วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 16/32 (1)


พระอาจารย์
16/32 (571017B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17 ตุลาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ตื่นตีสามรึ

โยม –  ง่วงมากเลยครับ

พระอาจารย์ –  เดิน เดินไปเดินมา แล้วก็สลัดความง่วงเหงาหาวนอนออกๆ ไป


โยม –  พระอาจารย์ครับ วันนั้นหลวงพ่อท่านมาเชียงใหม่ ผมก็ได้ไปสอบถาม ท่านก็ทักประมาณว่า เอ๊ะ ภาวนาอยู่รึเปล่า อย่างว่า ถ้าจิตผิดน่ะ เจริญสติหลายชาติก็ไม่บรรลุนะ อะไรอย่างนี้ มันเหมือนมันจะไปเคร่งๆ อยู่น่ะครับ

พระอาจารย์ –  ที่ไหน


โยม –  พอดีมีเวลานิดหน่อยครับ ที่เชียงใหม่

พระอาจารย์ –  ไม่ใช่ ..มันไปเคร่งๆ ที่ไหน


โยม –  ก็เหมือนกับดูกายอยู่ แต่มันไปขมวดอยู่นิ่งๆ อยู่ข้างในตัวเอง ท่านก็บอกว่าลองยิ้ม ยิ้มหวานเยอะๆ ยิ้ม เออ ผมก็ลองยิ้ม ท่านก็บอก เออ ต้องคลายออกอย่างนี้ 

แล้วถ้าไม่ใช่คำแนะนำอย่างนี้ ถ้าเราดูไปเรื่อยๆ มันจะค่อยๆ ปรับเข้ามาสู่จุดพอดีได้เองบ้างไหมครับ

พระอาจารย์ –  ปรับได้ ก็บอกแล้ว อย่าลืมฐานกาย ...ไอ้ตรงนั้นน่ะ มันเริ่มจางจากกายแล้ว เข้าใจรึเปล่า มันไปเพียรเพ่งอยู่ในอาการของจิต ตรงนั้นน่ะมันเป็นอาการของจิต

มันไม่ใช่กายนะนั่นน่ะ แล้วไม่ใช่เวทนากายด้วย มันเป็นเวทนาในจิต เพราะนั้นมันก็สร้างอารมณ์โดยไม่รู้ตัว ...นี่แหละ เพราะว่าเราไม่เจาะจงลงกับความรู้สึกในกายจริงๆ

จิตมันก็ยังแทรกขึ้นมา เป็นอาการ เป็นอารมณ์  แล้วเราก็ไหลไปๆ โดยเข้าใจว่ามันเป็นอาการของกาย คือมันยังไม่ชัดเจน …ถึงบอกว่า ลักษณะอย่างนี้ ต้องเคลื่อนไหวเยอะๆ

การเคลื่อนไหว แล้วก็จับความรู้สึกของการก้าวเดินนี่ การกระทบ การเคลื่อน การหมุนการหัน เป็นขณะๆ นี่..ที่มันหมุน ที่มันหัน เล็กๆ น้อยๆ นี่ จับความรู้สึกของกายให้ชัด

ไม่งั้นมันจะตกไปเข้าภวังค์จิต เข้าภวังค์อารมณ์ของจิตโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ไปจมแช่อยู่ตรงนั้น...โดยบางทีน่ะมันยังเข้าใจว่าเป็นการรู้กายอยู่ด้วย

แต่จริงๆ น่ะ ถ้ามันดูให้ดี ลุกขึ้นยืนปึ้บนี่ มันเห็นความรู้สึกในการยืนปั๊บนี่ เหมือนกับมันจะดึงออกมาจากภวังค์จิต ...แล้วมันก็จะถอนออก มันจะถอนออกจากอารมณ์ของจิต

นั่นน่ะ ศีลก็บังเกิดขึ้น สติ สัมมาสติก็เกิดขึ้น ความแจ่มชัดของสติก็เกิดขึ้น ใจที่ตื่นรู้มันก็ปรากฏ ...เหมือนกับมันสะดุ้งตื่นขึ้นน่ะ

เพราะนั้นไอ้การที่ให้ยิ้มหวานยิ้มอะไรนี่ นั่นน่ะ เหมือนกับการสร้างความเคลื่อนไหว ความรู้สึกทางกายนี่ให้ปรากฏ ...แล้วมันก็ถอนออกมาจากตรงนั้น จิตมันก็คลายออกจากความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์

ก็เรียกว่ามันถอนจากกิเลส ถอนจากความปรุงแต่ง ถอนจากภวังค์ภพ ...นี่ถือว่าเป็นภวังค์ภพในจิต มันสร้างภพเป็นลักษณะอาการใดอาการหนึ่งที่นอกเหนือจากกาย บอกให้เลย

นี่คือจะทำยังไงที่จะทำความรู้สึกในกายมาแทนที่น่ะ  มันก็จะถอนออก ถอยกลับ ขมวดเข้ามาอยู่กับความเป็นจริงของกาย...ภวังค์ภพในจิตมันก็ดับ มันก็สลาย

เพราะนั้นเวลามันเริ่มมึน เริ่มซึม เริ่มเบลอ เริ่มมัวๆ เข้าไปนี่  มันขมุกขมัว สะลึมสะลือ เวลาเข้าไปอย่างนี้ แปลว่าจิตหมดแล้ว หลงเข้าไปในภวังค์จิตหมดแล้ว

แม้แต่อาการถีนมิทธะนี่แหละ อาการง่วงเหงาซึมเบลอนี่  กายนี่จะเจือจางมาก มันลงฐานไม่ได้เลย ...ตรงนี้เรื่องของจิตหมดแล้ว จิตมันครอบงำกายแล้ว กิเลส พูดง่ายๆ กิเลสมันครอบงำกายแล้ว

นี่ ท่านเรียกว่านิวรณ์ เพราะนั้นไอ้อาการพวกนั้นน่ะ คือนิวรณ์หมด ...แต่คราวนี้ถ้าคนไม่เข้าใจก็จะไปเพียรเพ่ง เพื่อจะไปแก้มันอย่างนั้น ...ไม่ใช่ เข้าใจมั้ย

อย่าไปแก้มันอย่างนั้น ด้วยวิธีการ ว่าจะไปเพียรเพ่งในอารมณ์นั้นให้มันดับไป ให้มันสลายไป แล้วกายก็จะได้ปรากฏขึ้นมาใหม่ ...ไม่ใช่ มันจะต้องถอนออกเลย

การแก้คือจะต้องแก้ในปัจจุบัน คือถอนออกเลย ทำความรู้สึกในกายให้ปรากฏ เช่นสูดลมหายใจก็ได้ ...อะไรก็ได้ ที่มันเป็นส่วนของกาย ส่วนของศีลนี่ มันก็จะเกิดภาวะตื่นรู้ขึ้นมาเอง

ทีนี้ว่าสติสมาธิปัญญามันไม่สามารถจะทรงศีลทรงสมาธิได้ต่อเนื่อง เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ เคลื่อนออก เคลื่อนออก ...เหมือนกับมาคลุมใหม่ มันมาคลุมกายใหม่

เริ่มๆ เริ่มจากเป็นหมอกมัวๆ มัวๆ  แล้วก็ค่อยๆ คลุมไปเรื่อยๆ  แล้วเราก็ไปไหลตามมัน หรือว่าไปคลอเคลียอยู่กับมัน ...นี่ มันก็เริ่มห่างกายออกไปเรื่อยๆ

แล้วก็ไปสร้างเมฆหมอกให้มันหนาทึบขึ้น หนาทึบขึ้น ...ทีนี้กายใจนี่ถูกบดบังหมด มีแต่เรื่องราวมาแทนที่หมดเลย ...ขันธ์ห้าเกิดแล้ว ขันธ์ห้าเกิดเลย ความจริงจังในขันธ์ห้าเกิด

แล้วก็ไปเลือกเฟ้นธรรมตรงนั้นตรงนี้ จะไปหาความเป็นจริงตรงนั้น ตรงนี้ ตรงโน้น ไปหาความเข้าใจกับมัน ...ไม่ใช่ ต้องปัดทิ้งออกหมดเลย หรือว่าแหวกออก

ไม่ปัดทิ้งเลยก็ต้องแหวกออก นะ ให้มันเห็นสภาพที่แท้จริงของกาย หรือความรู้สึกจริงๆ ของกาย ...ห่างไม่ได้ กายน่ะ โดนจิตหลอกหมดน่ะ

มันแอบอ้างกายขึ้นมาบ้าง มันแอบอ้างสภาพธรรมนั้นธรรมนี้บ้าง แอบอ้างอารมณ์นั้นอารมณ์นี้ขึ้นมาบ้าง ...นี่ มันจะหลงเข้าไปหมดน่ะ เหมือนกับมันมีแรงดึงดูดให้เข้าไปโดยไม่รู้ตัวน่ะ

เพราะว่าสติมันอ่อน แล้วก็ความชัดเจนในกายนี่ ไม่ชัด ไม่สามารถจำเพาะกายลงไปได้ ไม่สามารถสร้างความรู้จำเพาะกายลงได้ด้วยความชัดเจน

ยังไงก็ต้องถือกายเป็นหลักอยู่ดีน่ะ ทิ้งหลักไม่ได้ ทิ้งศีลไม่ได้ ...ถ้าทิ้งเมื่อไหร่นี่ กิเลสหลอกพาไปตกระกำลำบากหมดน่ะ


โยม –  ก็ต้องรู้กายด้วย แล้วคลายจิตด้วยอะไรอย่างนี้รึเปล่า

พระอาจารย์ –  รู้กายเบาๆ ...คำว่าคลายจิตคืออะไร ...คือรู้โดยที่ไม่เอาอะไรกับมัน ...ที่ว่าการคลายจิตนี่ ไอ้ที่มันไปขมวดจิตขึ้นมาเพราะมันมีเจตนาเข้าไป จะเอาอะไร

ไอ้ตรงที่เจตนาที่จะเอาอะไรนั่นแหละ คือการเพ่ง ตึง ...แต่ว่าการรู้กาย คำว่ารู้กายโดยที่ไม่เอาอะไร จิตมันจะคลายเอง มันปรากฏยังไงก็รู้อย่างงั้นน่ะ ไม่ว่ายังไงกับมันน่ะ

นี่เขาเรียกว่ารู้แบบเบาๆ รู้แบบไม่เอาอะไรกับมัน มันปรากฏยังไงก็อย่างงั้น มันปรากฏเท่าไหนก็เท่านั้น นี่ จิตมันก็จะคลายออกจากเจตนา...เราน่ะ ที่มันมีเจตนา มันก็คลายออก จิตก็คลายออก

มันก็ไม่ได้เพ่ง เพียงแต่ว่ามันเข้ามาประคับประคอง รักษาความรู้ความทรงสภาพกายไว้ ไม่ให้มันขาดหาย ...เรียกว่าประคับประคอง  มันไม่ได้เพ่ง..เพ่งแบบจะเอาอะไร

แต่ว่า ถ้าพอทำไปเรื่อยๆ ประคับประคองแล้วมันชำนาญดีแล้ว มันจึงจะเกิดการเพียรเพ่งลงในกายอีกทีหนึ่ง อันนี้หมายความว่าเข้มงวดเลย...แต่มันจะรู้ มันไม่ได้เพ่งเอาอะไร

แต่มันเพียรเพ่งเพื่อไม่ให้มันขาด ...เพื่อไม่ให้มันขาด เพื่อไม่ให้มันหลุด นี่ ต้องอาศัยการเพียรเพ่ง ไม่งั้นหลุด ...แต่ไอ้ที่ปล่อยนี่ ให้คลายจากจิต มันคนละความหมายกัน

แต่พอสุดท้ายยังไงก็ต้องมาเพียรเพ่ง ...ถ้าไม่เพียรเพ่งกาย หลุด เอาไม่อยู่ ...เหมือนเราเดินไปบนถนนที่มันมีแต่ตะไคร่น้ำนี่ แล้วเราเดินไปนี่ มันจะลื่นแพล้บๆ พรืดๆ ไถลหมดเลยน่ะ

นั่นน่ะ กายจะเป็นอย่างนั้น  จิตมันจะพาวืดๆ วาดๆ ออกไปหมด ...มันจึงต้องเดินบนถนนนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดรึเปล่า ต้องตั้งอกตั้งใจอย่างยิ่งรึเปล่า ไม่งั้นมันไถลนะ

นั่นน่ะที่ท่านใช้คำว่าอาตาปี หรือว่าเพียรเพ่ง ถ้าไม่เพียรเพ่งระวังรักษาอย่างยิ่งน่ะ ไม่มีทางเดินได้ ...นอกจากว่าเดินไปเรื่อยๆ ลึกๆ เข้าไปนั่นแหละ คราวนี้กายมันจะไม่ลื่นแล้ว มันอยู่แล้ว ชำนาญแล้ว

แต่ไอ้ตอนที่แรกเข้าไปนี่ มันยิ่งกว่าตะไคร่น้ำแล้วก็ฉาบวาสลินด้วยเอ้า  ยืนขึ้นจะเดินยังยืนไม่ได้เลย ยืนไม่อยู่เลย ขาถ่างแล้วก็ล้ม แล้วก็แพร่ด ...มันไม่ใช่ว่าจะอยู่กับกายได้ง่ายๆ 

กิเลสน่ะ...พอมันออกไปข้างนอกปุ๊บนี่ ออกนอกกายไปปุ๊บนี่ มันมีสภาวะ มันสร้างสภาวะใด สภาวะหนึ่ง สภาวะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่มันพึงพอใจขึ้นมา...นี่กูอยู่ได้น่ะ ชอบน่ะ

ถ้ามันชอบ มันอยู่ได้น่ะ อยู่ได้ง่ายด้วย นั่น ...มันก็จะสร้างสภาวะที่อยู่ได้ง่ายๆ นี่ให้อยู่ ...เพลินน่ะ เพลินๆ หาอะไรทำใช่มั้ย หาอะไรทำอย่างนี้ หาอะไรอ่าน

นี่ อะไรที่พอใจ ทำแล้วมันอยู่ได้ มันเพลินน่ะ มันพอใจ ...แต่ให้มาอยู่กับกาย...อยู่ไม่ได้ อยู่ได้ยาก  มันก็มักจะไปที่มันง่ายๆ เพราะมันเพลินน่ะ พอใจน่ะ

นั่นแหละ อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค มันก็เกิดอยู่ตลอดเวลาในจิต ...การดำรงองค์มรรคมันก็ยาก ดำรงอยู่บนเส้นทางแห่งศีลสมาธิปัญญา มันก็ยาก 

คราวนี้ถ้ามันไม่ตั้งใจ ถ้ามันไม่เข้มแข็ง ถ้ามันไม่เพียรเพ่งนี่ ...ทีนี้มันจะไปฟังอาจารย์ท่านอย่างเดียวไม่ได้ อาจารย์ท่านจะพูดเรื่องจิต เพ่ง เคร่ง...เพ่งนะ เคร่งนะ ท่านพูดเรื่องจิตนะ เข้าใจมั้ย

แต่เราพูดเรื่องกาย เราบอกต้องเพ่งกายนะ มันคนละเรื่องกัน เออ ที่ท่านทักว่าเพ่งไปนะ เคร่งไปนะ นั่นคือจิต ท่านพูดเรื่องจิตล้วนๆ เลย ท่านไม่ได้พูดถึงการอยู่กับกาย

แต่ถ้าท่านมาทักว่า เพ่งกายไปนะ อะไรอย่างนี้ อย่ากลัว เอาเหอะ ที่อื่นยังไม่ต้องไปเพ่ง ทีนี้มาเพ่งกายนี่ เราก็ต้องดูว่า ถ้าท่านว่าอย่างนั้นหมายความว่ายังไง หมายความว่าเราอาจจะมีเจตนาอะไรแฝงอยู่ ใช่มั้ย


โยม –  ใช่แล้วครับ

พระอาจารย์ –  มันจะเอาอะไร เพ่งเพื่อเอาอะไร อย่างนี้เรียกว่าเพ่ง เพ่งกาย...ไม่ใช่ 

แต่ถ้าคำว่าอาตาปี จะเพ่งเพื่อไม่ให้มันหลุด ...อันนี้เจตนาไม่มีว่าจะให้เห็นมรรคเห็นผล จะให้ได้เกิดความรู้อะไร ...แต่เพ่งเพื่อไม่ให้มันหลุด ตรึงไว้ เหมือนกับตรึงไว้ เหมือนปักหมุดน่ะ

แล้วก็ค่อยๆ ก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างแข็งแรงน่ะ แข็งแรง  ทีละขณะๆ อย่างแข็งแรง อย่างมั่นคง ...นั่นมันไปด้วยสมาธิ อยู่ด้วยสมาธิ

แล้วก็สมาธิก็จะพาเดินไปในกาย บนกาย โดยที่ไม่หลุด โดยที่ไม่เลื่อนออกจากกาย ไม่ไถลออกจากกาย ...นี่ มันก็เกิดปัญญาขึ้นในกาย รู้เห็นในกายตามความเป็นจริง

แต่ถ้าไม่ตั้งใจอย่างจริงจัง เพียรเพ่งลงไปในกายที่เดียว...ไม่อยู่หรอก ...เพราะนั้นมันต้องฟังให้เข้าใจว่า อาจารย์ท่านพูดนี่ แล้วเราต้องตีความให้เข้าใจ

ไม่ใช่ว่าพอบอกว่าเพ่งปุ๊บ ปล่อยหมดเลย กายก็ไม่เอา อะไรก็ไม่เอา ...จะปล่อยให้จิตลอยๆ เลยอย่างนี้ แล้วก็ไม่เกร็งไม่เครียดๆ อย่างนี้...ตาย เอาอะไรไม่อยู่สักชิ้นน่ะ บอกให้เลย

ล่องลอยแบบว่าวไม่มีสายป่านเลยน่ะ ไม่มีหลักไม่มีฐานเลยน่ะ ลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างงั้นน่ะ อยู่กลางความเคว้งคว้างแล้วมันไม่ต้องไปจับอะไรเลย เพราะกลัวเกร็งกลัวเพ่งน่ะ ...มันก็ไปกันใหญ่

แล้วคราวนี้อาจารย์ท่านก็ไม่ได้อธิบายแบบชี้ชัดลงไป ก็พูดรวมๆ ผ่านๆ น่ะ ไม่ได้สาธยายธรรมออกมาเป็นอย่างละเอียดลึกซึ้งในการใช้ภาษา เพราะนั้นการฟังการตีความมันก็แตกต่างกันไป

ทีนี้ก็เลยไปติดว่า เพราะท่านทักบ่อย เพ่งไปนะ ก็เกร็งเพ่งไปเลย ไม่ยอมเพ่งอะไรเลย ปล่อยเลย ...ถ้าปล่อยน่ะเสร็จ เอาไม่อยู่หรอก ไม่มีอะไรอยู่สักชิ้น...เป็นชิ้นเป็นอันเลยน่ะ

แล้วก็คอยรอให้มีอารมณ์แรงๆ ถึงจะรู้ทีนึงอย่างเนี้ย ...มันจะปล่อยไปอยู่อีหรอบนั้นแหละ แล้วถ้าไม่มีอะไรก็ปล่อย กลัวจะไปเป็นการเพียรเพ่งค้นหาลงไปอีก

อย่างนี้ไม่มีทางทันกิเลส บอกให้ มันอยู่ในกระแสของกิเลสทั้งหมดเลยนะนั่นน่ะ ...บอกให้เลยว่า กระแสจิตนี่คือกระแสกิเลสทั้งหมดเลย


(ต่อแทร็ก 16/32  ช่วง 1)



แทร็ก 16/31



พระอาจารย์
16/31 (571017A)
17 ตุลาคม 2557


พระอาจารย์ –  ค่อยๆ เพียรไป อย่าไปทำวุ่นวี่วุ่นวายภายนอก ไปหาอะไรทำ ...มันเข้าไม่ถึงธรรม ปฏิบัติกันสับสนวุ่นวายไปหมด ทั้งพิธีกรรม วิธีการ เยอะแยะวุ่นวาย

มีแต่เรื่องราว ไม่หมดเรื่องหมดราวซะที ...ก็พยายามทำให้มันมีเรื่องราวไป ทั้งทางโลกทางธรรม ให้ได้ความรู้ ได้อะไร เห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมาก็ว่าก้าวหน้า

กายอันเดิมใจอันเดิม มันไม่มีอะไรแปลกใหม่ มันเป็นของเก่า มีมาทุกชาติทุกภพทุกสมัยเหมือนเดิม เย็นร้อนอ่อนแข็งก็เหมือนเดิม แสดงอาการเดิมๆ ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขาอยู่แล้ว

มันไม่ดู มัวแต่หาดูสิ่งภายนอก หาธรรมภายนอก ตรงไหนที่มันมีสีมีสันแปลกๆ ตระการตา ตามบัญญัติภาษา ตำรับตำรา คำพูดคนนั้นคนนี้ ...ก็เบี่ยงเบนไปในธรรมกันหมด 

มันหาธรรมแท้ธรรมจริงกันถึงไม่เจอ ไม่รู้จัก...ธรรมอันเดิม เกิดมากับกายอันเดิม เปลี่ยนแค่รูปลักษณ์ สีสันวรรณะแค่นั้นเอง ...ลักษณะอาการของธาตุก็อันเดิม 

ก็ยังมาหลงของเดิมๆ นี่ ว่ามันเป็นเรา เป็นสัตว์เป็นบุคคลอยู่ชั่วนาตาปี ไม่แก้ไม่ไข ...พอมาริเริ่มปฏิบัติธรรมก็วิ่งหา ค้น สร้างสภาวะต่างๆ นานา จับอาการนั้น ดูอาการนี้ของจิต 

มันก็วุ่นวี่วุ่นวาย สับสนอลหม่าน เดี๋ยวมี...เดี๋ยวไม่มี เดี๋ยวได้...เดี๋ยวไม่ได้ เดี๋ยวเหมือนเดิม...เดี๋ยวไม่เหมือนเดิมอยู่อย่างนั้นเอง หาความแน่นอนไม่ได้

มันไปตั้งหน้าตั้งตาค้นหากันเข้าไป เพื่อพอกพูนความรู้...ด้วยความโง่ มันก็เข้าใจว่าเป็นความรู้ ...มันเป็นความโง่ทั้งนั้น ไปเก็บมาให้หนักซะอย่างนั้นน่ะ 

ไปเก็บให้มันมาเป็นภาระ ให้เป็นเรื่องราวจริงจังมั่นหมาย ยึดมั่นถือมั่น ซ้ำแล้วซ้ำเดิม ...แล้วก็มาเถียงกัน ทะเลาะกัน  เอาถูกเอาผิด เอาชนะคะคานกัน

ตราบใดที่ยังควบคุมจิตให้เป็นหนึ่งไม่ได้ จิตไม่ลงให้กาย ไม่ลงให้ศีล...ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมที่มีอยู่แต่ดั้งแต่เดิม ไม่มีทางละวางความเห็นผิดในธรรม

มีแต่เสกสรรปั้นแต่งในธรรมกันขึ้นมาใหม่ ให้มันยิ่งใหญ่อลังการขึ้นมา มันก็เข้าใจธรรมผิดๆ ...ให้ละให้เลิกก็ไม่ยอม หวงแหนธรรม วางไม่เป็น วางไม่ลง เสียดายธรรมที่ได้ที่มี 

ที่กำลังค้น ที่กำลังหา ก็ไม่ยอมเลิก นี่ มันต้องหยุดอยู่ภายใน ไม่เอาอะไรมาเป็นสาระ จิตมันไปหาภาระมาเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย หาอยู่หากินเป็นภพเป็นชาติมาเสวยไม่หยุดไม่หย่อน

ต้องควบคุมให้จิตมัน บังคับมัน ให้มันมาเรียนรู้เรื่องเดียวเรื่องกาย ให้มันมาจดจ่อเพียรเพ่งในธรรมอันเดิม ธรรมที่มีอยู่คู่โลกคือกาย...ความเป็นสัตว์ที่มีกาย

กิเลสมันติดกายที่สุด ติดกายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร เป็นเรื่องที่ทำให้ทุกข์อย่างยิ่งยวด ...ก็เพราะว่ามันเห็นกายผิดสภาพไปจากความเป็นจริง

ถ้าไม่แก้ไขให้มันมาเรียนรู้ ให้เห็นความเป็นจริงของกายตามความเป็นจริง...ที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์บุคคล ...นี่ ไม่มีทางที่จะออกจากทุกข์อันมหันต์ได้ ในการเกิดมาเป็นคน

มันก็ยึดมั่นถือมั่นในตัวกาย...เป็นตัวเราของเราอยู่ตลอดเวลา ...จิตน่ะ มันไม่สามารถปล่อยวางได้ ในความเห็นผิดในกาย เพราะไม่เคยสั่งสอนให้จิตมันน้อมมาดู มารู้ มาเห็น ความเป็นจริงที่แท้ของกาย

มันก็เลยไม่สามารถถ่ายถอนความเห็นผิดได้ รังแต่จะยึดมั่นถือมั่นในความเป็นเราของเรามากขึ้นไปเรื่อยๆ พอกพูนเป็นทิฏฐิอยู่อย่างนั้น ยากแก่การแก้ไข

เพราะนั้น ยืนเดินนั่งนอน ให้จิตมันมากำหนด รู้ ดู เห็น ด้วยสติ นำพาจิตให้มันมาอยู่ในหลักกาย หลักปัจจุบัน หลักศีลสมาธิปัญญา

ถ้าไม่น้อมนำให้จิตมันมาอยู่ในหลักศีลสมาธิปัญญา..กายใจปัจจุบัน ...มันไม่มีทางจะรู้จักกายตามความเป็นจริง จนสามารถเพิกถอนความเห็นผิดในกาย ความเห็นผิดตามประสาคนโลกได้

กิเลสยึดมั่นถือมั่นในกายนี่ยิ่งใหญ่มาก เป็นสิ่งให้เกิดทุกข์ยิ่งใหญ่มหันต์ ในการเกิดการตายของคน ของสัตว์โลก นี่ …ถ้าแก้ตรงนี้ไม่ได้น่ะ ไม่มีทางเลย

มัวแต่ไปและเล็มที่อื่น สัพเพเหระ ไร้สาระ เป็นธรรมที่ไร้สาระ ...ความรู้ความเห็นต่างๆ นานาก็เป็นความรู้ที่ไม่สามารถจะเพิกถอนกิเลสได้เลย มีแต่เพิ่มพูนอัตตาตัวตน

ยิ่งภาวนามันก็ยิ่งมีความอหังการมากขึ้น อวดตัวอวดรู้ อวดเก่งอวดดี มากขึ้น มันภาวนาไม่ได้เป็นไปเพื่อความถ่อมตนเลย มีแต่ความอวดดี อวดเก่ง อวดรู้

นี่ มันภาวนาไม่ถูก มันก็เป็นอย่างนี้  ไปหาดูได้ในหมู่ผู้ปฏิบัตินั่นแหละ มันมีการประชันขันแข่ง อวดดีอวดเก่งกันไป มันไม่ได้เพิกถอนอัตตาตัวตนเลย

มีแต่สร้างมานะ พอกพูนมานะทิฏฐิ ...มันปฏิบัติไม่ตรงกับมรรค มันก็ไม่ได้รับผลที่ตรง  มันก็เลยไม่เข้าใจว่าที่ทำนั่นเป็นการปฏิบัติที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปอย่างยิ่ง

มิหนำซ้ำบางท่านบางอาจารย์ก็ยังมาสนับสนุนให้มันเป็นไปมากยิ่งขึ้นไปอีก มันจึงเกิดการสับสนในธรรม เกิดความแตกต่างในธรรม เกิดความแตกต่างในผล ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ก็เพียรเพ่งลงไปกายใจปัจจุบันน่ะ สังเกตความเป็นไปของกาย ตามปกติวิสัยของมัน ...เขาแสดงนัยยะแห่งความเป็นจริงให้เห็น โดยไม่ต้องมีคำพูดมาประกอบด้วย

เขาก็แสดงนัยยะแห่งความเป็นจริง เป็นนัยๆ ให้เห็นอยู่แล้วว่า...ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ของใคร ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์แก่ใคร

นี่ เป็นธรรมที่มีอยู่จริง เป็นธรรมที่แสดงแต่ความเป็นจริงล้วนๆ  ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีล่อหลอก ...ไม่เหมือนจิต ไม่เหมือนกิเลส มีแต่เล่ห์เหลี่ยมล่อหลอก

จิตกิเลสมันยักย้ายถ่ายเท เปลี่ยนแง่มุมได้ตลอดเวลา เปลี่ยนผิดเป็นถูก เดี๋ยวถูกเป็นผิด เดี๋ยวใช่เดี๋ยวไม่ใช่ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวร้ายเป็นไม่ร้าย ...นั่น กิเลสมันปลิ้นปล้อน

มีแต่กาย ความเป็นจริงของธรรม ความเป็นจริงของกาย ที่มันแสดงอาการโดยตรง ไม่มีนอกไม่มีใน เสมอภาค เป็นธรรมที่เป็นกลาง ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล ไม่มีความเป็นชีวิตจิตใจ ...เป็นธรรมคู่โลก

ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่รู้จักว่า ธรรมตามความเป็นจริงคืออะไร แล้วพยายามหลอมหลักธรรมตามความเป็นจริงกับธรรมที่ไม่จริง ...ก็ไม่ได้เรียก ไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม

อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ...พระวักกลิก็มัวแต่ดูรูปโฉมของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ มีแต่ความปลื้มปีติในความผ่องใสของพุทธะภายนอก

ท่านก็บอกว่าไม่ได้อะไร ถ้าไม่เข้าไปรู้จักเห็นธรรม สภาพธรรมตามจริง ...จึงว่า ตถาคต มาจาก "ตถตา" นั่นแหละ เป็นเช่นนั้นเอง ไม่ได้เป็นอื่น เป็นอย่างที่มันเป็นเช่นนั้นเอง

ส่วนมากพวกนักปฏิบัติ มันไม่เท่าทันกิเลส ปล่อยให้กิเลสความปรุงแต่งนึกคิดล่อหลอก ค้นหาพาออกนอก พาออกไปวนเวียน ว่า อันนั้นดี อันนี้ใช่

อันนี้ส่งผลเบื้องหน้าอย่างนั้น อันนั้นมาช่วย อันนั้นเป็นธรรมที่เร็ว อันนั้นอย่างนี้อย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา พาให้เหนื่อยกายเหนื่อยใจขึ้นไปโดยใช่เหตุ

ถ้าไม่เชื่อไม่ฟัง แล้วก็ละเลิกทำลายล้างมันเสียในความคิดความเห็นแห่งเราใดๆ ...แล้วก็ดำรงคงอยู่แค่กายใจ ปรากฏอยู่แค่กายใจ เป็นที่ตั้งแห่งธรรม เป็นที่เรียนรู้ธรรม

ให้มันเกิดความลึกซึ้งในธรรม ให้มันเกิดความแจ่มแจ้งในธรรม จนถึงเรียกว่าแทงตลอดในธรรม ...แข่งกับวันเวลาที่มันล่วงผ่านไปสู่ความตาย เพราะมันมีอายุขัยของมัน

เพราะนั้นการภาวนามันจึงต้องแข่งกับวันเวลา กับก้อนธรรมที่มันเสื่อมลงสลายลงไป ...เรียนรู้กายใจ คือการเรียนรู้ธรรมตามความเป็นจริง

ถ้าไม่อย่างนั้น จิตมันก็ระหกระเหินเร่ร่อนไป กลายเป็นผีบ้าผีบอ ไปอยู่กับความคิดความเชื่อไร้สาระ เลื่อนๆ ลอยๆ บ้าบอเป็นผีบ้า เพราะมันไม่อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงเลย

มันไปอยู่กับความเพ้อเจ้อที่จิตมันสร้างสรรค์ปรุงแต่งความเห็นความเชื่อ แล้วก็บ้ากันไป จับกลุ่มกันบ้า ...จิตตัวเจ้าของ ความเห็นเจ้าของ ความคิดเจ้าของมันจับต้องไม่ได้ มันเป็นผีหมด

มันก็เชื่อกันเป็นผีบ้า บ้ากิเลส สร้างความหลอกลวงขึ้น แล้วก็ไปว่าคนอื่นเป็นผี จิตเจ้าของน่ะเป็นผี  มันหลอกเช้าหลอกเย็น เช้าสายบ่ายค่ำหลอกทุกเวลา ยังไปเห็นดีเห็นงามกับมัน

พอให้มาระลึกนึกน้อมอยู่กับกายใจนี่ เหมือนอย่างกับเอาวัวเข้าโรงเชือดอย่างนี้ มันกลัวความจริง กลัวจิต ...มันจะไปสร้างความเป็นจริงของมันเองขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อย

ยิ่งมีคนภายนอกสนับสนุน ก็เหมือนกับตามความคิดความเห็นไป ภายนอกก็ทำกันไปบ้าบอ  ไม่ได้ตามพระธรรมวินัยเลย  มันไปดัดแปลงแก้ไขธรรมวินัยซะอีก

สมัยพระปัญจวัคคีย์ฟังธรรมน่ะ ท่านก็ยังไม่ได้อาราธนาศีลเลย ทำไมท่านยังสำเร็จโสดาบัน ศีลห้าก็ไม่มี ศีลแปดก็ไม่มี ศีลสิบก็ไม่ได้รักษา ศีล ๒๒๗ ก็ยังไม่เกิดเลย ทำไมถึงเข้าโสดาบันได้เป็นลำดับลำดาไป

ดูสิตั้งแต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ ฟังธรรม ก็ไม่ได้มีศีลไม่ได้อาราธนาศีลตรงไหน ไม่ได้ว่ามาจากพุทธวัจนะหรือสาวกวัจนะ ยังสำเร็จได้ ...ไม่ได้มีศีลสักข้อเลย ศีลเป็นข้อๆ นี่ ไม่ได้มีสักข้อเลย

ไอ้นี่มันมีแต่เอาชนะคะคานกันในแง่มุมต่างๆ นานา  เสียเวลาลมหายใจเข้าออก ...แทนที่จะใช้ลมหายใจเข้าออกเป็นที่กำหนดรู้ดูเห็นว่ามันไม่ใช่เป็นเราของเรา

ดันเอาลมหายใจเข้าออกมาพ่นเป็นภาษาคำพูดว่ากล่าวให้กัน นี่เรียกว่า เสียดายลมหายใจเข้าออก ใช้ไม่เป็น เอามาติเตียน เอาลมมาด่ามาว่ากัน มีแต่ทุกข์มีแต่โทษ มีแต่กุศล-อกุศลเกิดขึ้นมา

นี่ เอาลมมาติเตียนกัน เอาลมมาชมกัน เอาลมมายกยอปอปั้นให้กัน เอาลมมาเสียดแทงกัน ว่ากล่าวเหน็บแนมกัน อย่างนี้เรียกว่าใช้ลมหายใจไม่เป็น

ลมหายใจมันดำรงขันธ์ ดำรงกาย ให้สืบเนื่องในกายโดยธรรมชาติ ...มันก็ได้อาศัยลมหายใจนี่เป็นเครื่องเรียนรู้ภาวนา เห็นความเป็นจริงของลมว่าเป็นลม...ไม่ใช่เรา

จะได้เห็นความเป็นจริงของลมว่าเป็นลม ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่สัตว์บุคคล …นี่ เกิดมากับก้อนธรรม แต่ไม่รู้จักตักตวง หาความรู้กับก้อนธรรมที่ได้มา



(ต่อแทร็ก 16/32)