วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/23 (1)


พระอาจารย์
16/23 (570928B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
28 กันยายน 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ถ้าเป็นผู้ที่มุ่งต่อการปฏิบัติธรรม ผู้นั้นน่ะจะมีแต่ความว่าคร่ำเคร่งอยู่ในศีลสมาธิปัญญา...หน้าเดียว ถ่ายเดียว  เช้าสายบ่ายค่ำ ไม่มีวันไม่มีเวลา ไม่มีกลางค่ำไม่มีกลางคืน

จนได้ชื่อสมญานามว่าเป็นผู้ที่เป็นรัตตัญญู คือผู้ที่อยู่ในศีลสมาธิปัญญาโดยไม่มีกาลเวลา ไม่มีกลางวันกลางคืน ...พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า...รัตตัญญู

เอตทัคคะทางรัตตัญญู คือพระอัญญาโกณฑัญญะ ...ตลอดชีวิต พระอัญญาโกณฑัญญะไม่มีลูกศิษย์นะ ใช้ชีวิตอยู่ในป่าตลอด จวบจนวาระสุดท้าย จึงได้ออกจากป่า

นี่คืออริยธรรมเนียมของเอตทัคคะ สงฆ์ผู้เป็นเอหิภิกขุ...เมื่อจะสิ้นวาระขันธ์ หมดสิ้นอายุขัย  จะต้องมากราบทูลลาพระพุทธเจ้าเป็นวาระสุดท้าย

เมื่อท่านออกมาในที่ประชุมสงฆ์น่ะ ไม่มีใครรู้จักท่านเลย ...เป็นผู้เฒ่า คือโกณฑัญญะนี่เป็นหนุ่มแล้วตอนพระพุทธเจ้าเกิด เป็นผู้พยากรณ์พระพุทธเจ้า...ว่าจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าแง่เดียวไม่เป็นสอง

ท่านเป็นหนึ่งในพราหมณ์ที่นั้น ...แล้วก็เฝ้ารอจนกว่าพระพุทธเจ้าจะเติบใหญ่ คอยสอดส่องดูว่าเมื่อไหร่ที่พระพุทธเจ้าจะไปในวิถีแห่งการปฏิบัติ

พอรู้ว่าพระพุทธเจ้าหนีออกบวช หนีออกจากเมือง  โกณฑัญญะก็เลยดั้นด้นค้นหาไปจนเจอะเจอพบปะกัน ...นั่นน่ะ ท่านก็เป็นผู้แน่วแน่ในการปฏิบัติมาตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่สำเร็จเป็นพุทธะ

พอท่านสำเร็จ จบกิจจบพรหมจรรย์ การประพฤติปฏิบัติธรรม  ท่านก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจ ท่านก็เข้าไปอยู่ในราวป่า มีหมีมีลิงเป็นอุปัฏฐาก หาน้ำผึ้งหาผลไม้มาถวายพอยังอัตภาพ

พอใกล้จะหมดวาระขันธ์ ...นี่ เดินไม่ได้ ก็อาศัยช้างพาขึ้นหลังมา ...มาในท่ามกลางหมู่สงฆ์ สงฆ์ก็บอกว่าท่านผู้นี้เป็นใคร อาวุโสหรือภันเต ..ภันเตแปลว่าผู้มีอายุพรรษา อาวุโสแปลว่าผู้ด้อยพรรษา

จนพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า...นี้คือปฐมสาวก  เนี้ยที่เรียกว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นรัตตัญญู ...พวกเธอทั้งหลายนี่ เป็นผู้น้อย เป็นสาวกรุ่นหลังทั้งสิ้น

พระอัญญาโกณฑัญญะนี่ก็เรียบง่าย ไม่ได้ดูดีเด่อะไร มาก็มาลาพระพุทธเจ้า ...พอมาให้เห็นเป็นที่จดจำกล่าวขานไว้เท่านั้น แล้วท่านก็กลับไปอาศัยอยู่ในป่า ตายอยู่ในป่า

เนี่ย ความเรียบง่าย ไม่อวดโอ่ธรรม ไม่อวดว่าเรานี่เป็นนี้เป็นนั้น ...มาแบบเงียบ มาแบบสงบ มาท่ามกลางความสงบ ไปแบบสงบ อยู่แบบสงบ 

นี่คือความงดงามของศีลสมาธิปัญญา ...พาให้ขันธ์ พาให้กายใจนี่ แสดงออกด้วยความงดงาม ควรเป็นเยี่ยงอย่างแบบอย่าง

แต่ไม่ใช่ให้ไปเลียนแบบท่าน ...ตายแน่ เพราะคงไม่มีลิงมาเป็นอุปัฏฐากหรอก จะมีแต่โจรจะมาจี้ปล้นฉกชิงวิ่งราว ...มันคนละสมัย มันคนละบารมี

ท่านรู้ธรรม ท่านเห็นธรรม ...ในหมู่สาวกของพระพุทธเจ้า ท่านถือว่าเป็นองค์แรก ...นี่ ให้กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบันนี้ คือในปฐมเทศนา มีชื่อท่านไว้อยู่แค่นี้ ...แต่ว่าจะสถิตอยู่ตราบเท่าสิ้นอายุพระศาสนา

ถ้าเมื่อใดที่พูดถึงมรรค ถ้าเมื่อใดที่พูดถึงอริยสัจ ๔ ...จะต้องพูดถึงปฐมเทศนา คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั่นเอง ...และเมื่อพูดถึงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเมื่อใด จะต้องมี...อัญญาสิ อัญญาสิ โกณฑัญญะ

จะต้องมีธรรมบทหนึ่ง วลีธรรมบทหนึ่งที่บอกว่า "ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ"  ซึ่งมีความหมาย ซึ่งแปลได้ใจความว่า...สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา

นี้คือวลีธรรมของพุทธสาวกนะ ไม่ใช่พุทธวัจนะ ...ซึ่งนี่ เขากำลังถกเถียงกันว่า จะเอาพุทธวัจนะหรือจะเอาสาวกธรรมกันอยู่นี่น่ะ

คือถึงจะเป็นวลีธรรมของพระอัญญาโกณฑัญญะ...ก็ยังติดอยู่ในปฐมเทศนา จนสิ้นอายุขัยพระศาสนา

เพราะนั้น อย่าไปบ้าบอคอแตก มาแบ่งแยกว่านั้น นี้ โน้น ...ยังไงก็ธรรมเดียวกัน อันเดียวกัน แบบเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าท่านเห็นนั่นแหละ

งาช้างไม่ได้งอกจากปากหมานะ ...ไอ้ที่งอกจากปากหมานั่นคือเขี้ยว ที่ไว้กัด...แล้วก็กัดกันเองบ้าง กัดผู้อื่นบ้าง ...ไอ้นั่นน่ะเขี้ยวหมา ไม่ใช่งาช้าง

อะไรที่ออกมาจากปาก อะไรที่ออกมาจากกายวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ...ท่านเปรียบเหมือนธรรมเดียวกัน ไม่สูงกว่า ไม่ต่ำกว่า ไม่ดีกว่า ไม่เลวกว่ากัน ...ท่านเรียกว่าเป็นธรรมเดียวกัน

ถ้าไม่อย่างงั้นน่ะ รัตนตรัยจะเหลือสอง..แล้วก็เหลือหนึ่งงั้นสิ ...นี่ ต้องรู้...ทำไมพระพุทธเจ้าถึงบอกว่า พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งล่ะ ใช่มั้ย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

นี่ก็เลยต้องเท้าความตั้งแต่เรื่องพระอัญญาโกณฑัญญะ ...สาวอดีต จะต้องไปถามพระอัญญาโกณฑัญญะ

อาวุโส...ท่านสมาทานศีลกี่ข้อระหว่างฟังธรรมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”  ท่านได้สมาทาน ๑๕๐ หรือ ๒๒๗ ...นี่ อาจจะได้คำตอบว่า ไม่มีสักข้อเลย ...ก็อาจเป็นได้นะ

แล้วขอถาม ท่านนุ่งห่มผ้าสีใด...ราชประเพณีหรือว่าสีเหลืองแปร๊ด (หัวเราะกัน) ...ท่านก็คงจะบอกว่า อยู่ในป่าน่ะ ก็ตามมีตามเกิดแล้วกัน

แล้วท่านจะบอกได้ไหมว่า ระหว่างนั้นท่านปลงผมพร้อมกับปลงคิ้ว หรือปลงผมแล้วไว้คิ้ว ...ท่านก็อาจจะบอกว่า มีดโกนหาดูไม่มี

แต่ทำไมท่านถึงเป็นปฐมสาวกได้  ทำไมท่านได้ชื่อว่าเป็นเอตทัคคะทางรัตตัญญู ผู้ตื่นในธรรมตลอดเวลา ...เนี่ย มันเกี่ยวกันไหมกับไอ้เหล่าที่นำมาถกเถียงกัน

เพราะฉะนั้น...อย่ามัวแต่มาจับผิด จับเล็กจับน้อย จับบ้าบอคอแตก ...จับภาษา จับบัญญัติพยัญชนะจากธรรมนิยาม ซึ่งไม่ใช่ธรรมที่แท้จริง

ถ้าธรรมที่แท้จริงจะต้องเป็นอย่างที่พระอัญญาโกณฑัญญะท่านเห็นธรรมว่า...ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ  ท่านเห็นธรรมว่า... สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา

นั่นน่ะที่เรียกว่าท่านเป็นผู้เห็นธรรม...เห็นธรรมเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่ง แล้วเป็นแค่สิ่งหนึ่ง ที่เป็นแค่สิ่งใดก็ไม่รู้

แล้วความเป็นไปในสิ่งใดก็ไม่รู้ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่นั้น...ล้วนแต่มีความดับไปเป็นธรรมดา ...ไม่ใช่ไม่ธรรมดา แต่เป็นธรรมดาของธรรมนั้นๆ ของสิ่งนั้นๆ

ไม่ใช่ว่าเห็นธรรมนี้โดยมีศีลกี่ข้อ หรือไม่มีศีล หรือมีศีลลึกซึ้ง หรือว่าสงบระดับไหน ...ไม่รู้ ท่านไม่ได้บอก แต่ท่านเห็นของท่านอย่างนี้

ในระหว่างที่ฟังธรรม ใคร่ครวญในธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แล้วก็น้อมมาดู น้อมลงมาประทับลงที่เนื้อที่ตัว...กายใจปัจจจุบันของท่านเอง ว่ามันอย่างนี้ๆ

ที่พระพุทธเจ้าท่านเกริ่นความมา...ตั้งแต่มัชฌิมาปฏิปทา มรรคมีองค์แปด ...ท่านบอกว่าลักษณะอย่างนี้เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค ลักษณะนี้เรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค

ที่เกริ่นเพราะอะไร ...เพราะว่าแต่ก่อนแต่ไรมา อัญญาโกณฑัญญะท่านก็ปฏิบัติในแนวทางของพราหมณ์ ของฤาษี  คือทำความยิ่งในจิต เพื่อมุ่งหวังให้สู่จิตที่ดีที่สุด

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเลียบเคียงให้เห็นว่า...เนี้ยคือความสุดโต่งแห่งจิต คือความก้าวข้ามมัชฌิมา ...นี่ ท่านก็ปูพื้นของมัชฌิมาลงไป

พระอัญญาโกณฑัญญะ พร้อมกับปัจจวัคคีย์ทั้งสี่..รวมเป็นห้า ...ท่านก็น้อมนำ ท่านก็ปรับพื้นฐานให้มันดำรงคงไว้ซึ่งความเป็นเดี๋ยวนี้..พอดีตรงนี้ ...ไม่ไปทำให้จิตยิ่งกว่านี้ ไม่ไปหาธรรมที่ยิ่งกว่านี้ เกินนี้

พระพุทธเจ้าท่านดักไว้แล้วด้วยเรื่องอัตตกิลมถานุโยค บอกไม่เอา..ไม่ใช่  ลักษณะอย่างนี้เรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค ทางที่พึงพอใจนี่ก็ไม่ใช่ ...ท่านบอกว่าให้วางไว้ก่อน ให้อยู่ตรงนี้ อยู่ท่ามกลางตรงนี้

พอท่านระงับควบคุมจิตที่ไม่ให้มันออกซ้ายบ้างขวาบ้าง ให้มันอยู่เฉยๆ ไม่หา แล้วก็ไม่ปฏิเสธอะไร ...จิตก็อยู่ในสมดุล คงสภาพกลางๆ ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน



(ต่อแทร็ก 16/23  ช่วง 2)



วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/22



พระอาจารย์
16/22 (570928A)
28 กันยายน 2557


พระอาจารย์ –  ให้ขยันหมั่นเพียร และก็รู้ว่าการสร้างวัดภายในนี่ เป็นการสร้างวัดที่ไม่ต้องเสียเงินลงทุนอะไรเลย

เพียงแค่อย่างเดียวที่จะสร้างวัดภายในนี้ได้...ก็คือให้ทาน  จาโค...สละออก  ปฏินิสสัคโค...ปล่อย ...สละความคิด สละอารมณ์ สละความเห็น

วัดนี่สร้างได้ด้วยการเสียสละ ด้วยทาน ด้วยการสละออก...ซึ่งอารมณ์ ซึ่งความคิด ...การเข้าไปจริงจังมั่นหมายในความคิด...สละออก  ความเข้าไปจริงจังมั่นหมายกับอารมณ์...สละออก

มรรคนี้ก็แข็งแกร่งขึ้นมาเองน่ะ ...กายใจ...ที่มันดูซอมซ่อๆ นี่ ...เพราะมันไม่มีที่เขาเรียกว่าทานศีลภาวนานี่...ว่าทานมันเกี่ยวข้องกับศีลภาวนาอย่างไร

ถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็จะไปแปลคำว่าทานนี่...คือการทำบุญ ให้ทาน สละเรื่องวัตถุข้าวของเงินทอง ...แต่ถ้าเป็นทานที่จะให้เกิดศีลและภาวนานี่ ก็คือทานอย่างที่เราบอก

คือสละละวางอารมณ์ สละความนึกคิดปรุงแต่ง สละความทะยานอยาก ...นี่จึงเป็นเหตุให้เกิดศีล คือวัด คือกายปัจจุบันนี่ จึงจะงอกงามขึ้น

แล้วพอตัวนี้อยู่ ...นี่เขาเรียกว่าเป็นที่พักฟื้น มีวัดภายในเป็นที่พักฟื้น ไม่เป็นคนจรหมอนหมิ่น ภาวนาจึงก่อเกิด...ภาวนาแล้วก็ก่อเกิด ...นั่นแหละคือศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงจะเกิด ไตรสิกขาจะเกิด

ทุกอย่างจะเป็นไปตามลำดับลำดาอยู่ในแวดวงศีลสมาธิปัญญา ทานศีลภาวนา สติสมาธิปัญญาอย่างนี้ ไม่มีมากกว่านี้หรอก สำหรับในที่ตั้งใจจะเป็นนักภาวนา ผู้ภาวนาแล้วนี่ ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งกว่านี้หรอก

อะไรที่เป็นคำกล่าวอ้างแห่งจิตเรา อะไรที่เป็นความเห็นแห่งจิตเรา อะไรที่เป็นความเชื่อแห่งจิตเรา...ไม่เกี่ยว ให้ถือว่าอันนี้ไม่เกี่ยวเลย ...เพราะมันนอกเหนือจากศีลสมาธิปัญญาไปแล้ว

แล้วอย่าได้ไปเชื่อไปหลงว่ามันจะมาช่วยให้เกิดศีลสมาธิปัญญาที่มั่นคงขึ้น ...ไอ้อย่างนี้น่ะหลอก มันหลอก กิเลสมันหลอก ให้ไปหัวหกก้นขวิดกับมัน ไปมีในมัน ไปเป็นในมัน ไปอยู่กับมัน

ไอ้มันๆ นั่นน่ะคือภพที่มันสร้างขึ้นมาล่อหลอก ว่าดีอย่างนั้น ถูกอย่างนั้น ...เนี่ย คือภพ คือจุดมุ่งหมายที่มันสร้างสรรค์ขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้เป็นส่วนที่มันมาเอื้อในการที่จะสร้างวัดภายในนี่ให้มันใหญ่โตแข็งแรงมั่นคงเลย

เพราะนั้นตัวที่สนับสนุน ที่จะให้เกิดวัดหรือศีลตัวนี้...ให้เกิดความแข็งแกร่งขึ้น ต้องอาศัยทาน ...แล้วไม่ใช่ทานวัตถุข้าวของ  ทานที่แท้จริงคือหมายความว่า จาโค...สละ สละความคิด สละอารมณ์

ยิ่งสละเท่าไหร่ ยิ่งไม่ไปเชื่อไม่ไปทำตามความคิดความเห็นเท่าไหร่ ...กายนี้จะชัดเจนขึ้นเท่านั้น จะมีอยู่อย่างที่มันมีอยู่เท่านั้น โดยที่ไม่ต้องไปดำดินบินบนค้นหา

เพียงแค่ละและวางความคิดและอารมณ์ เพียงแค่ละและวางการเข้าไปมีเข้าไปเป็นในอารมณ์ในความคิดนี่ ...กายก็จะเด่นหราขึ้นมาเอง จนน่าเข้าไปอยู่ น่าเข้าไปอาศัยกับมัน

ก็จะเห็นว่าตรงนี้...กายนี้ ที่ตั้งอยู่ตรงนี้ มันเป็นที่สงบร่มเย็น เป็นที่คุ้มกะลาหัว ไม่ให้กิเลสน้อยใหญ่มาบีบคั้นแบบถมทับท่วมท้นได้ง่าย

เมื่อมันน่าอยู่ก็เข้าไปอยู่ ...และเมื่อมันอยู่แล้วก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ก็ขัดเกลา ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด ผ่องใส ชะล้างสิ่งที่มันห่อหุ้มปกคลุม หยากไย่ใยแมงมุม เถาวัลย์

ซึ่งก็คือสมมุติบ้าง บัญญัติบ้าง ภาษาธรรมบ้าง ความเห็นบ้าง ความเชื่อบ้าง ความหมายตามนั้นอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้นบ้าง ...ก็เพียรชำระออกอยู่เสมอ ขัดเกลาอยู่เสมอ เรียกว่าขัดเกลาศีล ขัดเกลากาย

ศีลนี้กายนี้...ก็บริสุทธิ์ผ่องใส เรืองรองขึ้นมา สว่างขึ้นมา ยิ่งน่าอยู่ยิ่งน่าอาศัยมากขึ้นเท่านั้นน่ะ ...พร้อมกับแข็งแกร่งแข็งแรงดุจภูผา ดุจแผ่นดินดุจแผ่นหินน่ะ

ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ศีลจะเป็นเสมือนแผ่นดินน่ะ ที่ไม่สามารถมีอะไรมาทำลายแผ่นดินนี่ให้แตกแยก ให้สลาย ให้หมดสภาพได้เลย

เมื่อเป็นวัดที่แข็งแกร่งแข็งแรงขนาดนี้แล้ว จะไม่มีพระสงฆ์มาอาศัยได้อย่างไร หือ ...เพราะนี่คือวัดที่แท้จริงในทางพระศาสนา จึงมีแต่พระแท้เท่านั้นที่เข้ามาอยู่

ไม่มีพระเทียม ไม่มีพระปลอม ไม่มีอลัชชี ไม่มีเดียรถีย์ ไม่มีพระตามใบสุทธิ ไม่มีพระห่มเหลือง ไม่มีพระห่มสีราชประเพณีนิยม สีส้มแปร้ด เหลืองแปร้ด

ไอ้นั่นมันพระกึ่งแพะ...พระๆ แพะๆ มันไม่แน่ ...เพราะนั้นไอ้พวกพระๆ แพะๆ นี่อยู่ไม่ได้นะวัดนี้ ...จะต้องเป็นพระสงฆ์...พระอริยสงฆ์เท่านั้น

นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ของศีล คัดกรองพระเลยแหละ แพะไม่ให้เข้า ...เพราะแพะมันจะไม่อยู่ในที่นี้ได้เลย เชื่อมั้ยล่ะ คือจิตที่มีกิเลสปนเปื้อนจะอยู่ได้ไม่นานหรอก 

นี่ ศักดิ์สิทธิ์มั้ยล่ะ คัดกรองมั้ยล่ะ ...ดีกว่าที่จะต้องให้มีพวกนักรบไอคอนมาคอยระแวดระวังว่าองค์นี้ดี องค์นี้เลว..ไม่มี ...มันคัดกรองเองโดยปริยาย 

ถ้าไม่ได้เป็นพระสงฆ์เข้าไม่ได้ อยู่ให้ห่างๆ ...แม้แต่พระสงฆ์...ถ้าเป็นพระสงฆ์ที่ยังไม่บริสุทธิ์จริง ก็อยู่ได้เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

จนถึงที่เรียกว่าเป็นที่สุดแห่งสงฆ์ เรียกว่าพระอรหันต์...อยู่ได้โดยตลอด ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลย ไม่มีอาการรุ่มร้อนเลย ท่ามกลางกายใจนี้

ไปประเมินความเป็นพระของตัวจิตเราดู ...ดูว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่า อยู่กับมันสักห้านาที-สิบนาที แล้วมีลักษณะเหมือนหมาถูกน้ำร้อนลวกหรือเปล่า

เพราะนั้นอย่ามาถามเราว่า "หนูกิเลสเยอะรึเปล่า" ...ให้พิสูจน์ความเป็นพระของจิต...กับวัดที่มีอยู่แล้ว ...ไม่ต้องมาถามว่าหนูถึงขั้นไหนแล้ว ดูเอาเองเลย 

มันอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนโดยที่ไม่ต้องควบคุมเลยรึเปล่า ...เออ ถ้ามันอยู่ตรงนี้ได้ด้วยความเย็นใจเบาใจ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจในการที่จะอยู่ตรงนี้...ใกล้แล้วโว้ย ใกล้จะเป็นพระโดยสมบูรณ์แบบแล้ว

แต่ถ้าเป็นกิเลสน่ะอยู่ไม่ได้ ถ้าเป็น “เรา” ก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้ก็ต้องบีบบังคับให้มันต้องอยู่ ...ศีลสมาธิปัญญาคัดกรองกิเลสอย่างนี้  สิ่งที่ไม่ใช่ สิ่งที่ไม่จริง ไม่สามารถจะอนุญาตให้อยู่ได้

ศักดิ์สิทธิ์ไหมเล่า...กายใจอันบริสุทธิ์นี่ ...ไม่ต้องมีใครมาคอยจับผิดเลยน่ะ เพราะศีลสมาธิปัญญานี่เป็นตัวดักกิเลส เป็นตัวเคี่ยวกรำกิเลสน่ะ...กิเลสในจิตน่ะ

มันเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับกิเลสนี่แบบผีไม่เผา จะมาแอบอิงอาศัยอยู่ไม่ได้เลย ...เคยได้ยินไหมที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบดังว่ากิเลสเหมือนซากศพที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร

คลื่นลมในมหาสมุทรจะพัดซากศพทุกซาก ไม่ว่าซากไหน ต้องมาเกยตื้นหมด ...มันอยู่ไม่ได้ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ กายใจ ศีลสมาธิปัญญา มรรคมีองค์แปด

นี่ เห็นมั้ย ชี้ขุมทรัพย์แล้วนะ ...กลับไปนี่ทิ้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลย กลับบ้านถอดพระออกได้เลย (โยมหัวเราะกัน) ...เห็นมั้ย ที่มันไม่กล้าถอดนี่คือ...กลัว “เรา” เสียหาย

ไอ้ที่มันห้อยพระนี่ ไม่ได้กลัวอะไรหรอก กลัว “เรา” จะมีอันเป็นไป ...นี่ ยังทะนุถนอมหวงแหนซึ่งความเป็นเราอยู่นะ พระนี่ยังมาช่วยอนุเคราะห์ความดำรงคงอยู่แห่ง “เรา” อีกนะ

ก็อยู่จนกระทั่งไม่กล้าอาราธนานิมนต์ท่านขึ้นหิ้ง นี่ ไม่ว่ากัน ถือพอติดปลายนวมก็เอาเถอะ ...แต่อย่าไปถึงขั้นไปจับจ่อ จดจ่ออยู่บนแผงพระแล้วกัน ไอ้นั่นก็เกินไป

หรือถึงขั้นเอาแว่นขยายมาส่องหาความเป็นจริงในเนื้อพระ นั่นน่ะมันส่องหาความเป็นจริง...ตามประสาว่าของจริงหรือของปลอม ใช่มั้ย

ถ้ามาถามเรา เราบอกว่าปลอมหมดน่ะ ....พระจริงน่ะอยู่ในนี้ๆ  ทุกคนสามารถมีพระจริงอยู่ได้...โดยมีกายนี่เป็นกรอบพระ มีเนื้อหุ้มอยู่ มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ...นี่เป็นกรอบไว้หุ้มพระ

แต่ถ้าพระขลัง กรอบก็แตกนะ  ขลังเกิน กิเลสแรงเกิน กรอบแตกหมด...กรอบกายแตกนี่ กิเลสกระเจิดกระเจิงหมด ...เหมือนกรงขังนกน่ะ อย่าเปิดกรงนะ นกมันจะไปหาสู่ความเป็นอิสระของมัน

แต่ถ้าปิดกรงไว้ ไม่ให้ข้าวให้น้ำนกอ่ะ หรืออาจจะให้บ้างเป็นกระเซ็นกระสาย ...แต่อย่าเปิดกรงนะ อย่าให้กรงแตกด้วยนะ คอยซ่อมแซมทะนุบำรุงไว้

ผลสุดท้ายท้ายสุด...นกตาย  มันจะโบยบินไปไหนไม่ได้..มันก็ตาย  ไม่ให้ข้าวให้น้ำ..เดี๋ยวก็ตาย ...นั่นแหละ กิเลสมันตายไปอย่างนั้น มันตายอยู่ภายใน

มันไม่ได้ไปตายอยู่กับการที่ว่า...กำลังโกรธ กำลังไม่พอใจ แล้วไปด่ามัน 'เฮ้ย หายเลยโว้ย กิเลสตาย' ...ไม่ใช่ตายอย่างนั้นน่ะ ไอ้อย่างนั้นเขาเรียกว่าไปกู้หนี้ยืมสิน แล้วเวลาเอาคืนนี่ คิดดอกเบี้ยทบต้นด้วย

กิเลสไม่ตายหรอก ไม่มีทางตายอย่างนั้นเลยแต่มันเข้าใจว่า ถ้าได้ด่าได้พูดแล้วมันสบายใจ มันเกิดความอิสระไง ใจมันเบาเลย อิ่มเอมเปรมปรีด์ ได้ด่ามันสะใจ อย่างนี้

นี่เขาเรียกว่าละกิเลส วางกิเลสแบบโง่ๆ ตามประสาควาย  ละกิเลสแบบควายๆ ...ไม่สงสัยบ้างรึไงว่ามันไม่หายไปเลยน่ะอารมณ์ ไม่มีทีท่า ไม่มีวี่แววเลย

ไม่มีท่าทางเลยว่ากิเลสจะหมดสิ้นไปจากใจเลยน่ะ ...นี่ ทำไมไม่มีปัญญาจะสังเกตบ้างว่ามันไม่ใช่ ไม่มีทาง ...แต่มันกลับใช้วิธีการนี้อยู่ซ้ำๆ ซากๆ ไม่เลิกไม่หยุด

แต่ถ้าขังมันไว้ ...แน่นอน นกที่ถูกขังไว้มันมีอาการยังไง...มันก็บินชนกรง จะแหกกรงอยู่ตลอดนั่นแหละ เป็นที่น่ารำคาญหัวอกหัวใจผู้นั้นอยู่แล้ว

เรียกว่ามันจะเอาจนกรงแตกน่ะ ...หรือกรงไม่แตก ก็มีเจตนา..คือเหมือนมือที่มองไม่เห็นน่ะ...ไปเปิดกรงออก ...แล้วก็รู้สึกว่า เออ สบายดี

กิเลสมันก็ไปหาอยู่หากินตามสรรพสิ่ง ...ไปเกิดตรงไหน ไปอยู่ตรงไหน มันก็เกิดความเข้าไปข้องแล้วก็เสพ เป็นอารมณ์แห่งเรา ทั้งพอใจและไม่พอใจ ...นั่นน่ะคือภักษาหาร

พออิ่มเอมเปรมปรีด์เสร็จแล้วก็ไปนอน จับคาคบไหนก็นอนนั่น เหมือนนกขมิ้นเหลืองอ่อนออกทัวร์ หลับเมื่อไหร่ก็เสร็จ ตะข่ายฟ้าตะข่ายดิน โดนจับลงหม้อแกงไป ...เป็นทุกข์ทั้งสิ้น

เนี่ย มันไม่ได้เท่าทัน ไม่ได้รู้จักมักคุ้นหน้าตากิเลส ...หน้าตาตัวตนของกิเลส ความเป็นไป การอยู่การไป การอยู่การกิน การอาศัยของกิเลสเลย

ไม่ได้กระสาย ไม่ได้กระสากลิ่นเลย...ว่านี่เป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆ เป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น เป็นสาเหตุให้เกิดการหมุนวนๆๆ อยู่ในอาการเดิมๆ อาการเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่ว่าเกิดกี่ครั้ง..ตายกี่ครั้ง  เกิดกี่ชาติ เกิดเป็นอะไร เกิดไม่เป็นอะไร เกิดเหมือนเดิม เกิดไม่เหมือนเดิม ...มันจะหมุนวนอยู่ในลักษณะอาการเดิมๆ อยู่อย่างนี้

พอจะให้มาภาวนา พอจะให้มาจำกัดให้อยู่จำเพาะกายจำเพาะใจแค่นี้ ...มันก็เกิดภาวะอิดๆ ออดๆ อ้างนั่น อ้างนี่ อ้างโน่น ...อ้างอายุ อ้างเพศ อ้างหน้าตา อ้างสถานะ

ไม่ก็อ้างดินฟ้าอากาศ อ้างกาลเวลา อ้างกลางวันอ้างกลางคืน ผัดวันประกันพรุ่งไป ...ศีลสมาธิปัญญามันจะงอกงามได้อย่างไรกับผู้ที่ยังอ้างกาลอ้างเวลา

แต่มันกลับไปงอกงามในกิเลสที่มันจะเฟื่องฟูขึ้น มีอารมณ์ที่ซับซ้อนขึ้น สามารถจะทำพูดคิดโดยอาศัยวาจา ท่าทาง คำพูด...ที่แนบเนียนขึ้น ลึกซึ้งขึ้นในการก่อกิเลสสร้างกิเลส

มัวแต่ไปพัฒนาไอ้จุดนั้นน่ะ ที่จะทำให้กิเลสนี่มันซับซ้อน ยากต่อการที่จะฆ่าและทำลายยิ่งขึ้น นี่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ที่ปฏิบัติในธรรมเลย ไม่ใช่จริยวัตรของผู้ปฏิบัติธรรมเลย


(ต่อแทร็ก 16/23)





วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 16/21


พระอาจารย์
16/21 (570926C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
26 กันยายน 2557


พระอาจารย์ –  ถึงบอกว่าการปฏิบัติธรรมในยุคสมัยนี้ มันเหมือนตาบอดคลำช้าง 

รู้จักคนตาบอดคลำช้างมั้ย ...ไอ้คนหนึ่งจับได้ที่หาง มันก็บอกว่าช้างนี่เป็นลักษณะแบบนี้ ไม่เป็นอย่างอื่นหรอก ...คนหนึ่งจับที่งา แตะโดนงา มันก็บอกว่าช้างนี่จะต้องเป็นลักษณะนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น

แล้วไอ้คนที่จับโดนงา กับไอ้ที่จับโดนขนหาง มันก็ชกต่อยกัน...ว่าช้างจะต้องเป็นขน อีกคนก็ว่าช้างจะต้องเป็นแท่งๆ

ถ้าตราบใดที่มันยังไม่ลืมตาขึ้นมา แล้วเห็นทั่วทุกองคาพยพของช้าง ...ก็จะเห็นว่าทั้งหมดน่ะมันไม่ได้ผิดหรอก ...แต่มันไม่ถูก

มันยังไม่ถูกต้องตรงตามธรรมที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง มันจึงเกิดการถกเถียงกัน ทิ่มแทงกันโดยธรรม อวดอ้างธรรมกัน เบ่งทับกัน

นี่เรายังงงอยู่เลย จะรักษาวินัย ๒๒๗ หรือจะรักษาวินัย ๑๕๐ ข้อดี (โยมหัวเราะกัน) ...มันทำให้กูงงนะนี่

อันไหนจะถูกกว่ากัน ๑๕๐ ตรงตามพุทธวัจนะ หรือ ๒๒๗ ตามที่วางกันมาตั้งแต่สมัยพระมหากัสสปะ ซึ่งนี่ก็สาวกนะ เป็นผู้สังคายนานะ ...จะตามพระกัสสปะหรือจะตามพุทธวัจนะดี

ไม่กระนั้นเลย ...เราก็มาตั้งอีกหนึ่งสำนัก (หัวเราะกัน) ...คือรักษาศีลเอก ...เอาข้อเดียวเลย เอากายเดียว เอากายหนึ่ง ...ไม่ต้องเถียงกันแล้ว

ผู้ชายก็มีหนึ่งกาย ผู้หญิงก็มีหนึ่งกาย พระก็มีหนึ่งกาย พระอริยะก็ยังมีหนึ่งกาย แม้กระทั่งพระพุทธเจ้า ท่านก็ยังมีหนึ่งกายเนื้อ ...นี่ เถียงมั้ยล่ะ มันแตกต่างกันมั้ยล่ะ 

นี่คือมีศีลเสมอกันมั้ยล่ะ เป็นศีลเอก เป็นเอกศีลมั้ย ไม่ต้องพูด ๑๕๐ หรือ ๒๒๗ แล้ว หนึ่งนี่เสมอกันหมด ...แต่ถ้ายังถือ ๑๕๐ หรือ ๒๒๗ หรือ ๕ หรือ ๘ นี่ ยังไม่เสมอกันนะ

เพราะนั้นโยมจึงต้องนั่งต่ำกว่าเราอย่างนี้ ใช่มั้ย นี่คือธรรมเนียมนะ ...แต่ถ้าเราลงไปนั่งต่ำ ลงไปนั่งที่พื้น แล้วโยมนั่งฟังเทศน์ข้างบนนี่ ...รู้สึกยังไงกันล่ะ

นี่ตามสมมุตินะ นี่ตามสมมุติธรรมบัญญัติธรรม สมมุติศีลบัญญัติศีล มันมีคำว่าเหลื่อมล้ำสูงต่ำกัน ...แต่ถ้าพูดในสถานะความเป็นคนนี่ นั่งตรงไหนก็ได้ คนเหมือนกัน เสมอกัน

เพราะนั้น ปล่อยให้มันเถียงกันไปจนเว็บแตก ก็ยังเข้าไม่ถึงศีลในองค์มรรค ก็ยังไม่เข้าถึงศีลที่จะเป็นไปเพื่อเข้าไปสู่ความรู้ความเห็นต่อกายที่แท้จริงเลย

เห็นมั้ยว่าเป้าประสงค์ วัตถุประสงค์แห่งศีลนี่ เป้าหมายใหญ่ใจความเพื่ออะไร ...เพื่อให้รู้จริง รู้จัก รู้แจ้ง กับความเป็นกายที่แท้จริง...นี่คือศีลแม่บท นี่ที่ท่านเรียกว่าหัวใจของศีล

ถ้าให้จิตนี่มันมารักษาศีลโดยการรักษาความเป็นไปของกาย ความปรากฏขึ้นของกาย ไม่ให้มันคลาดเคลื่อนจากความเป็นไปของกาย การปรากฏขึ้นของกายในปัจจุบันนี่

จิตมันจะไปล่วงเกินใครได้ จิตมันจะไปเบียดเบียนใครได้...ทั้งด้วยความคิด ด้วยความกระทำในความคิด ตามความคิด ด้วยการพูดตามที่มันคิด ถ้าจิตมันรักษากาย รู้อยู่เห็นอยู่จำเพาะกายนี้

เพราะฉะนั้นผู้ที่ถือศีลตัวนี้อย่างเคร่งครัดนี่ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียน ...หรือถึงแม้จะรักษาไม่ได้ แต่มีความมุ่งมั่นที่จะเพียรเพ่งรักษาศีลตัวกายตัวนี้ไว้นี่

จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่กำลังจะออกจากความเบียดเบียนตนและสัตว์โลก ...เป็นผู้ที่กำลังเพียรพยายามที่จะรักษาศีลเพื่อไม่ให้จิตไปก่อความเศร้าหมอง

เพราะนั้นถ้าให้...ฝั่ง ๑๕๐ ฝั่ง ๒๒๗ ฝั่ง ๕, ๘, ๑๐ เหล่านี้มันล้มซะ แล้วให้เพียรมารักษาศีลหนึ่งศีลเอกตัวนี้ ...โลกนี่จะน่าอยู่ขึ้นเยอะเลย

โลกนี้ มนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ จะอยู่ไปด้วยความสันติ...ถ้าทุกคนมาคร่ำเคร่งอยู่ในศีลข้อเดียวนี้แหละ โดยไม่ให้จิตมันไปข้องแวะเกาะเกี่ยวกับเรื่องราว การกระทำคำพูดของสัตว์บุคคลอื่นเลยนี่

พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า ผู้ใดรักษาศีล ผู้นั้นจิตไม่เศร้าหมอง ...แต่ที่มันรักษากันแบบ..."ต้อง ๑๕๐" หรือ "ต้อง ๒๒๗" นี่ มันยังทะเลาะกันแทบโลกแตกนี่หือ ...มันศีลของพระพุทธเจ้าองค์ไหนวะเนี่ย

อย่ากระนั้นเลย เราก็ตั้งกับศีลเอกศีลหนึ่งนี่ ... ศีลตัวนี้...ที่ให้คร่ำเคร่งรักษานี่...เป็นประโยชน์แก่ตัวเองอย่างยิ่ง ...และเมื่อเอาไปปฏิบัติก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนรอบข้างด้วย 

ไปที่ไหน อยู่ที่ไหน ก็เป็นที่นับหน้าถือตายอมรับ ไปด้วยความสงบ จากมาก็จากมาด้วยความสงบ ไม่ติดค้าง ไม่ข้องคากับอะไร สิ่งใด บุคคลใด ...จึงเรียกว่าสุคะโตในระดับหนึ่ง 

รู้จักสุคะโตมั้ย ...เป็นผู้ไปก็ดี มาก็ดี ...ไม่ใช่เป็นผู้ไปก็ร้าย อยู่ก็ร้าย กลับมาแล้วยังร้ายยิ่งกว่าอีก ...ไอ้นี่ไม่เรียกว่าสุคะโต เรียกว่าทุกขโต ไปที่ไหนก็ก่อให้เกิดทุกข์ในสังคมนั้นๆ ชุมชนนั้นๆ

อยู่ก็เป็นทุกข์กับสังคม หน่วยงาน หมู่ชนนั้นๆ ...มันถูกไล่ออกไปแล้วจากสังคม มันยังทิ้งไว้เป็นสัญญาจดจำแบบ...เป็นสิบปี กูยังเคียดมันไม่หายเลย นี่ อย่างนี้คือผู้ไม่มีศีลหรือทุศีล

เพราะนั้นการปฏิบัติ...ถ้าไม่มาเริ่มต้นที่รักษาศีลให้มั่นคง ให้แข็งแกร่ง และให้เข้าใจถ่องแท้ในนัยยะที่แท้จริงของศีลแล้วนี่ ปฏิบัติไปจนผมหงอกฟันหักตาฟาง จนลงหลุมลงเมรุ ...ก็ยังไม่เข้าใจถึงมรรคถึงผล

อย่าประมาทกายนี้นะ...กว้างคืบยาววาหนาศอก...เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรม เป็นธรรมล้วนๆ เลย บรรจุเต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมล้วนๆ เลย

แต่พวกเรามาอยู่กับก้อนธาตุก้อนศีลก้อนธรรมนี้...อย่างละเลยในธรรม มองก้าวข้ามธรรมนี้ไป ...กลับไปค้นคว้าไขว่ค้นตะกายดินตะกายดาวที่ไหนกัน

นี่เป็นของดี ของถูก ของชอบ ที่ได้มาพร้อมกับการเกิด ได้มาพร้อมกับตัว ได้มาพร้อมกับกาย ได้มาพร้อมกับธรรม ...แต่กลับไม่ใส่ใจไม่สนใจ ความเป็นไปแห่งธรรมนี้ การปรากฏขึ้นแห่งธรรมนี้

จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ละเลยในศีลและธรรม เป็นผู้ที่ห่างศีลห่างธรรม ...จนเป็นผู้ห่างไกล ห่างจนไกลจากศีลและห่างไกลจากธรรม

ต่อให้จะไปปฏิบัติที่ไหน ป่าเขาลำเนาไพร ที่ลึกลับซับซ้อนขนาดไหน...ถ้าไปปฏิบัติโดยที่ไม่รู้อยู่กับตัว ไม่รู้อยู่กับใจปัจจุบันนั้นๆ มันก็ไม่มีค่าเหมือนกับรู้ตัวอยู่ที่บ้าน

กายใจนี่ เป็นของที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลก ...เป็นขุมทรัพย์ เป็นบ่อทรัพย์แห่งธรรม ที่ให้ขุดให้ค้น เพื่อให้เกิดความรู้ในธรรม ความเห็นในธรรมขึ้นมา

แต่พวกเรากลับอยู่กับมัน ใช้กับมัน อาศัยกับมัน ปล่อยปละละเลยในมัน จนมันเปื่อย จนมันแก่ จนมันชรา จนมันหมดสภาพ จนมันผุพัง จนมันแตกจากกาย โดยที่ไม่ได้ใช้คุณค่าในธรรมกับมันเลย

น่าเสียดายในการเกิดมาแต่ละครั้ง ...แล้วจะยิ่งน่าเสียดายกว่า...สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วยังไปค้นหาในที่อื่นว่าเป็นธรรมที่สูงกว่ายิ่งกว่ากายนี้  

มันยังมัวลังเลสงสัย ยังขุ่นข้องกังวลใจ ยังไม่แน่ใจว่า...รู้อย่างนี้ รู้แค่นี้ จะไปนิพพานได้อย่างไร ...นี่มากี่ครั้ง ฟังกี่หน พูดจนปากฉีกถึงรูหูแล้วนี่ว่า...ไม่มีที่อื่นเลย 

ต่อให้เป็นอีกกี่สิบปีมาฟัง เราก็จะพูดเรื่องเก่านี่ เพราะมันไม่มีทางอื่น มันมีทางเดียว มันเป็นช่องทางเดียว...ที่เล็กๆ ซะด้วย ...ไอ้ที่มันมีหลายช่องทางนั่นน่ะจิตว่าเอาทั้งนั้น 

แต่ทางเดินของมรรคก็คือกายใจนี่ มันเป็นทางเดินของมรรคที่จำเพาะอยู่ในตัวของมันเลย ...แล้วทุกคนน่ะมีทางนี้จำเพาะมาพร้อมกับการเกิดแล้ว...แต่มันไม่เลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้ 

ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ...ทางน่ะมี แต่กูไม่เดิน  กูจะไปเดินตามทางของกิเลส ...กิเลสคืออะไร ...ถ้าพูดถึงกิเลสก็น่ากลัว มันเป็นไปตามทางของจิตปรุงแต่งนั่นแหละ

เพราะนั้นไอ้ทางของจิตที่มันปรุง เป็นความคิด เป็นอารมณ์ เป็นความเห็น เป็นอดีต-อนาคตนี่ ...ท่านเรียกว่านอกลู่นอกทาง ออกนอกทาง มันไม่เป็นไปเพื่ออยู่บนทางเลย ...ทั้งๆ ที่ว่าทางนี้มีอยู่

ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติ มันก็จะอ้างว่าออกไปหามรรค แน่ะ ...มรรคของมันน่ะสิ มรรคของ “เรา” มรรคของมัน นั่น 

ก็มรรคมันมีอยู่ตรงนี้ ...มันจะไปหามรรคที่ไหน หาไปจนตายก็ไม่เจอมรรค ...ทั้งที่มันนั่งทับมรรคอยู่นี่มาตั้งแต่เกิด มันนั่งทับศีลสมาธิปัญญามาตั้งแต่เกิดจนตาย ...แต่ไม่รู้จัก

เพราะถูกคนรอบข้างนี่ไซโค เป่าหู สีซอ...ให้นกแก้วนกขุนทองฟัง ...คือถ้าเป็นควายมันไม่ฟัง กายนี่เหมือนควาย สีซอให้ฟัง กายก็คือควาย มันไม่สนใจอะไร ...แต่นี่คือสีซอให้นกแก้วนกขุนทองท่องขานแบบ..."แก้วขาๆ"

"พุทโธๆๆๆ" ...ไม่รู้พุทโธไปทำไม เขาบอกว่าโธแล้วจะดีเอง โธไปทำไมยังไม่รู้เลย โธแล้วจะได้อะไร

"สงบๆๆ" ....สงบไปเถอะ สงบแล้วได้อะไร ไปไม่ถูกหรอก สงบแล้วจะไปไหนต่อ...ไปต่อไม่เป็น

"ดูจิตๆๆ" ...ดูไปทำไม ดูแล้วได้อะไร มันจะไปถึงไหน ...ไม่รู้น่ะ อาจารย์สั่งว่าดี เดี๋ยวก็ดีเอง อย่าถามมาก 

นี่มันจะกลายเป็นตาบอดคลำช้างไหม ...แต่ถ้ามาถามเรา...อ่ะ ถามมาสิ ดูกายไปทำไม จะตอบให้ฟัง ...ถามเด่ะ ถามดิ ...ทำไมไม่ถามอ่ะ หรือไม่กล้าถาม (หัวเราะกัน)


...............................