วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/29 (1)


พระอาจารย์
16/29 ( 571005B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 ตุลาคม 2557 
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นกายใจต้องเป็นสิ่งที่ถือไว้อย่างถาวร จะมีกิเลส จะไม่มีกิเลส ก็ไม่ทิ้งกายใจ ...ไม่ใช่ว่าไปตั้งอกตั้งใจรู้ตัวตอนที่เฉพาะมีอารมณ์หรือมีความคิด

ไม่มีกิเลส รู้สึกว่าไม่มีกิเลสเลย ไม่มีอารมณ์เลย  ก็ยังต้องถือกายใจไว้ ไม่วาง ...อย่างอื่นวางได้หมด ยกเว้นกายใจ ยกเว้นศีลสมาธิปัญญา วางไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ วางไม่ได้เลยน่ะ

ความมั่นคงในการภาวนา ความหนักแน่นในการภาวนา...ครูบาอาจารย์นี่ ท่านทำได้ถึงขนาดนั้นน่ะ เพราะนั้นการข้องแวะกับผู้คนนี่ ท่านไม่ได้มีความอภิเชษฐ์ด้วยเลยน่ะ

เพราะอะไร ...เพราะมันเป็นทางเสื่อมไปของมรรค เป็นทางที่ดำรงคงมรรคได้ยาก  การข้องแวะพูดคุยคลุกคลีนี่ ยากมากที่จะดำรงคงไว้ซึ่งกายใจปัจจุบัน ด้วยการระลึกรู้อยู่

แต่ถ้ากล้าแลก ...แลกกับความสัมพันธ์ทั้งหมด แลกกับความถูกผิดในโลกทั้งหมด แลกกับความชมชอบของจิตเรา ความไม่พอใจ ความพอใจของจิตเราในอารมณ์โลก

นี่ ท่านแลก สละออก แลกไป ...เพื่อให้ได้กายใจปัจจุบัน เพื่อดำรงกายใจอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้รู้ถึงกายใจปัจจุบัน อย่างต่อเนื่อง

เพราะนั้นมันไม่ใช่ว่ามันจะได้กันมาง่ายๆ  มันต้องแลกเอามา ...จนบางท่านบางองค์ก็ต้องแลกชีวิตกันเลย เพื่อจะไม่ให้จิตมันคลาดออกจากกายใจปัจจุบันนี้ไป

แล้วไปก่อเรื่องก่อราว ไปก่อร่างสร้างขันธ์มารองรับ สร้างอารมณ์เป็นเราของเราขึ้นมา ข้างหน้าข้างหลัง ในภายภาคหน้า เป็นภพชาติชราพยาธิมรณะต่อไป

ท่านก็ต้องแลกกับการที่จะตั้งมั่นกับศีลสมาธิปัญญาอยู่ถ่ายเดียว อยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย ไม่ออกนอกบ้าน ไม่ออกนอกเคหสถานเลย

ยิ่งกว่ากฎอัยการศึก...กฎอัยการศึกนี่มียังชั่วคราวนะ ...แต่นี่มันเป็นกฎที่เรียกว่ากฎตายตัวเลยน่ะ ไม่มีคำว่าอ่อนข้อให้กิเลสแม้แต่วรรคหนึ่ง บาทหนึ่ง ขณะหนึ่งเลย

เพราะนั้นน่ะ ถ้ามาถามว่าเราปฏิบัติยังไงนี่ จะเลียนแบบยังไงนี่ หือ มันเป็นไปไม่ได้ กำลังมันไม่ถึง กำลังความพากเพียร กำลังความตั้งใจ กำลังสัจจาธิษฐานนี่ มันผ่านการเพาะบ่มมาหลาย

แต่ละท่านแต่ละองค์นี่ ผ่านกันมาหลาย  ท่านเคี่ยวกรำกับตัวเอง ท่านเคี่ยวกรำกับจิตตัวเอง มาหลาย มานานแล้ว กว่าที่มันจะมาลงล็อกในชาตินั้นๆ ...นี่ ในชาตินั้นๆ น่ะก็ยังเลือดตาแทบกระเด็นเลย

ถึงบอกกิเลสนี่เป็นสิ่งที่เหนียวแน่นที่สุดในสามโลกธาตุ ...อะไรที่ว่าเหนียวๆ เรียกว่าขาดได้ยาก ละไม่ขาด หรือว่าไม่มีเครื่องบั่นทอนทำลายล้างที่ว่ายากที่สุดในวัตถุข้าวของเรื่องราวต่างๆ

กิเลสนี่เป็นสิ่งที่เหนียวแน่นยิ่งกว่าอีก ยิ่งกว่าความเหนียวแน่นใดๆ ในโลกนี้ ...ถ้ายังปล่อยจิตปล่อยใจ ถ้ายังปล่อยเนื้อปล่อยตัว ให้เป็นเหมือนเดิม อย่างเดิม แบบเดิม ...ก็เรียกว่าประมาทตายใจกับกิเลส 

ไม่มีทางหรอกที่ศีลสมาธิปัญญามันจะเกิดภาวะที่เรียกว่างอกงามขึ้นมาแบบผิดหูผิดตา ...เพราะนั้นในศีลสมาธิปัญญาที่มันจะงอกงาม มันจะเป็นไปแบบลุ่มลึก ลาดเท 

นี่ ราบเรียบ ลุ่มลึก ค่อยๆ เพิ่มทีละเล็กทีละน้อย ...ไม่ใช่แบบวูบวาบๆ กระโตกกระตาก กระโชกกระชาก มันจะเป็นไปแบบลุ่มลึกลาดเท ไปแบบเฉียงไม่ได้ในแต่ละขณะเลย

มันจะไปในแบบที่ลาดลุ่มลึก แต่ว่ามันเพิ่มพูนปริมาณไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามันเพิ่มไปอยู่ในขีดขั้นไหนน่ะ ...นั่นแหละถึงเรียกว่าศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง 

ไอ้ประเภทที่ว่า อยู่ดีๆ ปุ๊บนี่ เหมือนกับถูกหวยรวยเบอร์ขึ้นมา...ไอ้อย่างนี้ถูกหลอกหมดน่ะ บอกให้ จิตหลอกหมดน่ะ ...อยู่ดีๆ อารมณ์ขาดหายไปโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอะไรอย่างนี้...ไม่มีหรอก  

มันหาคำตอบหาเหตุผลอะไรไม่ได้นี่ ...ถ้ามันหาคำตอบหาเหตุผลในตัวของมันเองไม่ได้นี่ ให้รู้ไว้เลย จิตหลอก กิเลสหลอก หลอกให้ตายใจกับกิเลสแค่นั้นเอง โดยอ้างอิงธรรม 

มันก็พยายามจะหาธรรมมารองรับสภาพนี้ให้ได้ ไม่ได้มันก็ไปถามคนที่จะตอบให้ เพื่อให้อุ่นใจในกิเลสนั้นๆ ว่าถูก ...ทีนี้ก็เป็นนักภาวนาตามหากิเลส ไม่ใช่ตามหาธรรม

เพราะนั้น ธรรมนี่ไม่ต้องตามหาหรอก มันมีอยู่แล้ว มีอยู่แล้วธรรม ความเป็นจริงมีอยู่แล้ว ศีลสมาธิปัญญา ปัจจุบันธรรมนี่ มีอยู่ทุกปัจจุบันเลย ...มันธรรมทั้งนั้นน่ะ ทำไมไม่ขุดค้นลงไปในธรรม

แต่จะไปตามหากิเลส ตามหาธรรมที่กิเลสมันสร้างสรรค์ขึ้นมา ...เหมือนนักดูจิต ไปตามดูกิเลสที่ตัวเองขี้ออกมาเป็นกองๆๆๆ นี่ แล้วก็ไปวิจัยขี้นั่น ไปหาสาระแก่นสารในขี้น่ะ นั่นแหละ

หรือบางคนขนาดว่า เอ้า ดูกายดูจิต ดูอะไรก็ได้เหมือนกัน ดูกายดูจิตนี่ กายก็ได้จิตก็ได้ ...ก็ไปติด เดี๋ยวๆ ดูจิตแล้วก็ต้องหันมาดูกาย "นี่ เบื่อจัง หันไปดูจิต" ว่าดูกายดูจิตเหมือนกัน ได้เหมือนกัน

นี่เรียกว่าอะไร ...คือยังไม่แน่วแน่ลงไปในศีลอย่างแท้จริง ...สุดท้ายน่ะ ไม่มีคำว่ากายติดอยู่หรอก บอกให้เลยว่า ดูกายดูจิตนี่ สุดท้ายมันไม่เอาแล้วกาย ไม่เอา ว่ามันหยาบ ธรรมที่ได้จากของหยาบๆ คงไม่มี

เนี่ย ก็คร่ำเคร่งอยู่ในกายอยู่ในศีล แทบครึ่งค่อนชีวิตนี่ กว่าจะหลุดพ้นจากกาย ...เอาจนเป็นแบบว่า จิตนี่มันถูกเคอร์ฟิวไว้นี่แบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเลย เห็นแต่กายใจๆๆๆ อย่างนี้ ทั้งวันทั้งคืนเลย

ดูซิ มันจะไม่เข้าใจว่ากายจริงๆ คืออะไรได้ยังไง ...เอาแบบไม่มีทางเล็ดรอดไปเลยนะ เรียกว่าเคอร์ฟิว กฎอัยการศึก ...ออกไปนี่ ประหารตัดหัวเลย...จิตน่ะ

ถึงขั้นประหารตัดหัวเลย ไม่เอาไว้เลย ...นั่นน่ะ จึงจะค่อยๆ กระจ่างขึ้นว่า...อ๋อ กายคืออะไร กายคือแค่ไหน เท่าไหนที่ว่ากาย เท่าไหนที่เรียกว่าไม่ใช่กาย

พอถึงจุดนั้นไม่ต้องถามว่ากายนี้เป็นเรารึเปล่า..ไม่ต้องถามเลย  ตัวเราอยู่ไหน..ไม่ต้องถามเลยน่ะ  ความรู้สึกที่เป็นเรามีไหม ...ไม่ต้องไปหาเลยว่าอยู่ตรงไหน ...มันถูกลบไปหมดเลย

แต่พวกเรา พวกผู้ภาวนานี่ ยังมีช่องว่างเยอะ เยอะแยะ เยอะจนเรียกว่า...รู้จักกระชอนไหม นั่น เอากระชอนไปตักน้ำน่ะ ...นั่นน่ะ ถามว่าศีลสมาธิปัญญาอยู่ไหน ก็อยู่ในกระชอนนั่นน่ะ

ปริมาณของศีลสมาธิปัญญามีแค่ไหน ก็อยู่ในกระชอนนั่นน่ะ ตักเข้าไปเหอะ ตักเท่าไหร่ก็รั่วเท่านั้นน่ะๆ ...มันจะเก็บพลังอำนาจของศีลสมาธิปัญญาได้ยังไง หือ  

นั่นน่ะคือรูรั่ว ช่องว่างที่มันออกไปพร้อมกับจิตปรุงแต่งน่ะ มากมายนับไม่ถ้วนกันอย่างนั้นน่ะ

เพราะนั้นผู้ที่พากเพียรภาวนาในศีลสมาธิปัญญานี่ ท่านพากเพียรที่จะอุดรอยรั่วให้หมด คอยอุดรอยรั่วให้หมด ซีลไว้อย่างแน่นหนาเลย  เพราะนั้น...ถึงบอกว่าสำรวมอินทรีย์

การสำรวมอินทรีย์นี่ถือว่าเป็นเรื่องการซีลศีลสมาธิปัญญาอย่างหยาบนะ  ยืนเดินนั่งนอนด้วยอาการสำรวม นี่คือการซีลทั้งนั้นนะ...นี่ แบบหยาบๆ ...ไม่ใช่ลุกลี้ลุกลน ล่อกแล่กๆ เหมือนลิงเหมือนค่างอย่างนี้

นี่ ถ้าเดิน อิริยาบถเดิน เดินแบบไปหยิบของที่ต้องการอย่างนี้  ลองเดินช้าๆ กับเดินเร็วนี่ สติมันอยู่กับอะไรมากกว่ากัน หรือกำลังทำอะไรอยู่อย่างนี้ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมานี่ ปุ๊บ จิตวิ่งไปรับแล้ว ใช่มั้ย

แต่ถ้าตั้งใจให้มั่น ตั้งกายให้มั่น แล้วค่อยๆ ...เสียงโทรศัพท์ก็ดัง แต่ตั้งใจลุก ตั้งใจเดินไปด้วยอาการสำรวม ช้าๆ นี่ คือความมั่นคงที่จะรักษาอาการกาย ติดตามพฤติกรรมของกาย อยู่ตลอดต่อเนื่อง

เห็นมั้ย กิเลสมันไวขนาดไหน พึ่บ ไปเลย พั้บ ไปเลย ...มันหลุดข้ามกาย ทะลุกายไปแบบไม่เห็นฝุ่นเลยน่ะ ...กิเลสนำหน้านี่ นำหน้าแบบไม่เห็นฝุ่นเลย 

แล้วพอไปแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว ...ไม่มีคำว่ากลับตัวด้วยนะ ไปแล้วไปลับ ไปแล้วไปจ้อยเลย หายจ้อยเลยนะ ครึ่งค่อนวัน ...มันรั่วขนาดนั้น ศีลสมาธิปัญญามันรั่วขนาดนั้น

แล้วถามว่า...จะเอาอะไรไปละกิเลส หือ มันจะเอาปัญญามาจากไหน ...นี่คือคำตอบ นี่คือเฉลยคำตอบ ว่าคำตอบที่ถูกที่สุดอยู่ตรงไหน ...มรรคที่จะส่งผลจนเกิดผลน่ะ มันคือตรงไหน ต้องขีดระดับไหน 

แล้วพวกเราอยู่ในขีดขั้นไหนขององค์มรรค คือขั้นตอนไหนของศีลสมาธิปัญญาล่ะ ...ลองวัดแบบเทียบค่ากับกิเลส ประเมินกับกิเลสที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ดู มันก็เห็นแล้ว ...แล้วมันก็ยังตายใจอยู่กับที่ว่า 

“มันเป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้ ช่างมันเถอะ เพราะมันเป็นไปของมันอย่างนี้” ...เนี่ย ก็เรียกว่าผลักภาระไป โดยอาศัยคำอ้างนั้นคำอ้างนี้มาเป็นตัวผลักภาระง่ายๆ ในศีลสมาธิปัญญา ในการที่จะสำรวมระวังรักษากายใจ

เพราะนั้นสิ่งที่มันจะดึงให้ออกนอกกายใจนี่ มันมีตลอดเวลา...มาแบบคาดไม่ถึงเลย และตลอดเวลา กิเลสมันท่วมท้นสามโลกธาตุ ครอบงำสามโลกธาตุหมดเลย มืด มิดเลย คลุมแบบมิดเลย

ถ้าไม่เอาความตั้งใจอดทนมาสู้กันในเบื้องต้นแล้วนี่ คือตั้งใจที่จะรู้จริงๆ จังๆ กับกายนี้ ...เอาความตั้งใจนี่มาเป็นตัวสู้กับกิเลสก่อน เอาความอดทนเป็นตัวสู้กับกิเลสก่อน 

เรียกว่าขันติเป็นตบะที่แผดเผาก่อน ...แล้วมันก็ค่อยๆ ก่อร่างสร้างศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา

ทีนี้เมื่อศีลสมาธิปัญญามันเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวมันเองขึ้นมาได้ ...กำลังของศีลสมาธิปัญญาที่จะไปเพิกถอนกิเลส มันก็มีมากขึ้นไปเอง ปัญญาชัดจริงชัดแจ้งในความจริงต่างๆ นานา ก็เกิดขึ้น

ความถดถอยหายไป ละลายไป สลายไป ของความปรุงแต่งในเรื่องราวต่างๆ ความเป็นไปต่างๆ ที่จิตออกไปว่า ออกไปกล่าวขาน ...มันก็น้อยลง หาสาระแก่นสารไม่ได้ ไม่ค่อยเชื่อมัน

เมื่อไม่เชื่อก็ไม่อาศัยมัน เมื่อไม่เชื่อก็ไม่พึ่งมัน เมื่อไม่เชื่อก็ไม่ต้องใช้มัน ...เพราะนั้นการทำพูดคิดอะไรก็ตาม มันก็เลยไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องใช้อารมณ์ มันไม่พึ่งกิเลส

มันก็ทำไปตามเหตุปัจจัยอันควร ไม่ได้ตามอารมณ์ ไม่ได้ตามความคิดนึกปรุงแต่ง แต่มันตามเหตุอันควร เรื่องมันก็จบเร็วจบง่าย ไม่ค้างคาอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ทั้งเป็นอดีต ทั้งเป็นอนาคต หรือแม้กระทั่งทั้งในปัจจุบัน

เพราะนั้นโลก อารมณ์ในโลก บุคคลในโลก ก็เหมือนกับน้ำที่มันไหลผ่าน มันไม่มีอะไรตกค้าง มันก็ไหลไปตามกระแสน้ำที่มันไม่หวนคืน มันก็ไป ผ่านไปๆๆ

โลกก็หมุนไป ผ่านไปๆๆ ...ไม่ไปจับ ไม่ไปติด ไม่ไปแตะ ไม่ไปต้อง ไม่ไปข้อง ไม่ไปเกี่ยว กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ...ไม่ปล่อยให้จิตมันไปข้องแวะ เกาะเกี่ยว หมกมุ่น ทุ่มเท อยู่ในนั้น

ความรู้แจ้งรู้จริงในกายในใจมันก็อยู่ในที่ในนั้นน่ะ...ที่มันปล่อยผ่านทุกสิ่งโดยไม่เข้าไปข้องแวะนั่นแหละ ...กิเลสไม่หมดชาตินี้ มันจะไปหมดชาติไหน หือ ถ้ามันได้อย่างงั้นน่ะ 

...แล้วมันทำกันอย่างนั้นรึยังล่ะ


(ต่อแทร็ก 16/29  ช่วง 2)



วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/28



พระอาจารย์
16/28 ( 571005A)
5 ตุลาคม 2557 


พระอาจารย์ –  รู้ตัวเข้าไว้ ให้ได้ตลอดเวลา ไม่อ้างอะไร

โยม –  มีความรู้สึกว่าจิตมันก็ยังอ้างตลอดเวลาน่ะค่ะพระอาจารย์


โยม (อีกคน) –  พระอาจารย์เล่าตอนที่พระอาจารย์ภาวนาให้ฟังบ้างสิเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  โอ้ย อย่าไปฟัง ...ไปฟังไม่ได้หรอก ฟังแล้วมันจะเอาไปตั้งเป็นมาตรฐาน อย่างนั้น...ไม่ได้ ไม่เหมือนกัน จะเอามาเป็นแบบแผนไม่ได้ 

ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะเข้าไปผูก...ว่าจะต้องอย่างโน้น จะต้องอย่างนี้ ...คือทำยังไงก็ได้น่ะ ให้มันกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวให้ได้ต่อเนื่องนั่นแหละ ...มันไม่ต้องมาเลียนแบบว่ากินนอนอยู่ยังไง

แต่ละคนก็ต้องหาช่องทางของตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง ฝึกฝนจิต เท่านั้นแหละ  มันเป็นการฝึกฝนจิตทั้งหมดนะ ...แล้วคราวนี้ว่ามันจะฝึกฝนขั้นไหนล่ะ นี่ มันมาเลียนแบบกันไม่ได้

จะขั้นอุกฤษฏ์ ขั้นวาง ขั้นเบา ขั้นธรรมดา...มันก็เป็นนิสัยของมันเอง จะมาเลียนแบบไม่ได้ ...ถ้าเลียนแบบนี่เสียหมดน่ะ มันจะกลายเป็นสีลัพพตะ ลูบๆ คลำๆ กันไป

ก็บอกให้เตือนตัวเองตลอด...ว่ายืนเดินนั่งนอน ไปไหนมาไหนนี่ อย่าให้ห่างเนื้อห่างตัว  มีเรื่องราวอะไร การกระทำอะไรขึ้นมานี่ มันสามารถหักห้ามจิตได้รึเปล่า

มันต้องฝึก มันเป็นเรื่องของภายใน ...ไม่มีใครรู้หรอก ไม่มีใครคอยสอนคอยเตือนได้ นอกจากตัวเองต้องมีความตั้งใจขึ้นมาที่จะเคี่ยวกรำกับจิตตัวเอง

ที่จะไม่ให้มันคิด ไม่ให้มันแต่งอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งขึ้นมา ...หรือว่าถึงแต่งแล้วคิดแล้ว มันก็ต้องฝืนทวนกลับ ไม่กระทำตาม พูดตามความคิด 

นี่ คือไม่ไปตามอารมณ์ ไม่ไปตามความคิด ...ใครมีความบากบั่นอดทนในการฝืนทวนกิเลสเท่าไหร่ มันก็มีกำลังของศีลสมาธิปัญญามากขึ้นเท่านั้นน่ะ


โยม –  ก็คือไม่ว่าจะเจอเรื่องราวอะไร เราก็ต้องไม่ตอบโต้

พระอาจารย์ –  ทุกเรื่อง มันจะไม่มีข้ออ้างเลยน่ะ จะไม่มีข้ออ้างเลยว่า...กับคนนี้ได้ กับคนนั้นไม่ได้ กับเรื่องนั้นได้ กับเรื่องนี้ไม่ได้  ไม่ว่าใคร...ไม่มี ไม่มีคำกล่าวอ้างเลย

ศีลสมาธิปัญญาก็ต้องบอกว่าศีลสมาธิปัญญาอย่างเดียวน่ะ ...ไม่มียกเว้นให้กิเลสตัวใดตัวหนึ่ง อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่มันจะชักลากออกนอกกายใจได้

ไม่งั้นมันก็ติดข้อง ซ้ำซากในอารมณ์เดิมๆ อยู่อย่างนั้นแหละ  กิเลสตัวเดิม ก็เท่าเดิมน่ะ...หรือดีไม่ดีมันมีแต่พอกพูนขึ้นไปด้วยซ้ำ

เพราะนั้นมันเป็นเรื่องของบุคคลที่ว่า..ใครจะตั้งใจใส่ใจมากกว่ากันเท่านั้นเอง  มันไม่ได้ขึ้นกับเวลา สถานที่อะไรเลย ...มันอยู่ที่ว่ามีความมุ่งมั่นที่จะรักษาศีลสมาธิปัญญาเท่าชีวิตน่ะ


โยม –  คือแบบยอมทุกกรณีเลยใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ไม่มีข้ออ้างเลยน่ะ ...เพราะนั้นที่มันไม่ยอมเพราะอะไร ...เพราะมันมันถือหน้าถือตา ถือตัวถือตนไว้อยู่ มันไม่ยอม ...นี่ ที่ว่า “ตัวเรา” มันไม่ยอม

และไม่ใช่ว่าต้องยอมนี่ ครั้งเดียวแล้วมันจะเลิก ...มันก็ซ้ำอยู่อย่างนั้นน่ะ ซ้ำแผลเดิมอยู่อย่างนั้น อยู่อย่างนั้นน่ะ ใครจะถอยก่อนน่ะ ...ส่วนมากมันไม่ค่อยได้กันน่ะ


โยม –  มันทนไม่ค่อยจะได้

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ จะตามกิเลสหมดน่ะ ...เนี่ย มันอยู่ที่ความอดทนนี่


โยม –  มันยอมไม่ค่อยได้

พระอาจารย์ –  ความตั้งใจที่จะเลิกละมันน้อยกว่าความตั้งใจที่จะเข้าไปเอา เข้าไปเป็น ...ตรงเนี้ย มันก็เป็นจุดบกพร่องของทุกผู้ภาวนา

เพราะนั้น ถ้ามันไม่สร้างฐานกำลัง ที่ว่าในขณะที่อยู่ไม่มีเรื่องไม่มีราวนี่ ...แทนที่มันจะทำความคร่ำเคร่งตั้งมั่นต่อกายใจตัวเอง ทำความรู้ตัวอย่างเข้มแข็ง ...มันก็กลับปล่อยล่องลอยหายไปอย่างนี้

มันจะมีฐานกำลังอะไรไปสู้กับกิเลส เอาฐานกำลังอะไรไปสู้กับอารมณ์ มันไม่มี ...ถ้าว่าภาวนานี่ ก็ต้องทุกลมหายใจเข้าออก ไม่มีคำว่ายกเว้น ตราบใดที่มีลมหายใจเข้าออกอยู่

นี่หมายความว่า จะไม่ห่าง จะไม่ว่างเว้นจากศีลสมาธิปัญญาเลย นั่น กำลังของศีลสมาธิปัญญาระดับนั้นน่ะ มันถึงจะก้าวข้ามกิเลสได้ ...เพราะนั้นถ้าความตั้งใจมันน้อย..น้อยไปกว่านั้นแล้วนี่ ยากที่จะข้ามพ้น 

มันก็ได้แต่ที่ว่าบรรเทา แค่นั้นเอง ...พอบรรเทาไม่ให้มันลุกลาม พอบรรเทาไม่ให้มันสืบเนื่องไปจนต่อภพข้ามชาติอะไรไปอย่างนั้น ...แล้วก็ค่อยๆ ขัดเกลามาตามลำดับ 

แต่ถ้าหยุดยั้งการภาวนาเมื่อไหร่ กิเลสมันก็แทรกซึมขึ้นมา  แล้วมันก็ขยันสร้างอารมณ์ที่น่าเข้าไปมี น่าเข้าไปเป็น ...แบบแนบเนียนขึ้น แนบเนียนขึ้นไปเรื่อยๆ

แล้วถ้ายิ่งภาวนาไม่เป็น ภาวนาไม่ตรง ไปนั่งสร้าง หา ให้เป็นสภาวธรรมต่างๆ นี่ ...มันก็ยิ่งเข้าไปติดน่ะ ถอนตัวไม่ออกเลย อยู่ในความปรุงแต่งล้วนๆ

แทนที่มันจะอยู่กับธรรมชาติของความเป็นจริงล้วนๆ มันกลับไปอยู่ในความปรุงแต่งล้วนๆ เลย ...นี่คือความไม่รู้ ความโง่เขลา ที่กิเลสมันหลอก...ไปอยู่กับเรื่องราวนึกคิดปรุงแต่งแบบเต็มตัว จริงจัง

เพราะนั้น ศีลสมาธิปัญญา...กายใจปัจจุบันนี่ มันเป็นเครื่องยืนยัน เครื่องพิสูจน์ความเป็นจริง...มีอยู่จริง ตรงนี้ 

เราจะต้องดึงจิต ดึงไว้ ...ทุกสิ่งที่มันออกนอกกายใจ มันก็กลับมาตั้งมั่นอยู่กับกายใจได้ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน ...บากบั่น พากเพียร อดทน ไม่เอาอะไรมาเป็นตัวขวางกั้นได้

เพราะนั้นก็ต้องสั่งสมไป ...เพราะแต่ละคนแต่ละสัตว์ มันจะมีเรื่องราวอะไรหลายเรื่อง...ที่มันไม่ยอมวาง ยังไม่ยอมวาง ยังไม่อยากวาง และไม่คิดจะวางด้วย

มันมีกี่เรื่องล่ะ ที่มันเป็นอารมณ์ที่ไม่ยอมวาง ไม่อยากวาง และก็ไม่มีทางจะวางเลย ...มันติดอย่างแนบแน่น ในความเป็นของเรา ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ในสถานะความเป็นเรา

นี่ ช้า-เร็วมันก็อยู่ตรงนี้ ว่าตั้งใจขยันละรึเปล่า ...ถ้าใครขยันที่จะละ อดทน พากเพียร บากบั่น ที่จะละอารมณ์ ละความคิด  ไม่ไปปรุงไม่ไปแต่ง ไม่ไปค้นไม่ไปหา อะไรที่มันนอกเหนือกายใจนี่ออกไป

จิตมันก็จะหดกลับมาอยู่ในที่ในฐาน กลับมาอยู่ในที่ปัจจุบัน กลับมาอยู่ในฐานใจ ฐานรู้ …เมื่อจิตมันอยู่กับฐานใจฐานรู้ มันก็เกิดความรู้ที่ชัดจริงชัดแจ้ง ตามความเป็นจริง ตามสภาพที่แท้จริงของธรรม

ปัญญามันก็เกิด...เมื่อมันเห็นธรรมตามจริง ...ไม่ใช่เห็นธรรมที่หลอกลวง หรือว่าธรรมปรุงแต่ง ...โดยกิเลสปรุงแต่งธรรม ก็เรียกว่าสังขารธรรม

แต่ถ้ายังปล่อยจิตให้ไปคิดค้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ควบคุมให้จิตมันหยุดอยู่จนเกิดเป็นจิตหนึ่ง จิตตั้งมั่นได้นี่ ...มันไม่มีทางเลยที่จะเห็นสภาพที่แท้จริงของธรรม ไม่มีทางที่จะเห็นสภาพที่แท้จริงของกาย 

มันก็จะไปเห็นกาย เห็นสิ่งต่างๆ รอบกายนี่ ผ่านกิเลส ผ่านเราหมด ...แล้วเมื่อใดที่มันเห็นผ่านกิเลส ผ่านเรา ผ่านความปรุงแต่งนี่ มันจะมีแต่ความยึดมั่นถือมั่น เป็นอุปาทาน เป็นเรื่องที่ไม่ยอม เป็นเรื่องที่น่าติดน่าข้อง

แต่เมื่อใดที่มันรวมเป็นจิตหนึ่งแล้ว มันก็เห็นธรรมนั้นเป็นสิ่งที่...เป็นอะไรอย่างหนึ่งที่เกิดๆ ดับๆ เป็นแค่ไตรลักษณ์ ...ไม่น่าเข้าไปจับต้องครอบครองได้ ไม่มีสาระสำคัญที่จะไปถือครอง

มันก็วาง...โดยปัญญารู้เห็นแล้วก็วาง รู้เห็นความเป็นจริงแล้วก็วาง นี่ ...แต่ที่มันไม่วางเพราะมันไปรู้เห็นผ่านเรา มันรู้เห็นผ่านความยึดมั่นถือมั่น มันไม่มีทางวางหรอก ด้วยปัญญาไม่มี


โยม –  ถ้าเกิดเขารู้ตามที่..อย่างที่โยมดูจิตตอนแรกๆ นี่ อะไรที่เราเห็นนี่ มันก็คือภาวะของความปรุงแต่ง

พระอาจารย์ –  ปรุงแต่งหมดน่ะ ...ขึ้นชื่อว่าจิต ก็บอกอยู่แล้ว ตัวจิตก็คือตัวความปรุงแต่ง


โยม –  ที่เราเห็นสภาวะนั้นสภาวะนี้ มันก็คือความปรุงแต่งทั้งหมด

พระอาจารย์ –  ความปรุงแต่งทั้งหมดน่ะ ...แล้วมันก็ไปให้ค่าให้ความสำคัญ ตามที่คนเขายกย่องกัน หรือว่าตามแต่คนนั้นคนนี้จะจำกัดความสภาพนั้น สภาวะนั้นอย่างไร

ก็หลงกัน เชื่อกัน ไปมะงุมมะงาหรากันอยู่อย่างนั้น ...ทุกวันนี้มันก็ยังมีพวกที่ยังไม่ยอมเลิก ยังเข้าใจว่าดูจิต มันว่าตรง เร็ว ...ก็พูดกันไปพูดกันมา เดี๋ยวก็เถียงกันไม่จบ

ถึงบอกว่า พระพุทธเจ้าบอกอย่าเถียง ให้พิสูจน์ทราบด้วยการปฏิบัติ ...ถ้าใครเคยดูจิตมาก่อนนี่ แล้วมันยอมวกกลับมาพิสูจน์ทราบด้วยการเอากายเป็นเครื่องระลึกรู้แทน

ลองดูอย่างจริงๆ จังๆ  แล้วมันจะเห็นเลยว่ามันต่างกันอย่างไร ...แต่ส่วนมากที่มันยังตั้งข้อกังขาแล้วมันยังถกเถียงกันไม่จบ เพราะมันไม่เอาการปฏิบัตินี่เข้าไปพิสูจน์

มันเอาแต่ตั้งความคิดความเห็นความเชื่อไว้...เป็นตัวยืนยันอยู่ในการปฏิบัติของตัวเอง ...ไม่มีทางหรอกที่จะไปแก้ หรือเชื่อว่าศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงคืออะไร

แล้วก็ไปค้ำไปคาอยู่กับสภาวะที่เรียกว่า อ้างว่า เป็นภูมิธรรมขั้นนั้น เป็นภูมิธรรมขั้นนี้ขึ้นมา ...ก็ไปคาอยู่แล้วไม่ยอมทิ้งไม่ยอมวาง เกิดความถือเนื้อถือตัวขึ้นมาว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่แล้ว ...เสร็จมันหมดน่ะ

เพราะนั้น ถ้ารู้จำเพาะกายจำเพาะใจจริงๆ นี่  แม้แต่จิตดวงหนึ่ง ยังไม่มีคำว่ากระเด็นออกมาได้เลย นั่นน่ะ ถ้าจิตมันไม่กระเด็นออกมาได้แม้แต่จิตหนึ่งโดยสตินี่ ...ถามว่าสภาวะจิตนี่มันจะเกิดได้อย่างไร 

เนี่ย สภาวะอารมณ์มันจะเกิดมาจากไหน หือ ...ลำพังกายนี่มันมีสภาวะอารมณ์อะไร ลำพังใจนี่มันมีสภาวะอารมณ์อะไร...มันไม่มี ไม่มีอะไรเลย มันเป็นความบริสุทธิ์ในตัวของมันเองล้วนๆ อยู่แล้ว

เพราะนั้นอะไรที่มันเกิดความหลากหลายขึ้นมานี่ มันคือความปรุงแต่งหมดเลย ...แล้วก็มายกย่องกันว่า อย่างนี้ดี อย่างนี้เลว อย่างนี้ใช่ อย่างนี้ผิด ...อันนี้คือการจำกัดความขึ้นมาใหม่ เรียกว่าสมมุติขึ้นมา

แล้วก็ไปจริงจังตามบัญญัติสมมุตินั้น แค่นั้นเอง ...แล้วก็แข่งขันกันอยู่ในบัญญัติสมมุตินั่นน่ะ ใครจะได้บัญญัติที่เขายอมรับยกย่องกันว่าถูกว่าใช่ว่าตรง เนี่ย มันจะหมดข้อถกเถียงกันได้ยังไงหือ

แต่ถ้ามันมาอยู่ที่กายใจ โดยที่ไม่มีจิตปรุงออกมาเลยนี่..สักเจตสิกดวงหนึ่ง หรือไม่เคลื่อนออกนอกกายใจแม้แต่เสี้ยวแห่งวินาทีแล้วนี่ ...มันหมดข้อถกเถียงน่ะ มันไม่มีอะไรมาเถียงใครเลย

แล้วถามว่าอย่างนี้นี่ เป็นความจริงล้วนๆ ไหม ...เพราะนั้นผู้ที่ถึงความจริงล้วนๆ แล้วนี่ จะไม่มีคำว่าเถียงเลย ไม่มีว่าเถียงกันเองเลย ไม่มีคำว่าดีกว่า สูงกว่า ถูกกว่า

มันเป็นความจริงเดียวกันหมด เห็นความจริงอย่างเดียวกันหมดว่ามันไม่มีอะไร ...ไอ้ที่ว่ามี ไอ้ที่ว่ามีเรื่องนั้น มีเรื่องนี้ขึ้น มันเป็นความปรุงแต่งโดยกิเลส โดยจิตที่เข้าไปอ้างขึ้นมาลอยๆ

เพราะนั้นอย่าไปดิ้นรนขวนขวายในธรรมเหล่านั้น มันก็...เดี๋ยวก็ดี..เดี๋ยวก็ไม่ดี  เดี๋ยวก็ดี..เดี๋ยวก็ไม่ดีอีกแล้ว อยู่อย่างนั้นน่ะ


โยม –  โยมก็ภาวนาแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นประมาณนั้นเลย

พระอาจารย์ –  จะไปเห็นอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ยังไงก็ตาม แต่ว่ากายใจเราต้องมีอยู่ ...ไม่อย่างนั้นมันก็จะตกอยู่ในสภาวะโมหะ เลื่อนลอย

มันต้องกำหนดให้ได้...ตลอดการนั่ง ต้องรู้ให้ได้ตลอดการนั่ง  ระหว่างที่เดินไปไหนมาไหนนี่ จะต้องกำหนดให้ได้เลย ระหว่างทุกก้าวเดิน จะไม่ลืมเลยทุกก้าวเดิน ทุกความรู้สึกที่ก้าวเดินเลย 

แล้วก็ไม่ใช่ว่าพอเปลี่ยนอิริยาบถ อย่างกำลังรู้ว่านั่งอยู่นี่  ถ้าลุกขึ้น...ลืมแล้ว ทิ้งหายเลย ทิ้งกายเลย ...เห็นมั้ยว่าจิตนี่มันไวขนาดไหน กิเลสมันไวขนาดไหน

แล้วถามว่าลักษณะอาการกิเลสอย่างนี้...ใครจะแก้ให้ได้ หือ ใครจะช่วยได้ ...มันเป็นเรื่องจำเพาะตนจริงๆ ใช่มั้ย

เพราะนั้นการฟังนี่ ที่เราชี้แจงนี่...เหมือนกับเราบอก เราเฉลยข้อสอบให้แล้ว...แต่ใครจะกาหรือไม่กา นี่เราบอกแล้วข้อสอบที่ถูกคือข้อนี้ แต่จะกาหรือไม่กา...อยู่ที่ตัวคนนั้น

แต่เราบอกไม่ผิดหรอก เราไม่ได้โกหกว่าข้อนี้ผิดหรือถูก เราบอกแล้วว่าถูกตรงๆ ถูกจริงๆ ถูกกว่าทุกข้อ ...แต่ว่าจะกาหรือไม่กา หรือว่ารู้แล้วก็ยังไปกาข้ออื่นก็ไม่ว่ากัน

เพราะว่าอะไร ...เพราะความเชื่อลึกๆ มันกลัวไม่เหมือนคนอื่น เพราะคนอื่นเขากาข้อนั้นกัน เนี่ย แค่นี้ก็ตายแล้ว แล้วยิ่งไปเสวนากับคนที่เขาตอบข้อนั้นข้อนี้ มีหรือมันจะมากาข้อที่เราบอกว่าถูกที่สุด

เห็นมั้ยว่ามันหลากหลายความคิดความเห็นกันเหลือเกิน ...ก็บอกว่ากายใจก็คือกายใจอย่างเดียว ไม่มีความเป็นอื่นเลย มรรคจึงได้ชื่อว่าเป็นทางสายเอก ...นอกนั้นก็เถียงกันตายน่ะ

อ่ะ ถ้าเอาสติปัฏฐานนี่ คนนึงจริตนึง อีกคนนึงอีกจริตนึง คนนึงถูกจริตไปทางเวทนา อีกคนถูกจริตทางกาย...เถียงกันไปเหอะ แล้วมันจะขึ้นชื่อว่า เอกายนมรรคเป็นทางสายเอกยังไง

มันยังต้องบีบเส้นทางเข้าไปแล้ว แล้วก็ดันกันไปถึงให้สุดของเส้นทางนั้นๆ  มันไปสุดที่ไหนล่ะ  สุดท้ายเราบอกให้เลย ไปสุดที่ไหน ...มันไปสุดที่ความว่าง เหมือนว่างเปล่าไปหมดเลยน่ะ

แต่มันว่างเปล่าที่มันไม่ใช่ว่างเปล่าแบบหมดกิเลสไป ไม่ได้ว่างเปล่าเพราะว่ารู้แจ้งเห็นจริงในธรรม จึงหมดอารมณ์ ...แต่มันว่างเปล่าไปดื้อๆ ซะอย่างนั้นน่ะ

ก็ไปดำรงคงไว้ในความดับๆๆๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ ...มันดับอะไร ดับเพื่ออะไร ใครดับ อะไรเป็นตัวดับอะไร...ไม่รู้น่ะ ดับว่างๆ ดับว่างไป  แล้วใครคงความว่างดับไว้ให้ได้นานที่สุด ก็ว่าถูก

หรือแม้แต่เข้าไปเห็นความดับ หรือว่าคงสภาพดับได้สักชั่วคราว ชั่วครั้งหนึ่ง เวลาหนึ่ง แล้วมันหายไป ...ก็ยังถืออีกว่าตัวเองน่ะผ่าน...ผ่านภาวะนี้มาแล้ว  

เนี่ย หมายความว่าบ่มเสร็จแล้ว สุกแล้วน่ะ ...มันเชื่อกันอย่างนั้นน่ะ นี่ คือความนิสัยของผู้ปฏิบัติ มันมีทางให้ข้องแวะเยอะแยะไปหมด

ถ้าออกนอกศีลสมาธิปัญญา ออกนอกกายใจปัจจุบัน หลงลืมกายใจปัจจุบันเมื่อไหร่ ...มันจะมีอะไรที่มันไปหลอกให้ว่านี่คือมรรคนี่คือผล...เป็นผลเกิดขึ้นแล้ว ผ่านแล้วๆ ...มันผ่านอะไร

แล้วก็มาหลอกกันไปหลอกกันมา ยกตนข่มคนนั้นคนนี้ขึ้นมา ...แต่ระหว่างนั้นน่ะ จิตทำงานตลอดน่ะ เห็นมั้ย ระหว่างทำพูดคิดไปนี่ จิตทำงานตลอด

แม้แต่ผู้ที่สอนธรรมด้วย ที่ยังไม่ได้เป็นไปสู่ความหลุดพ้นโดยตรงน่ะ ...จิตยังทำงานอยู่ตลอด ยังมีอารมณ์อยู่ตลอดเลย  เดี๋ยวก็ถูกใจคนนี้ เดี๋ยวสอนคนนี้ เดี๋ยวก็ไม่ถูกใจคนนี้ ยังมีเลือกที่รักมักที่ชังกันอยู่

ถ้าไม่พยายามสอนจิต บังคับจิต ควบคุมจิตให้มันอยู่จำเพาะกายจำเพาะใจได้นี่  ไม่มีทางเห็นหน้าตาที่แท้จริงของกิเลส ไม่มีทางแม้แต่จะตั้งละกิเลสได้ถึงตัวต้น ...มันละได้แต่ตัวปลอม ละกิเลสแบบปลอมๆ


(ต่อแทร็ก 16/29)