เห็นว่า ข้อสอบครั้งต่อไปนี่ จะวางจิตยังไง จะปฏิบัติต่อมันยังไง จึงจะยกเหนือระดับนี้

อย่างไรที่จะยกสติสมาธิปัญญาให้มันเหนือระดับกิเลสระดับนี้ เวทนาในขันธ์ระดับนี้ เวทนาในกายระดับนี้ ...ก็มาตั้งรากตั้งฐานศีลสมาธิใหม่ มีวิธีแก้วิธีเดียว

คือต้องสร้างฐานของศีลสมาธิปัญญานี้ให้ตั้งมั่นที่สุด แล้วเวลาอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม..ที่กิเลสมันสร้างขึ้นมานี่ ...มันก็สามารถจะสร้างศีลสมาธิปัญญาขึ้นมาตั้งรับ..รับรู้รับเห็นกับอาการ

ที่กิเลสมันจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา หยิบยกนั่นหยิบยกนี่มาเป็นเรื่องของเรา ตัวของเรา โดยมันอ้างสภาวะขันธ์ขึ้นมา ว่านี่เป็นเวทนาขันธ์ในเราของเรา สร้างรูปกายว่าเป็นเราของเราขึ้นมา

มันก็จะเห็นว่าทั้งหมดมันเป็นการปั้นแต่งขึ้นมาของกิเลสทั้งหมด ไม่ใช่ความจริง ...ความจริงมีแค่กาย มีแค่เวทนาในกาย แล้วก็มีแค่รู้แค่เห็น นี่...กิเลสมันไม่สามารถจะมาสอดแทรกกลมกลืนได้

ที่มันเป็นทุกข์กับความเจ็บไข้ได้ป่วยนี่ ก็เพราะว่ามันเข้าใจว่าความเจ็บไข้นี้เป็นของเรา ...จริงๆ ความเป็นไข้ ความทุรนทุรายอะไรนี่ มันก็เป็นเวทนาหนึ่งเท่านั้นเอง ...เวทนาของกายไม่ใช่ของเรา

มันเวทนาของธาตุ มันเป็นเวทนาธาตุเวทนาธรรม แล้วก็มีแค่ใจเป็นธาตุรู้ธาตุเห็น แล้วก็มีกายเป็นแค่ก้อนกองสสาร ...ความเป็นจริงทั้งหมดสามส่วนสามกองนี่...เป็นความเป็นจริง

แล้วมันมีความไม่จริงแทรกซึมปนเปื้อนอยู่อย่างไรกับส่วนไหน ...มันก็คัดกรองออกได้ ถ้ามันชัดเจนในสามอาการนี่

เพราะนั้นการจะทำให้มันชัดเจนในสามอาการนี่ มันจะต้องสร้างรากฐานการรู้การเห็นอยู่ในสามอาการนี้อย่างต่อเนื่อง...ในช่วงเวลาปัจจุบันนี่ ในช่วงเวลาที่ดำรงชีวิตอยู่ปกติ

แล้วเวลามันเกิด เมื่อกิเลสมันยังไม่หมดสิ้น เวลามีเวทนานี่ ส่วนมากมันจะไปจับที่เวทนากายนั่นแหละ มันไม่ไปจับที่ส่วนอื่นหรอก ...มันยึดนี่ มันจะยึดเวทนากายเป็นส่วนที่ยึดมากที่สุดนั่นแหละ

เพราะนั้นเวลาที่เวทนามันแปรปรวนไปถึงขีดที่มันรู้สึกว่าเราทนไม่ได้ นั่นแหละ ความเป็นเรามันจะเข้ามาคลุมในเวทนา มาหมายเวทนาเป็นเรา

แต่ถ้ามันมีรากฐานของศีลสมาธิปัญญา มันก็จะคัดกรองออกได้ว่าเวทนาสักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่เวทนาเรา เป็นเวทนาในกาย เป็นเวทนาในความเป็นจริงของกาย

ในเวทนานั้นไม่มีเรา เป็นแค่ก้อนกองเวทนาธาตุเวทนาธรรมเท่านั้นเอง ...มันก็ต่างคนต่างอยู่ไป ไม่เข้าไปเกิดอาการเหมือนที่มันเป็นเวทนาเรา

ถ้ามันเป็นเวทนาเราเมื่อไหร่นี่ มันจะเกิดอาการเข้าไปดิ้นรนขวนขวายในเวทนานั้นๆ การที่มันดิ้นรนขวนขวายอยู่ในเวทนานั้นๆ น่ะ ที่เรียกว่าเป็นทุกข์แห่งเรา เพราะหมายเวทนาเป็นเรา

แต่ถ้ามันไม่มีการเข้าไปดิ้นรนขวนขวายในเวทนา ด้วยมันเห็นชัดเจนแล้วว่า เวทนาก็เป็นแค่เวทนา ไม่ใช่เรื่องของเรา...อย่างนี้ ใจมันก็จะอยู่

ใจมันก็จะอยู่ในฐานะรู้เห็นกับเวทนานั้นด้วยความเป็นกลาง ด้วยความสมดุล ด้วยความพอดี ด้วยความต่างคนต่างดำเนินไป ไม่เกี่ยวข้องกัน

เพราะนั้นระดับของศีลสมาธิปัญญาที่ว่า..แค่เห็น มันก็เก่งแล้ว  แค่เข้าไปแยกแยะออกได้นี่ ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่งแล้ว ...แต่ว่ามันแยกได้ชั่วคราว แล้วมันก็เข้าไปกลืนกินใหม่

แต่ถ้ามันดีที่สุด ดีจริงนี่ หมายความว่ามันเข้าไปแยกออก แบบขาดเลยโดยสิ้นเชิง ...หมายความว่าไม่เข้าไปแตะต้องเลย ไม่เข้าไปขวนขวายเลย

แต่ถ้ากิเลสมันยังแรงอยู่ มันยังลึกซึ้งอยู่กับความยึดมั่นถือมั่นในกายในขันธ์นี่ ก็เป็นเราเป็นของเราอยู่ เพราะนั้น...พยายามเบื้องต้นขอให้มันแยกออกให้เห็นตามความเป็นจริงก่อน บ่อยๆ

ถึงมันจะกลืนกินเข้าไปอีกก็ตามทีเถอะ ...เพราะว่ากิเลสมันยังมีอำนาจเหนือ มันยังไม่หมด ความยึดมั่นในกายในขันธ์มันยังไม่หมด เดี๋ยวมันก็เข้าไปอีก

ก็ต้องเพียรอดทนตั้งมั่น แยกแยะออกอีก  แล้วก็เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ ดึงเข้าไปกลืนกิน จมแช่ ขวนขวาย เป็นอดีตเป็นอนาคตกับเวทนานั้นขึ้นมาอีก

ก็ว่า "เมื่อไหร่ เวลาไหน ทำไม ยังไง" นี่ มันจะเกิดคำถามขึ้นอยู่อย่างนั้นน่ะ ...ลักษณะนี้มันเข้าไปขวนขวายในเวทนาโดยมันเข้าใจว่าเวทนาเป็นเรื่องของเรา

แล้วเมื่อมันยังว่าเป็นเรื่องของเราอยู่ ...จิตที่มันโง่เขลาอยู่นี่ มันก็จะบอกว่า เมื่อมันเป็นเรื่องของเรานี่ มันก็สามารถจะทำอะไรกับมันได้ มันก็เกิดอาการเข้าไปขวนขวายในเวทนา

แล้วพอมันทำได้ มันก็ดีใจ  ถ้ามันทำไม่ได้นี่ มันก็เกิดความทุรนทุรายขึ้นมา ...แล้วในลักษณะอย่างนี้ มันจะมีแต่ความทุรนทุราย เพราะมันทำไม่ได้ มันแก้ไม่ได้

เพราะนั้นเวลาทุกข์จริงๆ  อยู่ในภาวะอมทุกข์อยู่อย่างนั้นกับเวทนา ว่ามันเป็นทุกข์แห่งเรา เพราะว่ามันเข้าไปขวนขวายแล้วขวนขวายเล่า มันก็ยังไม่หาย

มันก็ยังแก้ไม่ได้ มันก็ยังไม่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างเนี้ย มันก็เกิดภาวะที่เศร้าหมองเป็นทุกข์อยู่กับเวทนา ...ทั้งหมดนี่เพราะมันเกิดความเข้าใจผิดว่า นี่เป็นเรื่องของเรา


(ต่อแทร็ก 16/25  ช่วง 2)